ในวันที่ 25-26 พ.ย. 2568 นี้ ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีปราศรัยในกิจกรรมล่าชื่อถอดถอน กกต. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 ที่สกายวอล์คสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
สำหรับกิจกรรมในคดีนี้ เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนเรื่องการใช้สูตรคำนวณสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการรณรงค์ล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ในเว็บไซต์ change.org และตั้งจุดลงชื่อในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในช่วงดังกล่าวกว่า 8 แสนบัญชี ซึ่งต่อมา กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนอย่างน้อย 20 คน ใน 4 คดี ด้วย
ในส่วนคดีนี้มี พินิจ จันทร์ฉาย เป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ได้เข้าแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ สน.พญาไท ให้ดำเนินคดีสิรวิชญ์, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “แม่น้องเกด” พะเยาว์ อัคฮาด จากกรณีทั้งสามคนได้เข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรมล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ในชื่อ “#เห็นหัวกูบ้าง” ที่บริเวณสกายวอล์คของสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562
ต่อมา วันที่ 30 เม.ย. 2562 ทั้งสามคนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.พญาไท ก่อนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์คดีในส่วนของ สิรวิชญ์ ว่า ได้อ่านแถลงการณ์ โดยมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า ขอให้ กกต. เปิดเผยผลการลงคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้ง และจะต้องไม่มีการทุจริต หรือเอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งและ คสช. ทั้งยังกล่าวถึงการใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งถึง 5.8 พันล้านบาท แต่กลับมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสและมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่
พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้มีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. 2562 ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 โดยอัยการได้รับสำนวนคดีนี้ไว้ ก่อนมีการเลื่อนฟังคำสั่งเรื่อยมา จนถึงช่วงต้นปี 2563 ก็ไม่ได้นัดหมายให้ไปรายงานตัวและฟังคำสั่งอีก
แต่หลังคดีผ่านไปกว่า 5 ปี ในช่วงต้นปี 2567 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการได้ติดต่อนัดหมายเฉพาะสิรวิชญ์ให้ไปฟังคำสั่งในคดีนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อัยการยังคงเลื่อนฟังคำสั่งอีก 4 ครั้ง โดยทุกครั้งได้ระบุเหตุผลว่า พนักงานสอบสวนยังไม่ส่งพยานหลักฐานในคดีนี้ให้แล้วเสร็จ จึงขอให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งใหม่อีกครั้ง
จนกระทั่ง อัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2567 โดยกล่าวหาว่าข้อความในแถลงการณ์ที่สิรวิชญ์อ่าน มีความหมายว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง มีการทุจริตในหน้าที่ จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งผู้กล่าวหาอ้างว่าไม่เป็นความจริง เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยประการที่น่าจะทําให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับความอับอาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสื่อมเสียชื่อเสียง
คดีนี้มีนัดตรวจพยานหลักฐานไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 โดยฝ่ายโจทก์จะนำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 4 ปาก รวมถึงผู้รับมอบอำนาจจาก กกต. ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความ 5 ปาก โดยต่อสู้ยืนยันว่าข้อความในแถลงการณ์เป็นการติชมโดยสุจริต ด้วยความเป็นธรรม อยู่ในวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ ชวนจับตาและติดตามสถานการณ์ในคดีนี้ต่อไป
.
