วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่ศาลแขวงดุสิต พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 มีคำสั่งฟ้องคดีสมาชิกแรงงานยานภัณฑ์ทั้ง 4 คน ได้แก่ วิรุต นามณี, สุนทร บุญยอด, ธัชพงษ์ แกดำ และสุริยะ ปะสาวะนัง ในข้อหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมและร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย จากกรณีการชุมนุมระหว่างวันที่ 11 มี.ค. – 1 เม.ย. 2568 ร่วมกับเครือข่ายของ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)
คดีนี้มีผู้กล่าวหาคือ พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม โดยการชุมนุมของ ‘แรงงานยานภัณฑ์’ ดังกล่าว เหตุเกิดจากการถูก บริษัท ยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กลุ่มแรงงานจึงได้นัดชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายที่บริเวณลานจอดรถของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยระหว่างการชุมนุมก็ได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งมีผู้ชุมนุมอดอาหารประท้วงบริเวณที่ชุมนุมด้วย
ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 ที่ สน.ดุสิต พร้อมกับสมาชิกของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move รวมทั้งสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าและคนทำงานภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้นจำนวน 15 คน ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกัน แยกไปเป็นคดีต่าง ๆ
.
ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องชะลอคำสั่งฟ้อง โดยอ้างถึงร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ พร้อมระบุว่า การสั่งฟ้องคดีไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน
ก่อนหน้าที่จะมีการยื่นฟ้องในคดีนี้ ทางฝั่งของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมให้ชะลอคำสั่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ โดยสรุประบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่มิได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และการสั่งฟ้องคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน
นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ได้ทราบถึงรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ สภาผู้แทนราษฎร ว่าวันที่ 22 ต.ค. 2568 วุฒิสภาได้รับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ และมีมติเห็นชอบในวาระหนึ่ง และได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ โดยต้องพิจารณาวาระ 2-3 แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จจะถือว่าเห็นชอบร่างกฎหมายนี้
ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 ซึ่งตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ ได้ครอบคลุมฐานความผิดนี้ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของการได้รับนิรโทษกรรมตามข้อ 12 ของบัญชีท้าย พ.ร.บ. หาก พ.ร.บ. ผ่านและมีผลบังคับใช้ก็จะส่งผลให้การกระทำของทั้งสี่ไม่เป็นความผิด และให้พนักงานอัยการมีอำนาจระงับการฟ้องคดีหรือหากฟ้องไปแล้ว ให้ศาลยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดี
ด้วยเหตุผลดังกล่าว การพิจารณาคดีในห้วงเวลานี้เป็นการฟ้องที่ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ และจะทำให้การสั่งฟ้องของพนักงานอัยการในปัจจุบันเสียงบประมาณแผ่นดินและเป็นภาระทางคดี
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่จะได้อธิบายถึงเหตุผลที่อัยการควรพิจารณาชะลอคำสั่งฟ้องคดีออกดังกล่าวแล้ว แต่ท้ายที่สุดอัยการก็ยืนยันคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้
.
อธิบดีอัยการอนุญาตให้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ แม้คดีจะขาดผัดฟ้อง โดยกล่าวหาว่า จำเลยฝ่าฝืนคำสั่ง บช.น. ห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล
คดีนี้มี พ.ต.อ.ภาณุภณ ชัยสนิท พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นผู้เรียงคำฟ้อง โดยในคำฟ้องสรุปใจความสำคัญแยกเป็นสองกระทง คือ กระทงแรก ระหว่างวันที่ 11 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 ต่อเนื่องกันตลอดมา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่มีคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะของผู้กำกับการ สน.ดุสิต มีผลบังคับใช้
จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันเป็นผู้ชุมนุมสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งการชุมนุมสาธารณะดังกล่าวประชาชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ที่บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล
ในกระทงที่สอง ที่กล่าวหาเฉพาะวิรุต (จำเลยที่ 1) ว่า ระหว่างวันที่ 17 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมและเป็นผู้แจ้งการชุมนุมต่อผู้กำกับการ สน.ดุสิต ได้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิค่าชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย ที่บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลและคำสั่งห้ามชุมนุม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยในท้ายคำฟ้องมีการระบุเอาไว้ด้วยว่าระหว่างสอบสวนจำเลยทั้งสี่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตลอดมา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยทั้งสี่ไว้ ครบกำหนดผัดฟ้องครั้งที่ 5 ในวันที่ 26 มิ.ย. 2568 แต่เนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและได้รับผลสอบสวนเพิ่มเติมเมื่อพ้นระยะเวลาผัดฟ้อง คดีจึงขาดฟ้อง ซึ่งต่อมาอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด อนุญาตให้ฟ้องจำเลยทั้งสี่แล้ว
ภายหลังศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งรับฟ้องก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ โดยใช้วิธีสาบานตนแทนการจ่ายเงินประกัน
.
ก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปิดปากและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยให้ยกเลิกคดีความอันไม่เป็นธรรมทั้งปวงที่หน่วยงานรัฐและเอกชนกระทำต่อประชาชน อีกทั้งยังเสนอว่ากฎหมายการชุมนุมมีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้ไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 7 ดังกล่าว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
