26 พ.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต สมาชิกของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move, สมาชิก ‘แรงงานยานภัณฑ์’ รวมทั้งสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าและคนทำงานภาคประชาสังคม รวมจำนวน 15 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในจำนวน 6 คดี โดยแยกเป็นคดีจากการชุมนุมกลุ่มพีมูฟและเครือข่ายป่าไม้ที่ดิน จำนวน 4 คดี และคดีจากการชุมนุมของแรงงานยานภัณฑ์ 2 คดี
ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2568 สมาชิกของเครือข่ายพีมูฟ และแรงงานยานภัณฑ์ทยอยได้รับหมายเรียกออกโดย ร.ต.อ.วราช บุญยืน พนักงานสอบสวนของ สน.ดุสิต ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในหลายคดี ในวันที่แตกต่างกัน จึงได้ประสานนัดหมายเข้ารับทราบข้อหาพร้อมกันในวันนี้ โดยมีทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
การเข้ารับทราบข้อหาในวันนี้ ยังมีคนทำงานองค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนในเครือข่าย ทั้งจากเครือข่ายป่าไม้ที่ดิน และเครือข่ายแรงงาน เข้าติดตามให้กำลังใจผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ที่ด้านหน้า สน.ดุสิต โดยมีการนำเครื่องขยายเสียงมาปราศรัยถึงปัญหาการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม และนำเสนอประเด็นปัญหาของแต่ละเครือข่าย
ขณะที่ผู้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาได้ถือกระดาษข้อความ อาทิ “หยุดปิดปากประชาชน” “ยกเลิกคดีปิดปาก” “ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุม” “ฟ้องชาวบ้านได้อะไร?” รวมทั้งบางคนยังนำเทปกาวสีดำมาคาดปิดที่ปากพื่อแสดงออกถึงการถูกดำเนินคดีปิดปาก ก่อนเข้าไปยังสถานีตำรวจอีกด้วย
.
.
เครือข่ายพีมูฟ ถูกแจ้งข้อหา 4 คดี จากการชุมนุมตั้งแต่ตุลา 67 ถึงล่าสุดต้นเดือน เม.ย. 68
สำหรับทั้ง 6 คดี ที่ถูกมีการแจ้งข้อกล่าวหานั้น แยกเป็นใน 3 คดีแรก เป็นคดีที่เกิดจากกรณีการชุมนุมของ P-Move ในระหว่างวันที่ 7-24 ตุลาคม 2567 ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยเนื้อหาของการชุมนุมว่าด้วยการที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และไม่มุ่งแก้ไขปัญหาของประชาชน ทำให้ทางเครือข่ายเดินทางมาติดตาม
ทั้งสามคดีมี พ.ต.ท.ชัยธัช เชียงทา เป็นผู้กล่าวหา ในข้อหาหลัก “ร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 วรรคท้าย คดีแยกไปตามเหตุที่มีการเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรม ได้แก่
คดีที่ 1 คดีเหตุวันที่ 8 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 ราย ได้แก่ สมศักดิ์ บุญมาเลิศ, สินชัย รู้เพราะจีน, จรัสศรี จันทร์อ้าย, จำนงค์ หนูพันธ์ และ ธีรเนตร ไชยสุวรรณ
คดีที่ 2 คดีเหตุวันที่ 16 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรมที่กระทรวงการคลัง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จำนวน 1 ราย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ ในฐานะผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ
คดีที่ 3 คดีเหตุวันที่ 18 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยื่นหนังสือที่รัฐสภา มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จำนวน 1 ราย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ ในฐานะผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ
ส่วนคดีที่ 4 มี พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม เป็นผู้กล่าวหา เหตุเกิดจากกรณีการชุมนุมของ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยเนื้อหาการชุมนุมว่าด้วยการติดตามมติครม. นำเข้าผลการเจรจาระหว่าง สชป. และ สกน. ที่มีข้อตกลงร่วมกับรองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ราย ในข้อหาเดียวกับข้างต้น โดยนอกจากเครือข่ายของพีมูฟ ยังมีนักกิจกรรมและคนทำงานภาคประชาสังคมถูกกล่าวหาด้วย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์, พชร คำชำนาญ, กัญญ์วรา หมื่นแก้ว จาก มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ (จากเครือข่าย We Fair), จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า), เกรียงไกร ชีช่วง (ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง) และสมพร (สงวนนามสกุล) (จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย)
.
.
ตัวแทน ‘แรงงานยานภัณฑ์’ 4 คน ถูกแจ้งข้อหาใน 2 คดี เหตุชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยถูกเลิกจ้าง
สำหรับคดีที่ 5-6 มี พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม เป็นผู้กล่าวหา เกิดขึ้นจากกรณีการชุมนุมของ ‘แรงงานยานภัณฑ์’ จากการถูกบริษัท ยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงได้มีการชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมาย บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 โดยระหว่างการชุมนุมมีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งมีผู้ชุมนุมอดอาหารประท้วงบริเวณที่ชุมนุมด้วย
ในคดีที่ 5 มีผู้ถูกกล่าวหา 1 ราย ได้แก่ วิรุต นามณี ในข้อหาจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม และชุมนุมสาธารณะฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล จากเหตุชุมนุมต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว
ส่วนคดีที่ 6 มีผู้ถูกกล่าวหา 4 ราย ได้แก่ สุนทร บุญยอด, วิรุต นามณี, ธัชพงษ์ แกดำ และ สุริยะ ปะสาวะนัง โดยเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมในวันที่ 1 เม.ย. 2568 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับเครือข่ายของ สชป. และ สกน. ข้างต้น ข้อกล่าวหา คือร่วมกันชุมนุมสาธารณะโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล
ในทุกคดีผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และพนักงานสอบสวนได้สอบสวน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนให้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ และนัดมาส่งสำนวนคดีให้กับอัยการในช่วงวันที่ 17-18 มิ.ย. 2568 นี้
.
.
ทั้งนี้ในการเข้ารับทราบข้อหาครั้งนี้ ยังมีการออกแถลงการณ์ร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพและปิดปากประชาชน ยกเลิกคดีความอันไม่เป็นธรรมทั้งปวงที่หน่วยงานรัฐและเอกชนกระทำต่อประชาชน และยังเสนอว่ากฎหมายการชุมนุมมีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้ไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 7 ดังกล่าว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
.



