29 ม.ค. 2569 ศาลแขวงดุสิตนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน ในคดีของ 4 ผู้ชุมนุมแรงงานยานภัณฑ์ ได้แก่ วิรุต นามณี, สุนทร บุญยอด, ธัชพงษ์ แกดำ และ สุริยะ ปะสาวะนัง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมและร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย จากกรณีการชุมนุมระหว่างวันที่ 11 มี.ค. – 1 เม.ย. 2568
คดีนี้มีผู้กล่าวหาคือ พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม โดยการชุมนุมของ ‘แรงงานยานภัณฑ์’ ดังกล่าว เหตุเกิดจากการถูก บริษัท ยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กลุ่มแรงงานจึงได้นัดชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายที่บริเวณลานจอดรถของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยระหว่างการชุมนุมก็ได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งมีผู้ชุมนุมอดอาหารประท้วงบริเวณที่ชุมนุมด้วย
ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 ที่ สน.ดุสิต พร้อมกับสมาชิกของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move รวมทั้งสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าและคนทำงานภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้นจำนวน 15 คน ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกัน แยกไปเป็นคดีต่าง ๆ
ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 มีคำสั่งฟ้องคดีของทั้งสี่คน ต่อศาลแขวงดุสิต เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568
ในคำฟ้องสรุปใจความสำคัญแยกเป็นสองกระทง คือ กระทงแรก ระหว่างวันที่ 11 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 ต่อเนื่องกันตลอดมา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่มีคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะของผู้กำกับการ สน.ดุสิต มีผลบังคับใช้
จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันเป็นผู้ชุมนุมสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งการชุมนุมสาธารณะดังกล่าวประชาชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ที่บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล
ในกระทงที่สอง ที่กล่าวหาเฉพาะวิรุต (จำเลยที่ 1) ว่า ระหว่างวันที่ 17 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมและเป็นผู้แจ้งการชุมนุมต่อผู้กำกับการ สน.ดุสิต ได้จัดการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลและคำสั่งห้ามชุมนุม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสี่ โดยใช้วิธีสาบานตนแทนการจ่ายเงินประกัน
จำเลยตัดสินใจรับสารภาพ หลังเผชิญภาระคดี ศาลลงโทษปรับวิศรุต 20,000 บาท ที่เหลือปรับคนละ 10,000 บาท ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่ง
วันนี้ (29 ม.ค. 2569) ศาลแขวงดุสิต นัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน ก่อนเริ่มพิจารณา จำเลยทั้งสี่ได้ปรึกษาทนายความ โดยจะขอให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา เนื่องจากจำเลยบางคน ต้องเดินทางมาจากจังหวัดร้อยเอ็ดและย่านปริมณฑล ส่วนบางคนยังต้องว่างงานหลังโรงงานปิด ทำให้การเดินทางมาต่อสู้คดีอีกหลายครั้ง ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงอยากให้คดีสิ้นสุดลงโดยเร็ว ขณะที่กรณีของธัชพงษ์ก็มีภาระการต่อสู้คดีจากการชุมนุมทางการเมืองอีกหลายคดี
ต่อมาจำเลยทั้งสี่ จึงได้แถลงขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมยื่นเหตุผลประกอบถึงความจำเป็นที่ต้องออกมาชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากมีแรงงานกว่า 800 คน ต้องเดือดร้อนจากการที่บริษัทยกเลิกกิจการและเลิกจ้างแรงงานโดยไม่จ่ายเงินชดเชย มิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 รวมเป็นเงินราว 250 ล้านบาท จึงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสี่เข้าร่วมชุมนุมด้วยเหตุดังกล่าว
หลังกลับคำให้การ ศาลแขวงดุสิตจึงได้มีคำพิพากษาในวันเดียวกัน โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 (วิศรุต) มีความผิดฐานจัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุม และร่วมชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล รวม 2 กระทง โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมสองกระทงปรับ 20,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 2-4 ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท
ทั้งนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และคงปรับจำเลยที่ 2-4 คนละ 5,000 บาท รวมต้องชำระค่าปรับรวมกัน 25,000 บาท
.
ก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปิดปากและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยให้ยกเลิกคดีความอันไม่เป็นธรรมทั้งปวงที่หน่วยงานรัฐและเอกชนกระทำต่อประชาชน อีกทั้งยังเสนอว่ากฎหมายการชุมนุมมีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้ไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 7 ดังกล่าว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
