ศาลอาญาไม่ออกหมายเรียกพยานบุคคล-พยานเอกสารให้จำเลย ในคดีที่นักกิจกรรม 7 ราย ถูกฟ้อง ม.112 กรณีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี 2563

ก่อนการสืบพยานในคดีปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลรวม 15 ปาก และพยานเอกสารรวม 17 รายการ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในการต่อสู้คดี แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด 

คดีนี้มีนักกิจกรรมทางการเมือง 7 ราย ถูกฟ้อง ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ ตามมาตรา 112, ข้อหา ‘ยุยงปลุกปั่น’ มาตรา 116 รวมถึงข้อหาตามกฎหมายการชุมนุมอื่น ๆ อีกหลายข้อหา

สำหรับการชุมนุม  #25พฤศจิกาไปSCB ดังกล่าว มีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับส่งผลให้เกิดการรวบทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยเดิมทีแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดหมายกันที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แต่หลังพบว่ามีการวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม พร้อมด้วยกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเป็นจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนสถานที่นัดหมายเป็นหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่แทน

ภายหลังการชุมนุมเสร็จสิ้นไปเป็นเวลาเกือบ 1 ปี เมื่อวันที่  19 พ.ย. 2564 พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 8 ราย รวมถึง “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ ทำให้ถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6,100 บาท ไม่รอลงอาญา ไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยอีก 7 ราย และให้พนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยทั้งหมดเข้ามาใหม่ 

.

สำหรับคดีที่ยื่นฟ้องเข้ามาใหม่นี้ ศาลอาญานัดหมายสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 4-7, 11-14 พ.ย. 2568 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 25-28 พ.ย. 2568, 2-4 และ 9 ธ.ค. 2568 ที่ห้องพิจารณาคดี 909 

ก่อนการสืบพยานโจทก์ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จะนำมาใช้สืบพยานคดีนี้ ซึ่งพยานบุคคลรวม 15 ปาก ได้แก่ 

1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

3. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

4. กงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิก

5. เลขาธิการพระราชวัง

6. ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

7. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

8. เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์

9. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์

10. กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

11. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย

13. ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่ง

14. ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์

15. กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากพยานบุคคลในอันดับดังกล่าวเป็นบุคคลภายนอกซึ่งจะมาเบิกความถึงข้อเท็จจริงตามคำปราศรัยของจำเลยในคดีนี้ อันเป็นประเด็นสำคัญที่จะพิสูจน์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ โดยจำเลยไม่สามารถพามาศาลได้ด้วยตนเอง จึงขอให้ศาลได้โปรดออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลตามวันเวลาที่ระบุไว้

ส่วนพยานเอกสารที่จำเลยขอให้ศาลออกหมายเรียกนั้น จะเป็นเอกสารรวม 17 รายการ ยกตัวอย่างเช่น  รายงานการใช้งบประมาณโครงการจัดแสดงสินค้าแนวใหม่ในต่างประเทศ สำหรับแบรนด์ Sirivannavari, รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับ ของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด ระหว่างปี 2560 – 2564, รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย, รายการและรายละเอียดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทรัพย์สินในพระองค์ และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ระหว่างปี 2560 – 2564, ตารางการเดินทางไปกลับประเทศเยอรมนีของรัชกาลที่ 10 เป็นต้น 

ในคำร้องระบุว่า เนื่องจากพยานเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ด้วยตนเอง โดยพยานเอกสารทั้งหมดล้วนเป็นพยานหลักฐานสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามิได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องทุกประการ

ทั้งยังแสดงถึงเจตนาของจำเลยที่กระทำโดยสุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ มิใช่การยุยงปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินแต่อย่างใด อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เพื่อให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และเป็นธรรม

ต่อมา ศาลอาญาได้มีคำสั่ง ยกคำร้อง ของจำเลย พร้อมระบุเหตุผล “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการขอหมายเรียกพยานบุคคลในลำดับที่ 21-35 ตามบัญชีระบุพยาน ไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีอันจำเป็นที่จะต้องให้ศาลออกหมายเรียก ส่วนหมายเรียกพยานเอกสารในลำดับ 37 และ 38 (เอกสารสำนวนคดีที่กระทรววงการคลังฟ้องร้องรัชกาลที่ 7 ซึ่งอยู่ที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์) จำเลยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ขอเอกสารฉบับใดในสำนวนคดี เนื่องจากเอกสารทั้งหมดในคดีย่อมมีส่วนที่ไม่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ด้วย ส่วนหมายเรียกพยานลำดับที่ 39-53 เห็นว่าเอกสารดังกล่าวทั้งหมดไม่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีที่จำเลยถูกฟ้อง จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารให้”

.

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นคดีที่ดำเนินมายืดเยื้อ แม้เหตุการณ์การชุมนุมจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม อีกทั้งยังมีประเด็นที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องไม่ออกหมายเรียกพยานตามที่ได้มีการร้องขอไว้ด้วย

สำหรับนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ วันที่ 5 – 7 พ.ย. 2568 ได้ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากทนายความของอานนท์ จำเลยที่ 1 มีอาการเจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงมีคำสั่งเลื่อนการสืบพยานออกไปเป็นวันที่ 11 พ.ย. 2568 แทน

X