ศาลฎีกาพิพากษายืน ยกฟ้องคดี ม.112 ของ “นรินทร์” ถูกกล่าวหานำสติกเกอร์ “กูkult” ไปติดบนรูประหว่างชุมนุม

27 พ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีของ นรินทร์ (สงวนนามสกุล) ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาว่านำสติกเกอร์ “กูkult” ไปติดบนพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 หน้าศาลฎีการะหว่างที่มีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ยกฟ้อง คดีนี้ของนรินทร์จึงเป็นเป็นสิ้นสุดลง

.

คดีนี้มี พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ในขณะนั้น เป็นผู้กล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้ติดสติกเกอร์ตามที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งต่อสู้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 แต่อย่างใด โดยลำพังการติดสติกเกอร์ข้อความดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่น-หมิ่นประมาทได้

วันที่ 4 มี.ค. 2565 ในชั้นต้น ศาลอาญามีคำพิพากษา เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุมีลักษณะการแต่งกายตรงกันกับของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ 

และเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่นำสติกเกอร์ไปติดที่พระบรมสาทิสลักษณ์ที่ดวงพระเนตรของรัชกาลที่ 10  สติกเกอร์ยังมีโลโก้บัญชีเฟซบุ๊กที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการสื่อว่ากลุ่มบุคคลตามบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าพระมหากษัตริย์ เห็นว่าเป็นการลบหลู่ ดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 แม้จะไม่ได้เป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่การกระทำของจำเลยก็สื่อความหมายดังกล่าวได้

ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษจำคุก 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ก่อนศาลอาญาจะอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี

ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นยกฟ้องจำเลย โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐานในวันเกิดเหตุ จำเลยใส่เสื้อยืดสีขาว มีลายหน้าอกเป็นวงกลมสีแดงและตัวอักษรสีน้ำเงินภาษาอังกฤษคาดกลาง แตกต่างจากลายสติกเกอร์ของเสื้อคนร้ายในภาพถ่าย 

อันเป็นการแตกต่างจากคนร้ายตามภาพถ่ายก่อนและขณะเกิดเหตุกับบุคคลที่โจทก์อ้างว่าพบในตอนเช้า ทั้งที่เป็นเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกัน และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจยึดเสื้อผ้าที่คนร้ายใส่ในตอนเกิดเหตุของคดีนี้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใส่เสื้อผ้าดังกล่าว

ข้อเท็จจริงของโจทก์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าบุคคลที่เจ้าพนักงานตำรวจพบในตอนเช้าหลังวันเกิดเหตุและจำเลยมีการแต่งกายเหมือนกับคนร้ายตามที่พยานโจทก์เบิกความ 

นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยรับว่าเป็นผู้กระทำความผิด หลังเข้าเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สน.ชนะสงคราม ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยและมีพิรุธ 

ทั้งมิได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลยทันทีที่ทราบว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้ตามเอกสารดังกล่าว ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และจำเลยได้ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาคดีของศาลมาตลอด เมื่อจำเลยแต่งกายแตกต่างจากคนร้าย มิได้เหมือนกับคำเบิกความของพยานโจทก์ คำรับของจำเลยดังกล่าวจึงขัดต่อข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น 

กรณีมีเหตุแห่งความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ พยานแวดล้อมก็มีพิรุธสงสัยว่า จึงยังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด เห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้องคดี

ขณะเดียวกัน วันที่ 19 ส.ค. 2566 พนักงานอัยการยื่นฎีกาต่อ ขณะฝ่ายจำเลยก็ยื่นโต้แย้ง ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายืน

.

ในวันนี้ (27 พ.ย. 2568) ที่ห้องพิจารณา 609 มีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์คดีประมาณ 10 คน ประกอบด้วย ครอบครัวของนรินทร์ ประชาชน ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชน 

นรินทร์แต่งกายด้วยชุดผ้าคลุมห่มตัวสีเขียว ลักษณะคล้ายจีวร โดยเขาระบุว่า แนวคิดเบื้องหลังของการแต่งกายในวันนี้มาจากการที่มองว่าการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ของตนเองก็มีลักษณะคล้ายกับความเชื่อทางศาสนา ขณะเดียวกัน การที่ชุดดังกล่าวสีเขียวก็มีแนวคิดคล้ายกับสีเขียว Green Screen ที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับเพจ “กูKult” ที่เกิดขึ้นและเติบโตบนโลกอินเทอร์เน็ตเช่นกัน

จนกระทั่งเวลา 10.29 น. ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ โดยได้มีการสอบถามว่านรินทร์มีทนายความมาด้วยหรือไม่ นรินทร์บอกว่าไม่มี จากนั้นศาลขอบัตรประชาชนทุกคนที่เข้ามาฟังคำพิพากษาคดีนี้ ให้นำบัตรประชาชนมาให้ศาลทั้งหมด โดยตำรวจศาลเป็นผู้มาเดินเก็บบัตรประชาชน

ผู้สังเกตการณ์จากศูนย์ทนายฯ ได้แถลงต่อศาลถึงสิทธิในการเข้าฟังการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยของประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการเก็บบัตรประชาชนหรือตรวจสอบรายชื่อ ผู้พิพากษายังคงแจ้งให้นำบัตรประชาชนมา รวมถึงตั๋วทนายด้วย 

จากนั้น ศาลได้มีการขานชื่อทุกคนที่อยู่ในห้องพิจารณา ซึ่งรวมไปถึงชาวต่างชาติที่เข้าร่วมด้วย ก่อนจะเรียกขอตั๋วทนายจากผู้สังเกตการณ์คนดังกล่าวอีกครั้ง ผู้สังเกตการณ์ได้แจ้งว่าตนไม่ได้เป็นทนายความ 

จากนั้นศาลจึงได้แจ้งคำพิพากษากับจำเลยว่า ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดคำพิพากษา

จากนั้นนรินทร์ได้ขออนุญาตศาลเพื่อจะอ่านคำแถลงการณ์ซึ่งเขาจัดเตรียมมา แต่ศาลไม่อนุญาต อย่างไรก็ดี นรินทร์ได้เตรียมคำแถลงการณ์สิ้นสุดคดีของจำเลย ในชื่อบทความ “กูคัลท์ นิติสงคราม อัตถิภาวนิยม และความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” โดยได้แจกแถลงการณ์ดังกล่าวให้กับผู้ที่มาร่วมฟังการพิจารณาในวันนี้ด้วย

จากนั้นศาลจึงให้ตำรวจศาลนำคำพิพากษามาให้จำเลย รวมถึงประชาชนที่มาร่วมฟังเซ็นชื่อของตนด้านหลังคำพิพากษา โดยศาลได้ให้ผู้สังเกตการณ์คดีคนดังกล่าวเซ็นชื่อก่อน แม้ลำดับชื่อในกระดาษแผ่นดังกล่าวจะเป็นชื่อในลำดับท้าย ๆ ก็ตาม

นรินทร์ได้ขออ่านคำพิพากษา ศาลได้กำชับให้เฉพาะจำเลยเท่านั้นที่อ่านได้ จึงให้นรินทร์นั่งที่โต๊ะฝั่งโจทก์และมีตำรวจคอยคุมอยู่ด้านหลัง และได้สั่งให้ผู้สังเกตการณ์คดีออกจากห้องไป 

ต่อมาจากการตรวจสอบคำพิพากษา โดยสรุปศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานในลักษณะเดียวกับศาลอุทธรณ์ คือเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัย ทั้งในเรื่องผู้กระทำตามฟ้อง กับตัวจำเลยที่ตำรวจพบ มีเครื่องแต่งกายแตกต่างกัน  รวมทั้งพยานโจทก์ที่มีเพียงพยานบอกเล่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้ติดสติกเกอร์ตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

ผลคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง โดยนอกจากคดีนี้ นรินทร์ยังถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ในอีก 1 คดี ได้แก่ กรณีถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจ “กูkult” และโพสต์ข้อความจำนวน 12 โพสต์ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของอัยการโจทก์

.

X