เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในคดีปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ในวันดังกล่าว ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สี่แล้ว รวมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดศาลก็ได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมดในวันเดียวกันนั้น โดยไม่ได้มีการไต่สวน
คดีนี้มีนักกิจกรรมทางการเมืองถูกฟ้องเป็นจำเลยทั้งสิ้น 7 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ มาตรา 112, ข้อหา ‘ยุยงปลุกปั่น’ มาตรา 116 รวมถึงข้อหาตามกฎหมายการชุมนุมอื่น ๆ อีกหลายข้อหา
สำหรับการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ดังกล่าว มีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับส่งผลให้เกิดการรวบทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
.
ศาลยกคำร้องขอออกหมายเรียกพยานจำเลยอีกครั้ง เห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง แม้จำเลยจะเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีพยานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์
สำหรับคดีนี้ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4-7, 11-14 พ.ย. 2568 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 25-28 พ.ย. 2568, 2-4 และ 9 ธ.ค. 2568 ที่ห้องพิจารณาคดี 909 แต่ปัจจุบันคดียังคงอยู่ระหว่างการสืบพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้าที่จะมีการยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารครั้งล่าสุด ฝ่ายทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันมาแล้วถึงสามครั้ง ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องทุกครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ศาลให้เหตุผลในการยกคำร้องว่า ไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสารดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีจนถึงขั้นจำเป็นต้องออกหมายเรียก
ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลคล้ายเดิมว่าพยานเอกสารและพยานบุคคลที่จำเลยให้ศาลออกหมายเรียกไม่มีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดี
ภายหลังทนายจำเลยจึงได้ยื่นคำร้องเข้าไปอีกเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ ศาลระบุเหตุผลในการยกคำร้องแค่เพียงว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลเคยมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้เหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว กรณีตามคำร้องยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ทั้งนี้ แม้ในคำร้องจะได้อธิบายถึงความจำเป็นและความเกี่ยวพันของพยานกับข้อเท็จจริงในคดีแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ ทนายจำเลยได้ขอปรึกษาศาลถึงประเด็นการยกคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล พร้อมแถลงต่อศาลว่าในวันรุ่งขึ้นจะขอยื่นคำร้องเข้าไปใหม่อีกครั้ง และจะขอให้มีการไต่สวนคำร้องดังกล่าวด้วย เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่าทำไมฝ่ายจำเลยถึงต้องการให้ออกหมายเรียกดังกล่าว
นอกจากนี้ทนายจำเลยยังชี้แจงเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า พยานบางอย่างเอกชนไม่สามารถนำมาได้เอง ต้องอาศัยอำนาจจากศาล แต่ถ้าศาลออกหมายเรียกให้แล้วพยานไม่มาหรือไม่ให้ความร่วมมือก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง จากนั้นศาลจึงแจ้งว่าหากฝั่งจำเลยประสงค์จะยื่นคำร้องก็ยื่นมาได้ แต่ศาลก็ต้องนำคำร้องไปปรึกษากันก่อนในหลายแง่มุม แล้วจึงจะใช้ดุลพินิจในการทำคำสั่งออกมาอีกครั้ง
สำหรับคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลครั้งที่ 4 ทางฝั่งของทนายจำเลยได้ยื่นต่อศาลในช่วงเช้าของวันนัดสืบพยาน เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 โดยเนื้อหาของคำร้องมีการระบุเพิ่มเติมเอาไว้ว่า เหตุที่จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาตามฟ้องของโจทก์นั้น เนื่องจากจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ซึ่งพยานบุคคลและพยานเอกสารตามหมายเรียกย่อมเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีโดยตรง ด้วยเหตุทางนำสืบพยานโจทก์นั้นจำเลยได้ซักค้านพยานโจทก์ในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำปราศรัยของจำเลยที่ถูกฟ้องแต่ละราย
โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 (อานนท์) ซึ่งถามค้านพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม และ พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพยอาภากุล ถึงการรับรู้ข้อเท็จจริงตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 เกี่ยวพันโดยตรงกับพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยาน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับรู้รับทราบถึงข้อจริงตามคำปราศรัยของจำเลยว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงตามที่จำเลยปราศรัย เช่น การตรากฎหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กฎหมายโอนอัตรากำลังพล การแก้รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้น
เจือสมกับพยานโจทก์ตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 1 ว่า “การที่จะยืนยันข้อเท็จจริงตามเนื้อหาคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ควรจะต้องนำพยานที่รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ๆ มาเบิกความ” พยานบุคคลภายนอกดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นพยานบุคคลสำคัญที่จะพิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลยว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ซึ่งหากจำเลยไม่มีพยานบุคคลดังกล่าวมายืนยันข้อเท็จจริงที่จำเลยมีเจตนาสุจริต มิได้ใส่ความรัชกาลที่ 10 โดยข้อความเท็จ หรือข้อความที่บิดเบือน ย่อมทำให้จำเลยปราศจากโอกาสที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คณะผู้พิพากษาก็ได้ออกจากห้องพิจารณาเพื่อไปปรึกษาหารือกัน จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.15 น. ศาลจึงมีคำสั่งออกมาว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลเคยมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้เหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งการต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยเอง กรณีตามคำร้องจึงยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง” โดยผู้พิพากษาผู้ทำคำสั่งนั้น ได้แก่ กฤษฎา พณิชยกุล
.
ศาลยกคำร้องขอไต่สวนที่ยื่นมาพร้อมกัน ระบุว่า ไม่มีเหตุให้ต้องไต่สวนคำร้อง เนื่องจากได้มีคำสั่งยกคำร้องขอออกหมายเรียกพยานจำเลยไปแล้ว
ในส่วนของคำร้องขอไต่สวนคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ทนายจำเลยได้ยื่นไปพร้อมกันกับคำร้องขอออกหมายเรียกพยานนั้น เนื้อหาของคำร้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ เนื่องจากพยานบุคคลและพยานเอกสารทั้งหลายเป็นพยานสำคัญที่เกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีนี้โดยตรง เพราะเป็นพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยว่าไม่ได้ปราศรัยใส่ความรัชกาลที่ 10 ด้วยข้อความเท็จ หรือข้อความที่บิดเบือน แต่เป็นการปราศรัยด้วยเจตนาสุจริตและเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ได้ฟ้องกล่าวหาแต่อย่างใด
นอกจากนั้นแล้วการออกหมายเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เข้ามาในคดีก็เป็นกลไกปกติของกระบวนการอำนวยความยุติธรรมในทางอาญาซึ่งเป็นหนึ่งในหลักประกันสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาอันได้รับการรับรองไว้ตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ล้วนแล้วแต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนไทยทุกคนที่ต้องหาทางอาญาจะได้รับการอำนวยความยุติธรรมอย่างถึงที่สุดและได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และเป็นธรรมเท่าเทียมกัน
ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ได้เรียนมาทั้งหมดข้างต้น จำเลยประสงค์ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล เพื่อให้ได้รับสิทธิและได้รับการปกป้องให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ถึงที่สุด และเพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรม โ
ทั้งนี้ ในการยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลในวันนี้นั้น ไม่ว่าการจะเป็นประการใดก็ตามแต่ จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการไต่สวนคำร้อง เพื่อให้จำเลยได้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริง เหตุผล และความจำเป็นทุกประการตามกฎหมาย และเพื่อให้ได้มีหลักฐานชัดเจนแน่นอนปรากฏอยู่ในสำนวนคดีนี้ เพื่อที่จำเลยจะได้ใช้สิทธิต่าง ๆ ที่มีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์ ฎีกาใด ๆ ต่อศาลสูงต่อไป
นอกจากนี้ทางฝั่งจำเลยยังได้แนบบัญชีพยานสำหรับไต่สวนคำร้อง รวมถึงได้นำพยานหลักฐานอันแสดงถึงความสำคัญและความเกี่ยวพันในการที่จำเลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลดังกล่าวมาพร้อมกันด้วยแล้ว
อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายจำเลยจะอ้างเหตุผลประกอบคำร้องไว้เป็นจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดศาลก็มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ โดยให้เหตุผลว่า “ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ยื่นมาพร้อมกันนี้แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องไต่สวนคำร้อง” และด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานที่แนบมาพร้อมกันนี้ด้วย
.
คดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ยังมีนัดสืบพยานต่อในวันที่ 2–4 และ 9 ธ.ค 2568 ณ ห้องพิจารณาคดี 909 หลังจากนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสืบพยานจำเลยจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด เนื่องจากศาลยังคงปฏิเสธการออกหมายเรียกพยานสำคัญตามที่จำเลยร้องขอ แม้จำเลยจะได้ชี้แจงเหตุผลของการยื่นคำร้องในแต่ละครั้งแล้วว่า ต้องการพยานหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงของถ้อยคำที่ตนกล่าว และการกล่าวความจริงไม่ควรเป็นความผิด ทั้งยังต้องการโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง
