ศาลอาญา “ยกคำร้อง” ไม่ออกหมายเรียกพยานให้จำเลยเป็นครั้งที่สอง ในคดี ม.112 ของนักกิจกรรม 7 ราย กรณีชุมนุมม็อบ #25พฤศจิกาไปSCB ปี 2563

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ศาลอาญานัดหมายสืบพยานโจทก์ในคดีปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 โดยในวันดังกล่าวทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารอีกเป็นครั้งที่สอง เพื่อใช้ในการต่อสู้คดี หลังจากที่ครั้งแรกศาลมีคำสั่งยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีสำหรับการยื่นคำร้องในครั้งล่าสุดนี้ ศาลก็ได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมดเช่นเดียวกัน 

คดีนี้มีนักกิจกรรมทางการเมือง 7 ราย ถูกฟ้อง ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ ตามมาตรา 112, ข้อหา ‘ยุยงปลุกปั่น’ มาตรา 116 รวมถึงข้อหาตามกฎหมายการชุมนุมอื่น ๆ อีกหลายข้อหา

สำหรับการชุมนุม  #25พฤศจิกาไปSCB ดังกล่าว มีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับส่งผลให้เกิดการรวบทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยเดิมทีแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดหมายกันที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แต่หลังพบว่ามีการวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม พร้อมด้วยกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเป็นจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนสถานที่นัดหมายเป็นหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่แทน

.

เดิมก่อนจะเริ่มต้นสืบพยานในคดีนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จะนำมาใช้ในคดีนี้เป็นครั้งแรก แต่ศาลได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่จำเลยขอให้ออกหมายเรียกไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดี

ต่อมาในวันที่ 13 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ของคดีนี้ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งพยานบุคคลที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกมารวมทั้งสิ้น 15 ปาก และพยานเอกสารรวมอีก 17 รายการ ตามที่เคยขอไว้เดิม

สำหรับคำร้องครั้งที่สองจำเลยได้ระบุถึงเหตุจำเป็นที่ต้องให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอาไว้ว่า เนื่องด้วยคดีนี้จำเลยถูกดำเนินคดีในหลายฐานความผิดด้วยกัน ซึ่งบทบัญญัติที่มีอัตราโทษอย่างสูงที่สุดคือ ความผิดตาม มาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงถึง 15 ปี และความผิดตาม มาตรา 116 ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี อีกทั้งข้อเท็จจริงตามคำปราศรัยของจำเลยก็มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยานทั้ง 15 ปาก ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงตามคำปราศรัยของจำเลย 

กรณีจึงควรจะต้องนำพยานที่รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ๆ มาเบิกความ พยานบุคคลภายนอกดังกล่าวจึงเป็นพยานบุคคลสำคัญที่จะพิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลยว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ โดยจำเลยไม่สามารถพามาศาลได้ด้วยตนเอง จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาเบิกความ

ส่วนพยานเอกสารทั้ง 17 รายการ ก็ล้วนเป็นพยานหลักฐานสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้งยังแสดงถึงเจตนาของจำเลยที่กระทำโดยสุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ มิใช่การยุยง ปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ทั้งเป็นพยานเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก จำเลยไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ด้วยตนเอง จึงขอศาลได้โปรดออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยด้วย

อย่างไรก็ดีในวันเดียวกันนั้น ศาลก็ได้มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ โดยระบุเหตุผลดังต่อไปนี้ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารนั้น พยานบุคคลดังกล่าว มิได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยถูกฟ้อง พยานบุคคลดังกล่าวจึงไม่มีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดี อันจำเป็นที่จะต้องให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคล ส่วนพยานเอกสารนั้น ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีเช่นกัน กรณีจึงยังไม่มีเหตุจำเป็นที่ศาลจะออกหมายเรียกพยานเอกสารดังกล่าว”

.

ภายหลังศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ 14 พ.ย. 2568  ถึงความจำเป็นที่จะต้องให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารให้ แต่ศาลชี้แจงในทำนองว่า หากคดีนี้ศาลตัดสินลงโทษจำเลยก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ทนายจำเลยจึงโต้แย้งไปว่า ไม่ใช่เพียงเรื่องการอุทธรณ์ แต่จำเลยหลายคนในคดีนี้ติดคุกอยู่ เป็นเรื่องการให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าพยานที่ขอออกหมายเรียกเป็นพยานที่สำคัญต่อการต่อสู้คดี

ศาลจึงได้แจ้งให้กำหนดขอบเขตของพยานแคบลงมา ไม่ใช่ยื่นครอบคลุมทั้งหมด เอาเฉพาะพยานที่สำคัญต่อรูปคดีจริง ๆ แล้วศาลจะพิจารณาดูใหม่ให้อีกครั้งหนึ่งตามความเหมาะสม นอกจากนี้ศาลยังขอไม่ให้ฝ่ายจำเลยหยิบยกคำว่า “ไม่ยุติธรรม” มาพูดด้วย โดยให้เหตุผลว่าคดีมีสิทธิยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้อยู่แล้ว 

คดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ยังมีนัดหมายสืบพยานต่อไปในวันที่ 25-28 พ.ย., 2-4 และ 9 ธ.ค. 2568 ที่ห้องพิจารณาคดี 909 หลังจากนี้ยังต้องติดตามต่อไปถึงการพยายามยื่นขอออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารในคดี

X