ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีละเมิดอำนาจศาลของ ‘นรินทร์’ กรณีแต่งชุดซานต้าคลอส ชูป้ายให้กำลังใจ “ตะวัน-บุ้ง” เมื่อปี 2566

17 พ.ย. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “นรินทร์” (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมทางการเมือง ที่ถูกศาลตั้งเรื่องละเมิดอำนาจศาล จากกรณีแต่งชุดซานต้าคลอสชูป้ายคำว่า #พระราชทาน เข้าร่วมให้กำลังใจ “ตะวัน-บุ้ง” เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2566

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 10 วัน ปรับ 200 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี เห็นว่าการที่สื่อมวลชนบันทึกภาพผู้ถูกกล่าวหาไปเผยแพร่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนด แม้ไม่มีหลักฐานว่าผู้กล่าวหามีส่วนร่วมในการเผยแพร่ก็ตาม แต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำที่ไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล 

.

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2566 ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาส นรินทร์และเพื่อนได้แต่งกายในธีมชุดซานต้าคลอส เดินทางไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อให้กำลังใจกับนักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง “ตะวัน – บุ้ง” ซึ่งเดินทางไปฟังคำสั่งถอนประกันตัว ในคดีทำโพลขบวนเสด็จที่ห้างพารากอน โดยนรินทร์ได้สวมหน้ากากชูป้ายข้อความว่า ‘พระราชทาน’ ลงมาจากหน้าต่างบนอาคารศาล ก่อนพบว่ามีผู้นำไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งตำรวจศาลได้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของนรินทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของศาล

วันที่ 19 ก.พ. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้ไต่สวนคดี โดยมี ส.ต.อ.ชิษณุพงษ์ เพชรคอน เป็นพยานฝ่ายผู้กล่าวหา และนรินทร์เป็นพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา 

ต่อมา วันที่ 22 ก.พ. 2567 ศาลพิพากษาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล ในเรื่องห้ามมิให้กระทำการใด ๆ ให้เกิดการเผยแพร่ภาพและเสียง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีศาล แม้ในทางไต่สวน จะไม่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้เผยแพร่ภาพ แต่การเผยแพร่ภาพดังกล่าวก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาย่อมเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ลงโทษจำคุก 15 วัน ปรับ 300 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 10 วัน ปรับ 200 บาท เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ และให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี เนื่องจากไม่เคยต้องโทษจำคุก ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา ก่อนมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้

.

วันนี้ (17 พ.ย. 2568) ที่ห้องพิจารณาที่ 501 ทนายความผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้ว ส่วนนรินทร์ ได้เดินทางมาถึงห้องพิจารณาเวลา 09.30 น. เป็นเวลาเดียวกับที่ศาลออกนั่งพิจารณา นอกจากนี้ยังมีประชาชน 4 คน มาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษา และมีประชาชนที่ที่มาติดต่อในคดีอื่น ๆ อีก 2 คดี

ศาลได้เรียกคดีของนรินทร์ ก่อนจะแกะซองคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และเริ่มอ่านคำพิพากษา เวลา 09.39 น. เฉพาะส่วนวินิจฉัย โดยสรุปใจความได้ดังนี้

ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนและประชุมแล้ว เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยตามตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่

เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 วางหลัก “ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว”

ในช่วงเวลาเกิดเหตุได้มีการออกข้อกำหนดโดยอาศัยกฎหมายดังกล่าว ลงวันที่ 8 มี.ค. 2564 ห้ามไม่ให้กระทำการใด ๆ ให้เกิดการเผยแพร่ภาพและเสียง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีศาล เพื่อให้การพิพากษา พิจารณาคดีดำเนินไปได้โดยไม่ถูกรบกวน

ที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า การกระทำไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาลหรือผู้พิพากษา และหลักฐานในคดีมีเพียงบันทึกเหตุการณ์ว่ามีบุคคลสวมหน้ากาก สวมชุดซานตาคลอสและถือป้ายมีคำว่า “พระราชทาน” ลงมาจากหน้าต่างบนอาคารศาล

เห็นว่า การกระทำละเมิดอำนาจศาลไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำต่อหน้าศาลหรือขณะพิจารณา หากการกระทำใดที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือถูกกระทำขึ้นในศาลหรือภายในบริเวณศาล การกระทำนั้นก็เป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล

การที่ผู้ถูกกล่าวหาชูป้าย “พระราชทาน” แล้วมีสื่อมวลชนบันทึกภาพและนำไปเผยแพร่ในโซเชียล เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามไม่ให้กระทำการใด ๆ ให้เกิดการเผยแพร่ภาพและเสียง แม้ไม่มีหลักฐานว่าผู้กล่าวหามีส่วนร่วมในการเผยแพร่ก็ตาม แต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำที่ไม่เรียบร้อย กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม  

ที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า หากระหว่างเหตุการณ์ ถูกตักเตือนจะหยุดกระทำ เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะผู้ถูกกล่าวหาต้องรู้ผลกระทบการกระทำของตนเองโดยไม่ต้องรอคนอื่นตักเตือน

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 10 วัน ปรับ 200 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

.

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นรินทร์ได้พูดคุยกับประชาชนและปรึกษากับทนายความว่าจะฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายต่อไป

X