วานนี้ (5 พ.ย. 2568) ศาลแขวงดุสิตนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในคดีของ “ต๊ะ” คทาธร (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมวัย 30 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “จุดและปล่อยพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 จากการเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112” ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 ก่อนคทาธรจะเปลี่ยนไปให้การรับสารภาพ และศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษปรับออกมาในวันเดียวกันนั้น
สำหรับคดีนี้ ‘สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร’ เป็นผู้มอบอำนาจให้ ‘ประณม สงสว่าง’ เป็นผู้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยข้อกล่าวหาระบุว่า กลุ่มโมกหลวงริมน้ำและองค์กรเครือข่ายนิรโทษกรรมได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112” ที่บริเวณหน้าทางเข้าอาคารรัฐสภา ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ซึ่งจะต้องหมายรวมถึงคดีมาตรา 112 ด้วย
ภายในงานดังกล่าวมีทั้งนักกิจกรรมทางการเมือง นักการเมือง นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และจำเลยในคดี มาตรา 112 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเสวนาตลอดงาน จนกระทั่งเวลา 20.27 น. ได้มีการจุดพลุขึ้นภายในงาน ทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับความเสียหาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว
ภายหลังคทาธรเดินทางเข้ามอบตัวที่ สน.บางโพ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 และได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนแล้ว ต่อมา ในวันที่ 17 ก.ย. 2568 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ได้ยื่นฟ้องคทาธรต่อศาลแขวงดุสิต โดยกล่าวหาว่าคทาธรเป็นผู้จุดพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
.
ศาลพิพากษาลงโทษปรับ และไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลังคทาธรให้การรับสารภาพ โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง
ณ ห้องพิจารณาคดี 408 จากการสอบคำให้การคทาธรเบื้องต้นทราบว่า คทาธรได้แถลงต่อศาลขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าได้กระทำการจุดพลุในวันเกิดเหตุจริง นอกจากนี้คทาธรยังได้ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 27/2559 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 25, 26, 34 หรือไม่ ซึ่งศาลก็แจ้งว่าสามารถส่งได้ แต่ศาลได้พูดคุยถึงเรื่องพฤติการณ์ในคดีเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง จำเลยสามารถพิจารณาเรื่องการให้การใหม่ได้
หลังจากนั้นทนายจำเลยและคทาธรจึงได้ไปปรึกษาหารือกัน ก่อนที่คทาธรจะเปลี่ยนความประสงค์จากปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพแทน ท้ายที่สุดแล้วศาลจึงมีคำสั่งไม่ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งว่าจะพิพากษาทันทีในวันเดียวกันนี้
ต่อมา เวลา 14.00 น. ศาลนัดคทาธรกลับมาฟังคำพิพากษา โดยพิพากษาว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษปรับ 10,000 บาท เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงโทษปรับ 5,000 บาท
ภายหลังศาลมีคำพิพากษา คทาธรก็ได้ดำเนินการชำระค่าปรับเป็นที่เรียบร้อย จำนวน 1,000 บาท ส่วนค่าปรับอีก 4,000 บาท คทาธรได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภายในระยะเวลา 30 วันนับตั้งแต่วันฟังคำพิพากษา หลังจากนั้นจึงถูกนำตัวไปยังใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังคำสั่งศาลต่อไป
จนกระทั่ง เวลา 15.22 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้คทาธรผ่อนชำระค่าปรับที่เหลือได้ คดีจึงเป็นอันเสร็จสิ้นการพิจารณา และคทาธรได้รับการปล่อยตัวแล้ว
.
สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 ลงวันที่ 10 มิ.ย. 2559 ออกโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เป็นที่น่าสังเกตว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารดังกล่าว ยังคงถูกนำมาบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยคำสั่งดังกล่าวกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากการติตตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้นับว่าเป็นคดีที่ 3 ที่นักกิจกรรมทางการเมืองถูกกล่าวหาในข้อหาเกี่ยวกับการจุดพลุไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยก่อนหน้านี้มี คดีของ “สายน้ำ-ออย” ที่ถูกกล่าวหาจากการจุดพลุที่หน้าบ้านปรานี เมื่อปี 2566 และ คดีของ “สายน้ำ-ธีรภัทร” ที่ถูกกล่าวหาจากการจุดพลุที่หน้าพรรคเพื่อไทยในปีเดียวกันนั้น
