มกราคม 2569 : นักศึกษา มธ. 4 ราย ถูกดำเนินคดี ม.112 จากการถือป้ายผ้าล้อการเมืองในมหาลัย ขณะคดีฟ้องทางไกลที่ในภาคใต้ พบการแจ้งข้อหาเพิ่ม

ในเดือนธันวาคม 2568 มีคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้น 1 คดี ได้แก่ คดีของ 4 นักศึกษาธรรมศาสตร์เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีถูกกล่าวหาเข้าร่วมกิจกรรมถือป้ายผ้าล้อการเมืองภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 

นอกจากนั้นยังมีกรณีของ “ฟ้า” พรหมศร และดิเรก ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากคดีเดิมที่ถูกแจ้งข้อหา ม.112 จากกรณีโพสต์และคอมเมนต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก  และกรณีเพจทะลุฟ้าเผยแพร่ภาพชุดพาเหรดงานกีฬาสีของโรงเรียน พบเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 116 อีก 1 ราย ที่จังหวัดตรัง ในกรณีเดียวกับ “ปูน” ธนพัฒน์ 

สำหรับสถานการณ์คำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตลอดเดือนที่ผ่านมา มีออกมาอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 2 คดี โดยทั้งหมดศาลพิพากษาลงโทษว่ามีความผิดทุกคดี

สำหรับคดีมาตรา 112 นั้น ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก “สมพล” 2 ปี ไม่รอลงอาญา จากเหตุปาถุงสีแดงใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์ ส่วนคดีของ “จัสติน” ชูเกียรติ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา จากเหตุแปะกระดาษหน้าศาลฎีกา, คดีของ “แท็ค” สิทธิโชค ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา จากเหตุนำของเหลวไปฉีดพ่นใส่กองเพลิงบริเวณพระบรมฉายาลักษณ์ และสุดท้าย “สินธุ” ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้โทษจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา เป็นให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี คดีคอมเมนต์เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นคดีฟ้องทางไกล

ส่วนอีกสองคดี คือ สองผู้ชุมนุมทีมการ์ด Wevo ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก มารุต 6 ปี 6 เดือน และ ปรณัท 4 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุมขังใน #ม็อบ6มีนา64 ด้านคดีของ 4 ผู้ชุมนุมแรงงานยานยนต์ ศาลแขวงดุสิตลงโทษปรับในข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 

นอกจากนั้นยังมีคดีจากเหตุชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกกรณีของ ยศวริศ ชูกล่อม และ สุข พลตื้อ ด้วย รวมทั้งคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ของแกนนำพีมูฟอีก 2 คดี ศาลก็พิพากษาว่ามีความผิด้วย

และสุดท้าย พบว่าเดือนที่ผ่านมานั้น อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง 3 นักกิจกรรมในคดีมาตรา 116 และอั้งยี่-ซ่องโจร จากเหตุประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา แต่มีการสั่งฟ้องในข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งทั้งสามยืนยันจะให้การปฏิเสธและสู้คดีต่อไป

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ม.ค.​ 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,992 คน ในจำนวน 1,342 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนธันวาคม 2568 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี

หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,070 ครั้ง

สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่

1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 285 คน ในจำนวน 319 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ (เพิ่มขึ้น 1 คดีจากเดือนที่ผ่านมา)

2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 157 คน ในจำนวน 57 คดี (เพิ่มขึ้น 1 คนจากเดือนที่ผ่านมา)

3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี 

4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี

5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 222 คน ในจำนวน 243 คดี (เพิ่มขึ้น 1 คดีจากเดือนที่ผ่านมา)

6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี

จากจำนวนคดี 1,342 คดีดังกล่าวมีจำนวน 781 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว) 

.

แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้

ในเดือนที่ผ่านมา มีกรณีของ 4 นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้แก่ “เฟรนด์”, “ไม้โมก” และ “น้องปุ๊กปิ๊ก” (นามสมมติ) และนักศึกษารายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีถูกกล่าวหาเข้าร่วมกิจกรรมถือป้ายผ้าล้อการเมืองภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พร้อมกับโพสต์ลงในเพจ “กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สภ.คลองหลวง ในช่วงปลายปี 2568 โดยพบว่าคดีมีผู้กล่าวหาคือ พ.ต.ท.ฉลาด หอมเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.คลองหลวง ก่อนหน้านี้เคยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับหมายเรียกพยานจาก สภ.คลองหลวง ให้ไปพบคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำในฐานะพยานมาแล้ว ก่อนจะมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเป็นคดีนี้ โดยทั้งสี่คนยังไม่เคยถูกดำเนินคดีใด ๆ มาก่อน

.

กรณีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ ดิเรก (สงวนนามสกุล) ได้ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมถึงจังหวัดพัทลุงในเดือนที่ผ่านมา ด้วยตำรวจจะแจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เพิ่ม หลังจากเดิมเคยถูกแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 ไว้ จากมูลเหตุการโพสต์และคอมเมนต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565  โดยสองกรณีนี้ อัยการนัดหมายเตรียมสั่งฟ้องคดีต่อไปในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้

นอกจากนั้นแล้ว ศูนย์ทนายฯ ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในคดีที่ “ปูน” ธนพัฒน์ (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 116 ไว้ที่จังหวัดตรัง ด้วยพฤติการณ์กรณีเพจทะลุฟ้าเผยแพร่ภาพนักเรียนถือป้าย “ชาติ ศาสนา ประชาชน” ในพาเหรดงานกีฬาสีของโรงเรียน ซึ่งปูนถูกจับกุมไปแจ้งข้อหาตั้งแต่ช่วงปี 2568 ทราบว่าคดีนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 1 คน โดยนับเป็นคดีเดียวกับกรณีของปูน

ทั้งคดีที่พัทลุงและตรังดังกล่าว มีแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้ไปกล่าวหาไว้ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระต้องเดินทางไปต่อสู้คดีอย่างต่อเนื่อง

.

เดือนที่ผ่านมา ยังคงมีสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับหมายเรียกจาก สภ.เมืองพะเยา ให้ไปรับทราบข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 328 โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ อาทิตย์ มานัสสา แจ้งความดำเนินคดีจากกรณีที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นข้อความในเฟซบุ๊กในรูปแบบต่าง ๆ 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามกรณี ธราธร สราสุข ชาวจังหวัดสระบุรี และ “เอกลักษณ์” (นามสมมติ) ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่สภ.เมืองพะเยา หลังผู้กำกับการ สภ.เมืองพะเยา มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โอนคดีไปยังภูมิลำเนา ทำให้ทั้งคู่ต้องเดินทางไกลไปต่อสู้คดี โดยทราบว่ายังมีประชาชนทยอยได้รับหมายเรียกอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทในลักษณะดังกล่าวของผู้มีอำนาจรัฐ ทั้งต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการกล่าวหาทางไกล ในพื้นที่ที่ตนเองมีอิทธิพล ก่อให้เกิดภาระในการต่อสู้คดีและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก เข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งต้องติดตามจับตาต่อไป 

.

ตลอดเดือนมกราคม 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 2 คดี โดยทั้งหมดศาลพิพากษาลงโทษว่ามีความผิดทุกคดี

สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำตัดสินออกมาอย่างน้อย 4 คดี แบ่งเป็นคดีชั้นอุทธรณ์ 3 คดี และชั้นฎีกา 1 คดี ดังต่อไปนี้

คดีของ “สมพล” (นามสมมติ) จากกรณีขับรถจักรยานยนต์ไปปาถุงบรรจุของเหลวสีแดงใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขารังสิต เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2565 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามชั้นอุทธรณ์ให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าแม้การกระทำไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่เข้าลักษณะดูถูกเหยียดหยาม ไม่ให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ โดยคดีนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลังสมพล หลังออกหมายจับไปเมื่อนัดที่แล้ว เนื่องจากไม่ได้เดินทางมาศาล

คดีของ “จัสติน” ชูเกียรติ แสงวงค์ จากกรณีแปะกระดาษข้อความว่า “ที่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล!” บนรูปรัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกาในระหว่างการชุมนุม #ม็อบ20มีนา64 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุ โดยคดีนี้ได้อ่านคำพิพากษาลับหลังชูเกียรติหลังจากออกหมายจับไปเมื่อนัดที่แล้ว เนื่องจากไม่ได้เดินทางมาศาล

คดีของ “แท็ค” สิทธิโชค เศรษฐเศวต จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่านำของเหลวคล้ายนำมันไปฉีดพ่นใส่กองเพลิงที่ลุกไหม้ บริเวณฐานพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก แยกผ่านฟ้าลีลาศ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ18กรกฏา2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา เนื่องจากเชื่อว่าจำเลยไม่ได้ช่วยดับไฟ แต่ทำให้ไฟลุกไหม้มากกว่าเดิม และเล็งเห็นผลความเสียหายต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันเดียวกันศาลอาญาสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา

และคดีของ “สินธุ” (นามสมมติ) กรณีคอมเมนต์ท้ายโพสต์ภาพของรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ในเพจ The MalaengtaD เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นโทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 3 ปี  คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งในกรณีถูกกล่าวหาทางไกลที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีระยะห่างราว 1,087 กิโลเมตร จากภูมิลำเนาของสินธุที่จังหวัดจันทบุรี โดยมีแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหาเช่นกัน

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่คดีที่เกิดขึ้นจากช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น ศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ออกมาแล้วอย่างน้อย 206 คดี

.

สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างน้อย 2 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีของ ปรณัท และ มารุต (สงวนนามสกุล) สมาชิกกลุ่ม We Volunteer (Wevo) ถูกฟ้องในข้อหาหลักร่วมกันกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง และร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม จากกรณีถูกกล่าวหาว่าพยายามเข้าช่วยเหลือสมาชิก Wevo ที่ถูกจับกุมในรถคุมขังจากบริเวณห้างเมเจอร์รัชโยธิน เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2564 

ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกมารุต 6 ปี 6 เดือน และ ปรณัท 4 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกันนั้นศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา

และคดีของ 4 ผู้ชุมนุมแรงงานยานภัณฑ์ ได้แก่ วิรุต นามณี, สุนทร บุญยอด, ธัชพงษ์ แกดำ และ สุริยะ ปะสาวะนัง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมและร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย จากกรณีการชุมนุมเรียกร้องการชดเชยเยียวยาการถูกเลิกจ้าง ระหว่างวันที่ 11 มี.ค. – 1 เม.ย. 2568 

ในนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน จำเลยทั้งหมดตัดสินใจรับสารภาพเนื่องจากเผชิญภาระจากการถูกดำเนินคดี บางคนอาศัยอยู่ต่างจังหวัดและเพิ่งตกงาน ศาลแขวงดุสิตจึงได้พิพากษาลงโทษปรับวิศรุต 10,000  บาท ส่วนอีก 3 คนปรับคนละ 5,000 บาท

.

เดือนที่ผ่านมา ยังมีคำพิพากษาในคดีที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ คดีของแกนนำขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) 2 คดี ซึ่งถูกฟ้องที่ศาลแขวงดุสิต ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 วรรคท้าย จากกรณีชุมนุมเรียกร้องในประเด็นปัญหาของชุมชน บริเวณทำเนียบรัฐบาล เช่นเดียวกับกรณีของแรงงานยานภัณฑ์  โดยเป็นคดีจากการชุมนุมช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และตุลาคม 2567 

ในคดีทั้งสองนี้ จำเลยต่อสู้คดี แต่ศาลมีคำพิพากษาเห็นว่ามีความผิดในลักษณะเดียวกันทั้งสองคดี โดยเห็นในลักษณะว่าเจ้าหน้าที่สามารถห้ามการชุมนุมบริเวณดังกล่าวได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ทั้งสองคดี ศาลลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ปรับ 7,500 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี โดยทนายความของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว ยังพบว่ามีคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 มีคำพิพากษาของศาลฎีกากรณีของ ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” และ “สุขเสก” หรือ สุข พลตื้อ โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้จำคุกยศวริศ 5 ปี 4 เดือน ส่วนสุขเสก ถูกจำคุกตลอดชีวิต ทำให้ทั้ง 2 คนถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรมตามลำดับ

.

อัยการสั่งไม่ฟ้อง ม.116-อั้งยี่ฯ 3 นักกิจกรรม แต่สั่งฟ้องข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จากเหตุประท้วงมินอ่องหล่ายหน้าสถานทูตเมียนมา

ในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ ธิติมา ทองศรี, คิตะ เกิดนาค และ วรกานต์ ปานทอง ในข้อหาตามมาตรา 116 และอั้งยี่-ซ่องโจร จากเหตุร่วมชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ประท้วง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 

แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากเป็นการไม่สั่งฟ้องเพียงบางข้อหา แต่มีการสั่งฟ้องในข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ เป็นคดีความผิดพินัย ซึ่งถูกฟ้องต่อศาลแขวงพระนครใต้ ในเบื้องต้นทั้งสามคนยืนยันจะให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีในข้อหาดังกล่าว ทำให้เตรียมทำคำแถลงประสงค์จะต่อสู้คดีต่อไป

X