ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก “มารุต” 6 ปี 6 เดือน และ “ปรณัท” 4 ปี 6 เดือน จากกรณีถูกกล่าวหาเข้าช่วยเหลือสมาชิก Wevo บนรถคุมขัง #ม็อบ6มีนา2564

วันที่ 28 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ปรณัท” และ “มารุต” สองสมาชิกทีมการ์ด We Volunteer (Wevo) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักร่วมกันกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 และข้อหาร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม มาตรา 138 จากกรณีพยายามเข้าช่วยเหลือสมาชิก Wevo ที่ถูกจับกุมในรถคุมขังจากบริเวณห้างเมเจอร์รัชโยธิน เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2564 

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานร่วมกันกระทำการให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการถูกคุมขัง ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่อีกฐานหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลาทั้งสิ้น 6 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

.

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2564 จำเลยทั้งสองกับพวกอีกประมาณ 30 – 40 คน ได้ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และร่วมกระทำการใด ๆ ให้ผู้ถูกคุมขังตามอำนาจของศาลหลุดจากการคุมขัง โดยใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้าย ตลอดจนร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ในระหว่างที่มีการจับกุมตัวสมาชิกทีมวีโว่ นำโดย “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ ที่บริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รัชโยธิน 

นอกจากนี้ในคำฟ้องยังกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 30 คน ได้กระทำการขัดขวางรถคุมขังที่กำลังนำตัวโตโต้และสมาชิกทีมวีโว่ไปคุมขังต่อที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 โดยการนำสิ่งของ อาทิ ต้นไม้ กรวยยาง ก้อนหิน ก้อนอิฐ ขว้างปาใส่รถคุมขังในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถของห้าง 

โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 (ปรณัท) ได้พยายามเข้าขัดขวางโดยการโยนเก้าอี้ไปใต้ท้องรถคุมขังทำให้รถไม่สามารถเคลื่อนตัวออกไปได้ จนกระทั่งผู้เข้าร่วมชุมนุมสามารถเข้ากีดขวางและนำตัวผู้ต้องขังออกมาได้ ตลอดจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ขับรถคุมขังต้องพยายามหลบหนีออกมาจากฝูงชน ทำให้จำเลยที่ 1 (มารุต) สามารถเข้าถึงตัวหนึ่งในตำรวจที่ขับรถคุมขังได้จนเกิดการปะทะกันขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ

ต่อมา วันที่ 14 ธ.ค. 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีนี้ เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ กรณีเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทกฎหมายที่หนักที่สุดคือ ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ ให้ผู้ถูกจับกุมในอำนาจของศาลหลุดพ้นจากการควบคุมตัวด้วยการประทุษร้ายตามมาตรา 191 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 4 ปี 6 เดือน 

ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 138  ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 ปี 6 เดือน และจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา 

ทั้งคู่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ พร้อมกับได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา

.

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์มีความน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักมั่นคง ไม่ใช่การใส่ความหรือเบิกความเป็นเท็จ อุทธรณ์ของจำเลยจึงยังฟังไม่ขึ้น 

ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 807 ก่อนเวลานัดหมาย 09.00 น. มารุต พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวเดินทางจากจังหวัดปทุมธานีมาถึงศาล โดยนั่งรออยู่ที่บริเวณด้านหน้าห้องพิจารณา พร้อมพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่จาก Freeedom Bridge เพื่อเตรียมความพร้อมหากต้องถูกคุมขังในเรือนจำ

จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีหน้าห้องพบว่า นอกเหนือจากนัดฟังคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว ยังมีนัดหมายคดีอื่นๆ อีก รวมกันทั้งสิ้น 5 คดี โดยคดีนี้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 3 

ต่อมา เวลา 09.14 น. ‘ปรณัท’ เดินทางมาถึงศาลเพียงลำพัง ก่อนจะเข้ามานั่งพูดคุยกับมารุตภายในห้องพิจารณาระหว่างรอ

จนกระทั่งเวลา 10.09 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์จำนวน 1 ท่าน โดยก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ ศาลได้ขานชื่อจำเลยทีละคน พร้อมสอบถามจำเลยทั้งสองว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกใช่หรือไม่ จากนั้นก็ได้กล่าวอวยพรจำเลยว่า “ขอให้โชคดีนะ” แล้วเริ่มต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสิบปากเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และไม่รู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้ง 2 มาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าในวันเกิดเหตุ ช่วงเวลาบ่าย จำเลยที่ 1 ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณวงเวียนตากสิน จากนั้นจึงรวมกลุ่มเดินกันมาที่หน้าศาลอาญา จนถึงเวลา 17.00 น. อันเป็นการเจือสมพยานโจทก์ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง 

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์หลายปากไม่น่าเชื่อถือหรือเบิกความขัดแย้งกันเองนั้น ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รัชโยธินปรากฏเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้แผงเหล็กและเก้าอี้ขวางรถที่พยานนั่งมาในวันเกิดเหตุจริง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำร้ายร่างกายพยานในวันเกิดเหตุ สอดคล้องกับที่พยานโจทก์เบิกความไว้ จึงไม่ใช่เรื่องที่พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันเอง 

ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าเป็นบุคคลที่ใช้แผงเหล็กและเก้าอี้ขวางรถคุมขังในวันเกิดเหตุตามฟ้อง ไม่ใช่เป็นการใส่ความหรือเบิกความเป็นเท็จ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง 

ผู้เสียหายกับพวกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้รักษาความสงบเรียบร้อยในที่เกิดเหตุที่มีการชุมนุมทางการเมือง ประกอบกับขณะนั้นเกิดโรคระบาดโควิด 19 รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามมิให้มีการชุมนุม เนื่องจากเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันชุมนุม ขว้างของแข็ง ทุบรถ และใช้แผงเหล็กโยนไปที่หน้ารถเพื่อหยุดรถ ขณะที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกำลังปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ ให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และฐานทำให้เสียทรัพย์ 

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เป็นเพียงการนำเอาแผงเหล็กไปขวางทางเดินบริเวณทางกลับรถของถนนรัชดาภิเษก ที่เป็นการทำให้รถคุมขังไม่สะดวกในการเคลื่อนที่ ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด และการที่จำเลยที่ 1 ชกผู้เสียหายจนทรุดตัวลงไปนั่งและเตะเสยใบคาง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่อีกฐานหนึ่ง 

พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง จำเลยทั้ง 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน 

ปัญหาคงมีวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 ข้อต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้ง 2 หนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 ฟังไม่ขึ้น 

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 (มารุต) เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 6 ปี 6 เดือน และจำเลยที่ 2 (ปรณัท) เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา 

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น สีหน้าของมารุตรวมถึงครอบครัวไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยระหว่างนั้นทางผู้คุมเรือนจำก็ได้แจ้งให้จำเลยเก็บเครื่องมือสื่อสาร ก่อนจะสวมกุญแจมือจำเลยทั้งสอง แล้วนำตัวไปยังใต้ถุนศาล เพื่อรอฟังผลการประกันตัวในชั้นฎีกาต่อไป 

ต่อมา เวลาประมาณ 16.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา โดยกรณี ‘มารุต’ ให้วางหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นจำนวน 350,000 บาท ส่วน ‘ปรณัท’ ให้วางหลักทรัพย์เป็นจำนวน 250,000 บาท ไม่มีเงื่อนไขการประกันตัว หลักทรัพย์ประกันตัวได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

.

สำหรับกิจกรรมชุมนุมเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2564 เป็นกิจกรรมของกลุ่ม “รีเด็ม” (REDEM) ซึ่งนัดหมายกันเดินขบวนจากห้าแยกลาดพร้าว ไปที่หน้าศาลอาญา เพื่อทำจัดกิจกรรมทิ้งขยะเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำราษฎรที่ถูกคุมขังในขณะนั้น 

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการชุมนุมทีมการ์ดของ Wevo และผู้ชุมนุมบางส่วนที่รวมตัวกันอยู่บริเวณห้างเมเจอร์รัชโยธิน ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วย พร้อมอาวุธ บุกเข้าไล่จับกุมตัว โดยอ้างว่ามีการเตรียมการก่อเหตุสร้างความวุ่นวาย และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสร้างสถานการณ์ ทำให้มีผู้ถูกจับกุมตัวกว่า 48 คน ต่อมามีการกล่าวหาในข้อหาเป็นอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งยังมีเหตุชุลมุนจากการพยายามขัดขวางรถควบคุมผู้ต้องขังของผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย

คดีในส่วนนี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2568 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนในข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ-หลบหนีระหว่างถูกคุมขังไปแล้ว แต่มีจำเลยบางส่วนถูกลงโทษในข้อหาครอบครองเสื้อเกราะและวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ที่เมเจอร์รัชโยธินดังกล่าว ผู้ถูกจับกุมหลายคนยืนยันว่าโดนข่มขู่และทำร้ายร่างกายหลายรูปแบบ ทั้งรุมกระทืบ บังคับให้คลาน โดนหมวกกันน็อคฟาด โดนทรมานจนหายใจไม่ออก และโดนเอาพลุควันยัดปาก โดนตบหน้า เตะ และเหยียบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เท้า ขา หลัง มือ ไปจนถึงบริเวณศีรษะ โดยมีบางคนถูกนำปืนจี้หัวและบังคับให้คลานอีกด้วย 

.

ย้อนอ่านข่าวจับกุม : จับ Wevo-ปชช.กว่า 48 คน โดย 18 คนถูกแจ้งข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อ้างเตรียมสร้างเหตุวุ่นวาย

.

X