วันที่ 27 ม.ค. 2569 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีของ “สินธุ” (นามสมมติ) พนักงานขายอุปกรณ์ไฟฟ้าจากจังหวัดจันทบุรี วัย 29 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าได้ไปคอมเมนต์ท้ายโพสต์ภาพของรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ในเพจ The MalaengtaD เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2565
คดีมี ทรงชัย เนียมหอม สมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.ตะโหมด จังหวัดพัทลุง สินธุต้องเดินทางจากจังหวัดจันทบุรีไปต่อสู้คดีนี้ ซึ่งมีระยะห่างราว 1,087 กิโลเมตร อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว
คดีนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2567 ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และสินธุได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยเขาได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
.
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าการคุมประพฤติเป็นประโยชน์ต่อจำเลยและสังคมมากกว่าให้จำคุก
ครั้งนี้สินธุกับภรรยาลางาน และเดินทางมาจากจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ในวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. โดยนั่งรถตู้เข้ามายังกรุงเทพฯ ก่อนนั่งรถไฟสายใต้ ต่อลงมายังจังหวัดพัทลุง เพื่อรอฟังคำพิพากษาตั้งแต่หนึ่งวันก่อนหน้านี้
การฟังคำพิพากษาในวันนี้ มีทนายความ นายประกัน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์คดีทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมาสังเกตการณ์คดีด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลนำกุญแจมือมาเตรียมรอไว้ แต่ไม่ได้มีการใส่กุญแจมือจำเลยระหว่างฟังคำพิพากษา
ศาลได้แกะซองคำพิพากษา และอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยสรุป ในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เรื่องกรณีที่พยานเอกสาร 6 ลำดับ ที่อยู่ในครอบครองของโจทก์ และมิใช่บันทึกคำให้การของพยาน แต่โจทก์มิได้ส่งพยานหลักฐานให้ตรวจสอบในนัดตรวจพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 แต่ได้อ้างส่งต่อศาลในวันนัดสืบพยาน ซึ่งศาลมิควรรับฟังเป็นพยานหลักฐาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าเอกสารดังกล่าวทรงชัย ผู้กล่าวหาได้แนบประกอบคำร้องทุกข์กล่าวโทษให้แก่พนักงานสอบสวน โดยเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิด และการสืบค้นหาตัวผู้ใช้เฟซบุ๊ก และพนักงานสอบสวนก็ได้สอบคำให้การของทรงชัยในฐานะผู้ร้องทุกข์ ซึ่งมีรายละเอียดสอดคล้องกับเอกสารดังกล่าว กรณีถือได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกคำให้การ จึงเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่จำต้องยื่นเอกสารดังกล่าวต่อศาลในนัดตรวจพยานหลักฐาน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสตรวจสอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด
ในส่วนของการโพสต์คอมเมนต์ข้อความตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นตามศาลชั้นต้น ว่าจากพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวจริง และเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เห็นว่าข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นการกระทำที่ไม่แสดงความเคารพตามสมควร อันเป็นเจตนาที่จะสื่อความหมายด้อยค่า ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะองค์พระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ระบุว่า แม้ความศรัทธาและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในบริบทร่วมสมัย จะเป็นเรื่องของการกระทำหรือเป็นเรื่องของชาติกำเนิด จนมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพภายใน แต่ก็ยังห้ามเด็ดขาดมิให้มีการแสดงออกในลักษณะปฏิปักษ์เชิงลบ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 2 และ มาตรา 6
จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 3 ปี และยังลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะมีเหตุบรรเทาโทษ จึงเหมาะสมแล้ว
แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าด้วยจำเลยอายุ 27 ปี อยู่ในวิสัยที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติ หากได้รับการอบรมสั่งสอนและอาศัยกฎหมายเป็นกรอบควบคุมความประพฤติ น่าจะเป็นประโยชน์และอนาคตที่ดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวม ทั้งจำเลยเบิกความว่าหลังเกิดเหตุได้ร่วมทำกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงว่าจำเลยสำนึกในการกระทำ ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน การรอลงการโทษและอาศัยมาตรการคุมประพฤติเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดผลในทางแก้ไขมิให้จำเลยกระทำในลักษณะเดียวกันอีก น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่งกว่าจะจำคุกจำเลยเสียทีเดียว
พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 3 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 5 ครั้ง ภายในระยะเวลากำหนด 2 ปี และทำกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดตลอดระยะเวลารอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หลังฟังคำพิพากษา สินธุได้แสดงความโล่งอก พร้อมกับภรรยาที่น้ำตาไหลออกมา ก่อนทั้งคู่จะเดินทางไปที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดพัทลุง เพื่อทำเรื่องกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ โดยขอไปรายงานตัวในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นภูมิลำเนาต่อไป
.
.
สินธุ กับคดีทางไกล: ภาระค่าใช้จ่าย กระทบจิตใจของครอบครัว กับสูญเสียโอกาสในการงาน
สินธุ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ก่อนการเดินทางมาครั้งนี้ เขาก็มีความกังวลมาก รู้ว่าตัวเองมีความเครียด เพราะไม่รู้ว่าคดีจะดำเนินไปอย่างไร โดยมีอาการนอนไม่หลับมาตั้งแต่รู้กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาก่อนหน้านี้ 3-4 เดือน แต่ละคืน กว่าจะหลับก็ประมาณตี 2-3 ยืนพื้นทุกวัน ทำให้นอนไม่ค่อยพอ จนฟังคำพิพากษาเสร็จวันนี้ ก็รู้สึกโล่ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก
สินธุเล่าว่า สิ่งที่เขาเผชิญ เขาไม่กล้าเล่าให้คนรอบตัวฟัง มีเพียงภรรยาที่รู้เรื่องคดีละเอียด กับแม่ที่รู้คร่าว ๆ ส่วนลูกสาวตอนนี้อายุเกือบ 4 ขวบ ก็ยังไม่รู้ความมาก ส่วนเพื่อน ๆ หรือคนที่ทำงานก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ เขาเพียงแต่แจ้งลางานมาเท่านั้น
การเดินทางมาพัทลุงเกี่ยวกับคดีในวันนี้ เป็นครั้งที่ 9 สำหรับสินธุแล้ว ซึ่งกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา บางรอบค่าใช้ต่าง ๆ รวมกันอาจจะถึงหนึ่งหมื่นบาท โดยเขาใช้เงินเก็บไปหมดตั้งแต่การเดินทาง 2-3 ครั้งแรก และต้องพยายามเก็บเงินมาแต่ละครั้ง หรือบางหนก็ต้องไปหยิบยืมคนอื่นมาก่อน
ปัญหาเรื่องการเงินยังส่งผลเป็นทอด ๆ คือลูกสาวที่ฝากให้ย่าดูแลอยู่ในอีกอำเภอหนึ่งของจันทบุรี ส่วนเขากับภรรยาเข้ามาทำงานในตัวเมือง จากเดิมเคยส่งเงินกลับไปเป็นค่าใช้จ่ายให้ลูกเดือนละ 5 พันบาท ก็ต้องลดเหลือ 2 พันบาทในช่วงหลัง
สินธุยังระบุว่า หลังศาลชั้นต้นพิพากษามา เขาก็พยายามทำใจไว้แล้ว แต่ที่กังวลคือเรื่องแฟนและลูก โดยแฟนเขาเป็นโรคซึมเศร้าด้วย ทำให้กังวลต่อสภาพจิตใจ ตัวเขาก็พยายามได้แต่ยิ้มเข้าไว้
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการเสียโอกาสในการทำงาน เนื่องจากช่วงปีก่อนหน้านี้ เพื่อนเขาเคยชวนไปทำงานที่ระยอง ซึ่งดูมีโอกาสและรายได้ดีกว่า แต่เขาก็ไม่สามารถไปได ้เนื่องจากยังติดปัญหาในคดีที่เผชิญ ระยะที่ผ่านมา เพื่อนที่ชวนก็ขึ้นเป็นหัวหน้างานได้แล้ว
สินธุให้ความเห็นว่า ไม่น่าจะมีใครต้องมาถูกดำเนินคดีแบบนี้ การถูกกล่าวหาในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่พื้นที่ที่ตัวเองอยู่ น่าจะมีช่องว่างหรือปัญหาทางกฎหมายบางอย่างในการทำให้เกิดคดีแบบนี้ได้มาก ถ้าคนที่ไม่มีทุนทรัพย์เลย ก็อาจจะไม่มีแรงมาต่อสู้คดีเลย
เมื่อคดีเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาก็อยากขอบคุณทีมทนายความ ทีมงานจาก Freedom Bridge ที่คอยให้คำปรึกษา รวมทั้งกองทุนราษฎรประสงค์ด้วย เขาเห็นว่าการมีกลไกภาคประชาชนเหล่านี้ ทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีอย่างเขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ใช่ตัวคนเดียว เหมือนยังมีหลายคนคอยอยู่ข้าง ๆ สามารถลดความกังวลไปได้บางส่วน
ส่วนถ้าคดีจบลง สินธุระบุว่าก็อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ คดีที่เกิดขึ้นหลายปีนี้ทำให้เขาไม่กล้าไปทำอะไรอย่างอื่น ไม่กล้าลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ทำให้สูญเสียโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตไป
.

