ในวันที่ 27 ม.ค. 2569 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีของ “สินธุ” (นามสมมติ) พนักงานขายอุปกรณ์ไฟฟ้าชาวจันทบุรี วัย 29 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าได้ไปคอมเมนต์ท้ายโพสต์ในเพจ The MalaengtaD เมื่อปี 2565 คดีนี้ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
คดีมี “ทรงชัย เนียมหอม” สมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.ตะโหมด จังหวัดพัทลุง สินธุต้องเดินทางจากจังหวัดจันทบุรีไปต่อสู้คดีนี้ ซึ่งมีระยะห่างราว 1,087 กิโลเมตร อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว
สินธุถูกกล่าวหาว่าได้นำเฟซบุ๊กไปคอมเมนต์ท้ายโพสต์ในดังกล่าว ซึ่งได้เผยแพร่ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 พร้อมพระราชินี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2565
จำเลยต่อสู้คดีว่า บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องเป็นของจำเลยจริง แต่ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไม่ได้เป็นผู้คอมเมนต์ข้อความตามฟ้อง ตามพยานเอกสารของโจทก์ URL ของคอมเมนต์ตามฟ้องและต้นโพสต์ที่ปรากฏไม่ตรงกัน และไม่มีการตรวจสอบ IP Address เพื่อระบุตัวตนของผู้โพสต์ นอกจากนี้ รายงานการตรวจสอบต้นโพสต์จากเพจ The MalaengtaD ของ บก.ปอท. ก็ไม่ปรากฏว่ามีคอมเมนต์ตามฟ้อง
ต่อมาวันที่ 28 ต.ค. 2567 ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กตามฟ้องจริง เนื่องจากเคยโพสต์ทะเบียนสมรสและป้ายทะเบียนรถ ที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของจำเลย และจำเลยก็รับว่าเคยใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวจริง แต่ระบุว่าตนไม่สามารถเข้าใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2565
ศาลเห็นว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงในการพยายามนำบัญชีเฟซบุ๊กคืน ไม่ได้แจ้งกับทางเฟซบุ๊กถึงปัญหาการเข้าถึงดังกล่าว และจำเลยไม่ได้ให้การในประเด็นดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวน เพิ่งยกมาต่อสู้ในชั้นศาล อีกทั้งเห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงมีน้ำหนักรับฟังได้
ในส่วนถ้อยคำตามฟ้องที่โพสต์แสดงความคิดเห็นใต้ภาพพระบรมฉายาลักษณ์นั้น ศาลเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานความคิดเห็นของฝ่ายโจทก์
พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
หลังคำพิพากษา ศาลจังหวัดพัทลุงอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักประกัน 2 แสนบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และศาลออกหมายนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์
.
รู้จัก “สินธุ” และผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี
สำหรับ “สินธุ” เกิดและเติบโตที่จันทบุรี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่วัยชราและมีโรคประจำตัวรุมเร้า ภรรยา และลูกสาววัย 3 ขวบเศษ
“ทั้งชีวิตผมเคยไปภาคใต้ไกลสุดแค่นครศรีธรรมราช” สินธุให้ข้อมูลถึงจังหวัดที่เขาเคยไปก่อนถูกดำเนินคดีนี้
การเดินทางจากจันทบุรีไปพัทลุงแต่ละครั้งของสินธุ มีต้นทุนทั้งการต้องลางานและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เขาต้องใช้ขนส่งสาธารณะแทบทุกรูปแบบ เริ่มต้นด้วยการขึ้นรถตู้จากขนส่งในเมืองจันทบุรีไปยังสนามบินดอนเมือง จากนั้นก็ต้องขึ้นเครื่องบินไปลงสนามบินตรังหรือหาดใหญ่ ก่อนเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายในพัทลุง ยังไม่นับค่าที่พักระหว่างทาง ทั้งในช่วงสืบพยานต่อเนื่องหลายวัน ก็ต้องเช่าห้องพักไว้หลายวันอีกด้วย
“ผมพยายามไม่คิดมากเพราะภรรยาเป็นโรคซึมเศร้า เราเลยพยายามทำตัวให้ไม่เศร้ามากเกินไป ถ้าภรรยารู้ว่าเศร้าเขาจะเครียดมาก แต่จริง ๆ แล้วในใจก็กังวลเรื่องลูก เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ”
ผลกระทบด้านที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือปัญหาด้านการเงินของครอบครัว เดิมทีเขาเป็นคนเดียวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและพอจะมีเงินก้อนเก็บไว้ก้อนหนึ่ง “ครั้งแรกที่เดินทางไปพัทลุงก็ยังพอไหว แต่พอต้องเดินทางไปสามสี่รอบ เงินก็เริ่มจะไม่พอใช้”
สินธุเล่าว่า หากสุดท้ายแล้วเขาถูกพิพากษาจำคุกจะส่งผลต่อครอบครัวทุก ๆ ด้าน เพราะเขาเป็นเสาหลักของครอบครัว “ผมทำงานได้เงินเท่าไหร่ก็ให้ครอบครัวหมด ไม่ได้เก็บไว้ใช้ส่วนตัวเลย พ่อกับแม่ก็อายุมากใกล้จะ 60 ปีแล้ว ทำงานไม่ไหวเลยต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน น้องสาวก็กำลังจะจบ ม.6 ใกล้เข้ามหาวิทยาลัย รายจ่ายสำหรับการศึกษาต่อและรายจ่ายค่าครองชีพก็ค่อนข้างสูง”
ทั้งนี้ จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 ไว้กระจายไปในหลายสถานีตำรวจในจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดีจำนวนมาก
.
ย้อนอ่านบันทึกการสืบพยานคดีนี้ และอ่าน สำรวจเส้นทางการต่อสู้กว่า 1,087 กิโลเมตร ของ “สินธุ” หลังถูกดำเนินคดี 112 ไกลถึงพัทลุง
.
