วันนักโทษการเมืองสากล ภาพรวม 5 ปี ในไทย: สถิติขึ้นลงสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมือง-แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน

วันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรได้รณรงค์ให้เป็น “วันนักโทษการเมืองสากล” (International Day of Political Prisoners) เนื่องจากเคยเป็นวันที่นักโทษการเมืองในอดีตสหภาพโซเวียตได้ประกาศอดอาหารประท้วงครั้งใหญ่ระหว่างถูกคุมขังในคุกและค่ายกักกัน เมื่อปี 1974 เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  การกำหนดวันดังกล่าวจึงเป็นการพยายามรำลึกถึงการเรียกร้องสิทธิของผู้ถูกจองจำด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วโลก และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในหลายประเทศ

ในประเทศไทย ภายหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 มีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองต้องถูกคุมขังในคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการถูกคุมขังระหว่างพิจารณา และถูกคุมขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด 

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าตลอดราว 5 ปี มีผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำไปรวมแล้วอย่างน้อย 208 คน (สถิติตั้งแต่กลางปี 2563 ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2568) บางรายได้รับการประกันตัว หรือพ้นโทษในคดี บางรายถูกคุมขังหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา บางรายก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน โดยสถิติตัวเลขนี้นับข้อมูลผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำทั้งหมด แม้ระหว่างรอคำสั่งของศาลในการประกันตัวด้วย

แนวโน้มสถานการณ์ของการคุมขังนั้น สัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมือง และกระแสการประท้วงเรียกร้องในช่วงปีต่าง ๆ อย่างยิ่ง รวมทั้งในช่วงหลังยังเกี่ยวข้องกับการกระบวนการในคดี ที่หลายคดีดำเนินมาสู่ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือคดีสิ้นสุดลงไปมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มของผู้ถูกคุมขังเพิ่มมากขึ้นในปี 2568

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่ควรบันทึกไว้คู่ขนานกับสถิติและแนวโน้มของการคุมขัง คือการเคลื่อนไหวเรียกร้องของผู้ต้องขังทางการเมือง ที่ยังพยายามต่อสู้เรียกร้องภายใต้ข้อจำกัดด้านอิสรภาพ การสื่อสาร และเครื่องมือที่สามารถใช้เรียกร้อง โดยเฉพาะแต่ละช่วงปียังคงมีสถานการณ์การอดอาหารประท้วงของผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นระยะ

ภาพรวมรายปีของสถานการณ์การคุมขัง

ปีนี้ มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปี อย่างน้อย 31 ราย  การคุมขังโดยส่วนใหญ่เป็นการไม่ได้รับการประกันตัวในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่รัฐเริ่มมาตรการปราบปรามที่เข้มงวดขึ้น โดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเริ่มจับกุมแกนนำการชุมนุม ดำเนินคดีและคุมขัง แต่กระแสการชุมนุมทางการเมืองยังคงเข้มข้น ทำให้เมื่อเข้าถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2563 แกนนำและผู้ถูกคุมขังก็ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด โดยพบว่ามีทั้งการที่ศาลให้ประกันตัว และการที่ศาลยกคำร้องขอฝากขังในผัดต่อมาของพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง แม้แต่ในคดีมาตรา 110 (กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี) ซึ่งแทบไม่พบสถานการณ์ดังกล่าวอีกในปีถัดมา

การคุมขังแกนนำผู้ชุมนุมในปี 2563 จึงเป็นการคุมขังระยะสั้น ๆ สูงสุดคือ 18 วัน จนในช่วงสิ้นปี ก็ไม่มีผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังอีก

.

ปีนี้ มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปี อย่างน้อย 64 คน ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมและประท้วงที่ดำเนินต่อไปเกือบตลอดปี ทำให้มีผู้ถูกคุมขังจากคดีต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในกลุ่มแกนนำการชุมนุมที่ถูกคุมขังและปล่อยตัวหลายครั้ง

ในช่วงต้นปี เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เริ่มมีการไม่ให้ประกันตัวแกนนำในคดีตามมาตรา 112 หลังจากถูกสั่งฟ้องคดีแรกต่อศาล (คดีชุมนุม “19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร”) รวมทั้งผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหานี้บางราย ก็ไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้รวมมีผู้ถูกคุมขังในช่วงครึ่งปีแรกนี้อย่างน้อย 26 คน 

แต่สถานการณ์การเรียกร้องการปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงนี้ ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น ยังคงมีการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ก็มีการให้ประกันตัวผู้ต้องขังเกือบทั้งหมด ยกเว้นกรณีของ “อัญชัญ” และ “ศุภากร” ที่ถูกคุมขังตามคำพิพากษาของศาล และไม่ต่อสู้คดีต่ออีก 

ระยะนี้จะเห็นได้ว่าผู้ต้องขังเริ่มถูกคุมขังนานขึ้นกว่าช่วงปี 2563 ผู้ถูกคุมขังสูงสุดในช่วงนี้คืออานนท์ นำภา ทั้งหมด 113 วัน

ในช่วงนี้ ยังมีการเริ่มต้นปฏิบัติการอดอาหารประท้วงในเรือนจำของผู้ถูกคุมขัง ทั้งกรณีของเพนกวิน พริษฐ์, รุ้ง ปนัสยา, ฟ้า พรหมศร, แฟรงค์ ณัฐนนท์ เป็นต้น

จากนั้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นมา ท่ามสถานการณ์กิจกรรมคาร์ม็อบทั่วประเทศ การชุมนุมรายวันของกลุ่มทะลุฟ้าและทะลุแก๊ส การคุมขังระลอกใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีการเพิกถอนการประกันตัวแกนนำผู้ชุมนุม, การไม่ให้ประกันตัวสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าหลายคนที่ถูกดำเนินคดี, ผู้ถูกจับกุมจากช่วงชุมนุมทะลุแก๊ส บริเวณดินแดง หลายคนก็ไม่ได้รับการประกันตัว หรือทราบว่าถูกคุมขังในภายหลัง ทำให้เพิ่งมีการยื่นประกันตัวหลังถูกคุมขังไปแล้ว

สถานการณ์ระลอกครึ่งปีหลังนี้ ทำให้มีผู้ถูกคุมขังอย่างน้อย 45 คน (มีแกนนำผู้ชุมนุม 7 คน เคยถูกคุมขังมาแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี) ในช่วงนี้ยังเริ่มมีเยาวชนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมที่ดินแดนและเริ่มถูกคุมขังด้วย ทั้งการคุมขังในรอบนี้ เริ่มยาวนานขึ้น และการประกันตัว ศาลเริ่มมีการกำหนดเงื่อนไขการประกันมากขึ้น ทั้งกำหนดเงื่อนไขในการแสดงออกต่าง ๆ, การให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) สำหรับติดตามตัว รวมไปถึงการห้ามออกนอกเคหสถานตามเวลาที่กำหนด

จนถึงสิ้นปี ได้เริ่มมีผู้ถูกคุมขังข้ามปีอย่างน้อย 23 คน (เป็นส่วนที่คดีสิ้นสุดแล้ว 2 คน)

.

ปีนี้ มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปี อย่างน้อย 47 คน หลังมาตรการปราบปรามต่าง ๆ ของรัฐดำเนินมาเป็นเวลาเกือบสองปี ในปีนี้แม้การชุมนุมที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมากจะลดน้อยลง แต่ยังมีการเคลื่อนไหวแสดงออกในลักษณะกิจกรรมขนาดเล็ก อย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง

ในส่วนการคุมขังระลอกที่สืบเนื่องมาจากครึ่งปีหลังของปี 2564 เริ่มสิ้นสุดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาหลายคนได้รับการปล่อยตัว รวมทั้งกรณีของอานนท์ นำภา ที่ได้รับการประกันตัวหลังถูกคุมขังระลอกนี้นานที่สุด เป็นเวลา 202 วัน แต่ก็ภายใต้เงื่อนไขประกันตัวที่เข้มข้น

จากนั้นราวเดือนเมษายน 2565 สถานการณ์การคุมขังและไม่ให้ประกันตัวก็กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะการเพิกถอนการประกันตัวนักกิจกรรมที่ยังเคลื่อนไหวอย่าง “ตะวัน” “ใบปอ” และ “บุ้ง” รวมถึงไม่ให้ประกันตัว “เก็ท โสภณ”  ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการอดอาหารประท้วงในเรือนจำของนักกิจกรรมหลายคนในช่วงนี้เป็นระลอกที่สอง

ทั้งนี้ การอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” ถือเป็นการอดอาหารประท้วงที่ยาวนานที่สุดในระลอกการเคลื่อนไหว ตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ด้วยการอดอาหารประท้วงนานถึง 64 วัน ระหว่างนั้นทั้งสองมีอาการวิกฤตถึงชีวิตหลายครั้ง โดยบุ้งเกือบต้องเผชิญกับ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย” ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ และใบปอเองก็มีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืดรุนแรง และมีผลกระทบทางร่างกายต่อเนื่อง ก่อนทั้งสองจะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ในช่วงนี้ ยังเริ่มมีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้น และไม่ได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ อย่างกรณีของสมบัติ ทองย้อย หรือพลทหาร “เมธิน” รวมถึงเอกชัย หงส์กังวาน ที่ไม่ได้ประกันตัวในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในระหว่างฎีกาอยู่ระยะเวลาหนึ่ง  

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในกลุ่มคดีเกี่ยววัตถุระเบิด หรือจากการชุมนุมที่ดินแดง ที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวประปรายในช่วงกลางปีนั้นด้วย ทั้งยังมีนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าไม่ได้รับการประกันตัวในคดีทำกิจกรรมสาดสีหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังคดีถูกสั่งฟ้องอีกด้วย

ทำให้ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ของปีนี้ มียอดผู้ต้องขังกลับขึ้นไปทะลุ 30 คนอีกด้วย หากต่อมาหลายก็ทยอยได้รับการประกันตัวบางส่วน ทั้งกรณีของตะวัน, บุ้ง, ใบปอ หรือกรณีของนักกิจกรรมทะลุฟ้า ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ต้องขังเกี่ยวกับการชุมนุมที่ดินแดงถูกคุมขังอยู่อีกส่วนหนึ่ง

ช่วงปลายปียังมีผู้ต้องขังคดีสหพันธรัฐไท 2 คน ที่คดีสิ้นสุดลงในชั้นฎีกา ทำให้ต้องถูกคุมขังตามคำพิพากษาในข้อหาอั้งยี่

จนถึงสิ้นปี มีผู้ต้องขังถูกคุมขังข้ามปีอย่างน้อย 19 คน (เป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว 8 คน) ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 6 คน

.

ปีนี้ มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปี อย่างน้อย 67 คน ท่ามกลางกระแสการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลดระดับลง และการจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง กระบวนการดำเนินคดียังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยคดีจำนวนมากทยอยมีคำพิพากษามากขึ้น และคดีทยอยขยับไปถึงชั้นอุทธรณ์มากขึ้น

สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองตั้งแต่ปีนี้ ก็เริ่มมีผู้ถูกคุมขังโดยไม่ได้ประกันตัวยาวนานมากขึ้น เช่น กรณีของคทาธร-คงเพชร หรือถิรนัย-ชัยพร ในคดีเกี่ยวกับวัตถุระเบิดช่วงการชุมนุมดินแดง รวมทั้งมีผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วเพิ่มมากขึ้นอย่างช้า ๆ 

ในช่วงต้นปีนี้ มีการเคลื่อนไหวของ “ตะวัน-แบม” ที่ประท้วงอดอาหารในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ส่งผลให้ในช่วงดังกล่าว มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการประกันตัวไปถึง 15 คน ก่อนกระแสการประท้วงจากเรือนจำจะลดระดับลง 

การประท้วงของทั้งสองคนมีรูปแบบที่ยกระดับขึ้นจากช่วงปีก่อนหน้า โดยใช้วิธีอดทั้งอาหารและน้ำ (Dry Hunger Strike) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความอันตรายและใช้เวลาเข้าใกล้จุดวิกฤติของร่างกายได้ในระยะสั้น รวมทั้งยังมีกรณี “สิทธิโชค” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 อีกรายหนึ่ง ที่ร่วมใช้วิธีดังกล่าวด้วย

ทั้ง ยังมีการประท้วงด้วยวิธี ‘ฝืนตื่น’ ซึ่งริเริ่มโดย “เก็ท” โสภณ ที่ประกาศจะบังคับไม่ให้ตัวเองนอนหลับตามธรรมชาติ เก็ทใช้วิธีดังกล่าวนานถึง 14 วันในช่วงปี 2566  โดยมีผู้ใช้วิธีฝืนตื่นประท้วงในเรือนจำวิธีนี้ร่วมกับเก็ทอยู่ช่วงหนึ่งเป็นจำนวน 4 คน ซึ่งภายหลัง เก็ทได้รับผลกระทบกับระบบประสาท ทำให้ร่างกายสั่นผิดปกติ จนขาดการควบคุมอยู่เป็นระยะเวลานาน 

ในส่วนของผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 แม้หลายคนจะได้รับการประกันตัวในช่วงต้นปี 2566 แต่ในระยะต่อมาก็ต้องถูกคุมขังอีก หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ทำให้ไม่ได้รับการประกันตัวอีก เช่น กรณีของสมบัติ ทองย้อย, เก็ท โสภณ หรือก้อง อุกฤษฏ์ 

ในปีนี้ สถานการณ์ที่ศาลชั้นต้นในกรุงเทพฯ มีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 แล้ว มักจะส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา โดยไม่สั่งประกันตัวด้วยตนเอง ก่อนศาลอุทธรณ์มีแนวโน้มจะสั่งไม่ให้ประกันตัวมากขึ้น เช่น กรณีของทีปกร, วารุณี, เก็ท, อานนท์ หรือวีรภาพ เป็นต้น

การไม่ได้ประกันตัวในระยะยาว ทำให้หลายคนก็เลือกจะตัดสินใจไม่อุทธรณ์ หรือถอนการอุทธรณ์คดี เพื่อให้คดีสิ้นสุดลงอีกด้วย ดังกรณีของทีปกรและวารุณี โดยผู้ต้องขังรายหลังยังพยายามอดอาหารประท้วงเรียกร้องการประกันตัวอีกด้วย

ขณะที่คดีของประชาชนทั่วไปที่ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ทางไกล อย่างคดีที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อเริ่มมีคำพิพากษาในระดับศาลอุทธรณ์ และศาลพิพากษายืนให้มีโทษจำคุก ศาลฎีกาก็ได้มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวอีก ทำให้กรณีของอุดม และ “กัลยา” กลายเป็นผู้ต้องขังที่จังหวัดใต้สุดดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน

จนถึงสิ้นปี มีผู้ต้องขังถูกคุมขังข้ามปีอย่างน้อย 37 คน (เป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว 13 คน) ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 20 คน

.

ปีนี้ถือเป็นปีที่มียอดผู้ต้องขังทางการเมืองสูงที่สุดในรอบ 5 ปี มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปีไม่น้อยกว่า 70 ราย โดยปีนี้ การเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิการประกันตัวลดระดับลงไป โดยมีการเรียกร้องและนำเสนอร่างกฎหมายเรื่องการนิรโทษกรรมประชาชนในคดีทางการเมืองโดยภาพรวมเข้มข้นขึ้น 

ขณะที่สถานการณ์ผู้ต้องขังยังมีลักษณะสืบเนื่องมาจากปีก่อนหน้า คือมีคดีที่ถึงที่สุดแล้วมากขึ้น ทั้งคดีมาตรา 112 และคดีเกี่ยวกับการชุมนุมที่ดินแดง

ในคดีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมา จำเลยมีแนวโน้มจะไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา หากแต่ก็ไม่เสมอไป เช่น มีกรณีของ “นิว” จตุพร ที่ศาลฎีกาให้ประกันตัวแม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายืน, คดีของฉัตรมงคล ที่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยศาลฎีกายังอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ตรงกันข้ามกับอีกหลายกรณีที่ศาลไม่ให้ประกันตัวแม้ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี หรือโทษก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เช่น กรณีของ “ขนุน” สิรภพ หรือกรณีของทิวากร ที่ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ยังเห็นต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฎีกา ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานการสั่งประกันตัวของศาล

ตลอดทั้งปีนี้ มีผู้ต้องขังที่เคยไม่ได้รับการประกันตัว และถูกคุมขังโดยคดียังไม่สิ้นสุด แต่ต่อมาได้รับการประกันตัว เพียง 1 ราย ได้แก่ “บูม จิรวัฒน์” พ่อค้าออนไลน์ วัย 33 ปี ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มากกว่า 1 ปี 1 เดือน ก่อนศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เป็นอนุญาตให้ประกันตัว

ในช่วงกลางปี 2567 หลังมี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ในโอกาสสำคัญ ทำให้ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว และเข้าเกณฑ์ตามที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ทยอยได้รับการปล่อยตัว รวมแล้วเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 10 คน ทำให้จำนวนผู้ต้องขังที่พุ่งขึ้นถึง 46 รายในเดือนเมษายนของปีนี้ ทยอยลดลงมาเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หลังจากนั้น ก็ยังมีผู้ถูกคุมขังตามคำพิพากษา หรือไม่ได้ประกันตัวเพิ่มอีก จำนวนผู้ต้องขังจึงขึ้นลงอยู่ระหว่างหลัก 30-40 คน รวมทั้งยังมีแนวโน้มที่ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ยังทยอยเพิ่มมากขี้นกว่าคดีลักษณะอื่นด้วย

ในปีนี้ ยังคงมีนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังปฏิบัติการโดยการอดอาหารและน้ำประท้วง ได้แก่ บุ้ง, ตะวัน และแฟรงค์ จนไปสู่โศกนาฎกรรมการเสียชีวิตในกรณีของ “บุ้ง เนติพร” เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ท่ามกลางข้อเรียกร้อง 2 ประการ คือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และต้องไม่มีผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก ที่ยังคงเป็นภารกิจสืบเนื่องต่อไป

จนถึงสิ้นปี มีผู้ต้องขังถูกคุมขังข้ามปีอย่างน้อย 33 คน (เป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว 10 คน) ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 24 คน 

.

ปีนี้ถือเป็นปีที่มียอดผู้ต้องขังทางการเมืองสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยจนถึงเดือน ต.ค. 2568  มีผู้ถูกคุมขังตลอดทั้งปีไม่น้อยกว่า 74 ราย  ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ปรับปรุงเรื่องการนับจำนวนผู้ต้องขังทางการเมือง โดยนับจำนวนผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงก่อนปี 2563 เพิ่มเติม ได้แก่ คดีเกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง หรือมีผู้ต้องขังที่เพิ่งทราบว่าถูกคุมขังเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทำให้มีจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มเติมจากช่วงปลายปี 2567 จำนวน 6 คน

ขณะที่ปีนี้เดินทางมาได้เกือบท้ายปี ยังต้องติดตามสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไป แนวโน้มยังต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้า ที่จำนวนผู้ต้องขังยังทยอยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีคดีที่มีคำพิพากษาไปถึงในศาลฎีกามากขึ้น หรือเมื่อไปถึงศาลอุทธรณ์ และศาลไม่ให้ประกันตัวในชั้นสุดท้ายอีก

ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบันอยู่ที่อย่างน้อย 55 คน แยกเป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่สิ้นสุดจำนวน 32 คน ขณะเดียวกันเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว อย่างน้อย 22 คน จากจำนวนทั้งหมด แยกเป็นผู้ต้องขังที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ถึง 30 คน และคดี ม.110 จำนวน 5 คน 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ก.ค. 2568 ได้มีการประกาศ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568  ทำให้ผู้ต้องขังทางการเมือง จำนวน 6 ราย ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ 5 แห่ง โดยหนึ่งในนั้นมี “อัญชัญ ปรีเลิศ”  อดีตข้าราชการวัย 69 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีเผยแพร่คลิปเสียงรายการวิทยุของบรรพต เมื่อช่วงปี 2557 – 2558 ได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง

กรณีของอัญชัญ นับเป็นการสิ้นสุดการคุมขังรวมยาวนานถึง 8 ปี 4 เดือน 19 วัน ย้อนกลับไปในช่วงปี 2563 อัญชัญเคยนับเป็นผู้ถูกพิพากษาจำคุกคดีมาตรา 112 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น จากนั้นเธอก็ตัดสินใจไม่อุทธรณ์คดีอีก ทำให้อัญชัญกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดในปีเดียวกันอีกด้วย

ในปลายปีนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง ซึ่งเป็นร่างที่กรรมาธิการได้พิจารณาปรับแก้จากร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งถูกใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 

ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการนิรโทษกรรมคดีการเมืองจะไม่ร่วมกรณีของผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112, มาตรา 110 และผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหาที่มีความผิดต่อชีวิต 

เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าผู้ต้องขังทางการเมืองในกลุ่มข้างต้น จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ จะพบว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 44 ราย ที่จะไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมจากร่างกฎหมายฉบับนี้ 

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีการยุติการดำเนินคดี อาจทำให้สิ้นปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองอาจเพิ่มมากขึ้นต่อไปอีก โดยเฉพาะในกลุ่มคดีมาตรา 112 ที่จำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง ซึ่งพบว่ามีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดอีกอย่างน้อย 176 คดีที่กำลังทยอยเข้าสู่ชั้นพิจารณาในศาลสูงมากขึ้น

ทั้งนี้การประท้วงโดยการอดอาหารในเรือนจำของผู้ต้องขังก็ยังเกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ “ขนุน สิรภพ” ที่อดอาหารประท้วงเป็นจำนวน 24 วัน (21 ก.พ. – 16 มี.ค. 2568) จากการไม่ได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์คดีมาตรา 112  แม้จะยื่นประกันไปกว่า 23 ครั้ง และในกรณีของ “บัสบาส” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาด้วยโทษรวมสูงสุดคือ 54 ปี ก็ได้พยายามอดอาหารประท้วงในเรือนจำเป็นครั้งที่ 2  เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมดอีกครั้งด้วย 

.

ภาพรวมสถานการณ์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะสะท้อนวิกฤตมาตรฐานสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง แต่ยังสะท้อนปัญหาจากดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมือง ที่ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรม เผชิญกับการเรียกร้องของสังคม และความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองอีกด้วย

X