ก่อนในวันที่ 21 ต.ค. 2568 นี้ สภาเตรียมจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “กฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง” ที่ผ่านชั้นกรรมาธิการ ในวาระที่สองและสาม ร่างฉบับที่เตรียมเข้าสภาอีกครั้งนี้ เป็นร่างที่กรรมาธิการปรับแก้จากร่างฉบับของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งถูกใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา
ประเด็นในส่วนของข้อกล่าวหาที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา ได้มีการเพิ่มเติมบัญชีความผิดแนบท้าย โดยกำหนดฐานความผิดที่ได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมเพิ่มเป็น 42 ฐานความผิด จากร่างเดิมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี 12 ฐานความผิด ให้ครอบคลุมกฎหมายอีกหลายฉบับที่มักถูกใช้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็มีการแก้ไขมาตรา 3 ของกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องการมิให้กฎหมายมีผลนิรโทษกรรมแก่ความผิดในบางฐาน เดิมกำหนดเรื่องการกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม โดยได้เพิ่มการยกเว้นฐานความผิดเรื่องการเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ขึ้นมาอีกหนึ่งข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ในส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 ที่มีผู้ถูกกล่าวหาดำเนินคดีกรณีขัดขวางขบวนเสด็จระหว่างชุมนุมทางการเมือง จำนวน 5 คน แม้มิได้บัญญัติยกเว้นไว้ในมาตรา 3 แต่ก็ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในบัญชีแนบท้ายที่กำหนดฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรม จึงเป็นไปได้สูงว่าข้อหานี้ก็จะถูกยกเว้นไม่นับรวมในการนิรโทษกรรมด้วยเช่นกัน
.
หากพิจารณาในกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองจากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จะพบว่าถึงวันที่ 20 ต.ค. 2568 มีผู้ต้องขังจำนวนอย่างน้อย 57 คน แยกเป็น
- ผู้ต้องขังคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 30 คน
- ผู้ต้องขังคดีข้อหาหลักตามมาตรา 110 จำนวน 5 คน
- ผู้ต้องขังที่มีข้อกล่าวหาเรื่องความผิดต่อชีวิต จำนวน 9 คน (ในส่วนนี้แยกเป็นคดีของยุคการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวน 4 คน และคดีในช่วงการชุมนุมหลังปี 2563 จำนวน 5 คน)
รวมเป็นจำนวน 44 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 77 ของผู้ต้องขังในปัจจุบัน ที่จะไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมจากร่างกฎหมายในชั้นนี้ ซึ่งนับเป็นกว่า 3 ใน 4 ของทั้งหมด
.
ขณะเดียวกันในส่วนของคดีที่จำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง พบว่าคดีมาตรา 112 ยังมีส่วนที่คดีไม่สิ้นสุดอีกอย่างน้อย 176 คดี และสถานการณ์ปัจจุบันคดีทยอยขึ้นสู่ศาลสูงมากขึ้น ทำให้ยังมีนักกิจกรรมและประชาชนที่มีความเสี่ยงต่อการถูกคุมขังเพิ่มเติมอีก รวมทั้งยังมีผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งพบว่าปัจจุบันโดยมากเป็นคดีมาตรา 112 ก็จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมจากร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย
รวมทั้งในส่วนคดีจากการชุมนุมทางการเมืองในยุคหลังปี 2563 ที่พบว่าถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 มีจำนวนอย่างน้อยอีก 4 คดี รวมผู้ถูกดำเนินคดี 22 คน (สิ้นสุดไปแล้ว 2 คดี) โดยแยกเป็นชุดคดีเกี่ยวกับการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 จำนวน 3 คดี และคดีชุมนุม #ม็อบ16กรกฎา64 หน้ากระทรวงสาธารณสุข จำนวน 1 คดี คดีส่วนนี้ก็จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน
.
นอกจากนั้นในร่างที่ผ่านจากชั้นกรรมาธิการ ยังได้มีการเพิ่มเติม มาตรา 9/1 เข้ามาใหม่ โดยบัญญัติให้หากคดีที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม และผู้กระทำอายุต่ำกว่า 18 ปี ในขณะกระทำความผิด สามารถร้องขอและคณะกรรมการเห็นว่าเป็นการสมควรคณะกรรมการสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้วเสนอไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือในกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ใช้มาตรการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา
จากการตรวจสอบพบว่ามีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในช่วงที่ผ่านมาจำนวน 20 คน ใน 24 คดี ในจำนวนนี้จนถึงปัจจุบันมีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดจำนวน 7 คดี โดยในส่วนที่คดีสิ้นสุดนั้น เป็นการเข้ามาตรการพิเศษแทนการมีคำพิพากษาของศาลจำนวน 13 คดี และต่อสู้คดีอีก 4 คดี และการใช้มาตรการพิเศษแทนการมีคำพิพากษาของศาลนั้น ก็ดูเหมือนเป็นช่องทางที่คล้ายคลึงกับที่บัญญัติไว้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันมีข้อสังเกตว่าในกรณีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทราบว่ามีผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่างน้อย 1 ราย ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าหากยินยอมเข้ามาตรการดังกล่าว ในทางกระบวนการ จะสามารถดำเนินการร้องขอโดยยังไม่เดินทางกลับมาได้หรือไม่
.
