ปี 2568 เมื่อการนิรโทษกรรมประชาชนยังไม่สำเร็จ การต่อสู้คดี-การพิพากษาดำเนินต่อไป

ปี 2568 ยังเป็นปีที่สถานการณ์การดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองจำนวนมากจากช่วงปี 2563-65 ดำเนินสืบเนื่องมา หลายคดีทยอยขึ้นสู่ศาลสูง และมีคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์และฏีกาเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนในทุกคดีทางการเมือง ถูกสภาผู้แทนราษฎรปัดตกร่างที่รวมคดีมาตรา 112 และในท้ายที่สุด เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ยังไม่มีร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองฉบับใดผ่านจากสภาออกมาได้สำเร็จ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2563 ซึ่งเริ่มต้นการชุมนุมเยาวชนปลดแอก จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2568 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองไปแล้วไม่น้อยกว่า 1,987 คน ในจำนวน 1,341 คดี

ตลอดทั้งปี 2568 มีคดีความเพิ่มขึ้นใหม่อย่างน้อย 30 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 27 คน (นับเฉพาะคนที่ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน) โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือนของปีนี้ จึงมีคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นเดือนละราว 2.5 คดี

ปีนี้ คดีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมีทั้งคดีมาตรา 112, คดีมาตรา 116, คดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงมีบางคดีจากการชุมนุมปีก่อนหน้านี้ ที่มีการย้อนแจ้งข้อกล่าวหา โดยมากปีนี้หากไม่นับคดีในกรุงเทพฯ ยังมีคดีใหม่ในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้เกิดขึ้นเป็นระยะ

จากจำนวนคดีทั้งหมดดังกล่าว พบว่ามีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดทั้งคดีอีกกว่า 628 คดี หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 46 ของทั้งหมด เท่ากับมีคดีอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ยังดำเนินอยู่ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย หรือการนิรโทษกรรมคดีการเมืองเกิดขึ้น คดีเหล่านี้ยังจะดำเนินสืบเนื่องในปีถัด ๆ ไป

ในปีนี้ ศาลชั้นต่าง ๆ มีคำพิพากษาในคดีจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2563 ไม่น้อยกว่า 150 ฉบับ โดยเป็นคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วจะเพิ่มสูงขึ้น

.

.

คดี 112 ทั้งปีเพิ่มขึ้น 11 คดี – ศาลชั้นต่าง ๆ มีคำพิพากษา 69 คดี

ในปี 2568 เท่าที่ทราบข้อมูล มีคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 11 คดี คิดเป็นผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่ไม่น้อยกว่า 9 คน

สำหรับยอดรวมสถิติผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112 ตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้ข้อกล่าวหานี้ เป็นต้นมา จนถึงสิ้นปี 2568 มีไม่น้อยกว่า 285 คน ในจำนวน 319 คดี

คดีที่เพิ่มขึ้นใหม่ มีทั้งคดีที่ตำรวจเพิ่มมีการย้อนแจ้งข้อกล่าวหาจากการโพสต์หรือการชุมนุมทางการเมืองในช่วงสามสี่ปีก่อน ได้แก่ คดีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ที่ถูกพนักงานสอบสวนจาก บก.ปอท. เดินทางไปแจ้งข้อหาคดีใหม่เป็นคดีที่ 4 ถึงเรือนจำกลางเชียงราย กล่าวหาจากข้อความบนเฟซบุ๊กในช่วงปี 2565 อีก 3 ข้อความ  หรือคดีของนักกิจกรรมโคราช กรณีไลฟ์สดในกิจกรรม “ยืนหยุดขัง 112 นาที” บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2564 ซึ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 ต่อนักกิจกรรมเพิ่มอีก 1 ราย

คดีสำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ คดีของพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน ซึ่งเคยประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ถูกแม่ทัพภาคที่ 3 ในนามของ ผอ.รมน.ภาค 3 มอบอำนาจให้ไปกล่าวหา กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความแนะนำงานเสวนาทางวิชาการในเว็บไซต์ของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการของประเทศสิงคโปร์ ต่อมาในเวลาไม่ถึงสองเดือน สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีเด็ดขาด โดยเห็นว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ยืนยันว่า ดร.พอล เป็นผู้จัดทำข้อความตามในเว็บไซต์ดังกล่าว หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่โพสต์ข้อความ

แต่กรณีนี้พอลก็ได้รับผลกระทบจากการถูกกล่าวหาทั้งการถูกคุมขังในเรือนจำ 1 คืน เนื่องจากศาลจังหวัดพิษณุโลกไม่ให้ประกันตัวในตอนแรก, การถูกให้ใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระยะเวลา 21 วัน, การถูกเพิกถอนวีซ่า และการต้องสูญเสียงานที่มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมทั้งการรู้สึกสูญเสียความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยต่อไป รวมทั้งกรณีนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาการใช้มาตรา 112 ที่กองทัพนำข้อกล่าวหามาใช้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ชัดเจนเรื่องอำนาจทางกฎหมายในการไปกล่าวหา ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ทั้งยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการใช้กฎหมายในลักษณะนี้จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังคงมีคดีใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ทางภาคใต้ โดยเป็นคดีจากการโพสต์บนโลกออนไลน์ ซึ่งมีกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปแจ้งความกล่าวหาไว้กระจายไปในหลายสถานีตำรวจ ได้แก่ คดีของวัชรพงษ์ที่ถูกจับกุมจากจังหวัดปทุมธานี ไปดำเนินคดีที่ สภ.เมืองพัทลุง, คดีของ “จิรดี” ประชาชนจากกรุงเทพฯ ที่ถูกจับกุมไปดำเนินคดีที่ สภ.ควนขนุน จ.พัทลุง, คดีของกิตติพงค์ ที่ถูกจับกุมจากกรุงเทพฯ ไปดำเนินคดี สภ.ชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีคดีของประชาชนที่ถูกคุมขังในชั้นสอบสวน ก่อนทนายความทราบข้อมูลคดีในภายหลัง จึงเข้าดำเนินการทำเรื่องขอประกันตัว ได้แก่ คดีของ“อภิรักษ์” ช่างไฟฟ้า และคดีของ“ภาคภูมิ” ซึ่งพบว่าเป็นผู้ป่วยจิตเภท

ปีนี้ ยังมีคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนับสถิติคดีเพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ คดีของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในปีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง และ คดีของนิยม นพรัตน์ (เค เสื้อแดง) ซึ่งทราบข้อมูลว่าถูกดำเนินคดีที่ บก.ปอท.

.

.

ด้านแนวโน้มคำพิพากษาที่เกิดขึ้น พบว่าปีนี้ ศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ออกมาไม่น้อยกว่า 69 คดี โดยแยกเป็นคำพิพากษาในศาลชั้นต้น 35 คดี ศาลอุทธรณ์ 23 คดี และศาลฎีกา 11 คดี

คำพิพากษาในชั้นฎีกาในปีนี้ พบว่ามีคดีที่ศาลยกฟ้องเพียง 1 คดี ได้แก่ คดีของนรินทร์ กรณีถูกกล่าวหาแปะสติกเกอร์ “กูkult” คาดตาบนรูปรัชกาลที่ 10 และมีคดีที่รับสารภาพ ก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้อีก 1 คดี ได้แก่ คดีของ “อาร์ม” กรณีทำคลิป TikTok พูดคุยหยอกกับแมว

ส่วนอีก 9 คดีที่เหลือนั้น พบว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาทั้งหมด โดยมีแนวคำวินิจฉัยการตีความมาตรา 112 ให้คุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลที่ 9 ทั้งใน คดีของ “อุดม” ที่นราธิวาส ที่ศาลฎีกาแก้เป็นลงโทษจำคุกถึง 10 ปี และ คดีของ “บัสบาส” ที่เชียงราย ซึ่งแก้เป็นลงโทษจำคุก 46 ปี

ส่วนแนวโน้มคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ พบว่าส่วนใหญ่ศาลพิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกเป็นหลัก โดยพบถึง 14 คดี, มีจำนวน 3 คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้รอการลงโทษจำคุกไว้ (เป็นคดีรับสารภาพ 2 คดี) และมีจำนวน 2 คดี ที่ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้อง ได้แก่ คดีของ “ฟลุค กิตติพล” ที่อุบลราชธานี และคดีของสามราษฎรใต้ที่จังหวัดพัทลุง

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีจำนวน 2 คดี ที่ศาลพิพากษากลับ จากเดิมศาลชั้นต้นยกฟ้อง กลายเป็นกลับมาลงโทษ ได้แก่ คดีณัฐชนน ไพโรจน์ กรณีถูกกล่าวหาว่าจัดพิมพ์หนังสือรวมคำปราศรัย “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า” และคดีของสุปรียา กรณีถูกกล่าวหาแขวนป้ายผ้าเรื่องงบสถาบันฯ ที่จังหวัดเชียงราย

ขณะที่แนวโน้มคำพิพากษาในศาลชั้นต้น หากจำเลยต่อสู้คดี (จำนวนทั้งหมด 23 คดี) พบว่าหากศาลเห็นว่ามีความผิด จะพิพากษาให้ลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษในสัดส่วนมากกว่า โดยพบจำนวน 14 คดี ส่วนคดีที่ให้รอการลงโทษมีเพียง 2 คดี (แต่มีจำนวนอีก 3 คดี ที่มีจำเลยหลายคน ซึ่งศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอการลงโทษจำเลยบางคน แต่ให้รอการลงโทษจำเลยอีกคน) และมีคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องในปีนี้มีจำนวน 4 คดี

ในส่วนคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ พบว่าศาลชั้นต้นมีแนวโน้มจะให้รอการลงโทษมากกว่าเล็กน้อย ได้แก่ จากทั้งหมด 12 คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ มีจำนวน 7 คดี ที่ศาลให้รอการลงโทษจำคุกไว้ แต่ก็มีอีก 5 คดี ที่ศาลไม่ให้รอการลงโทษ โดยการพิจารณาว่าจะรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ ยังเป็นประเด็นคาดเดาได้ยาก

สถานการณ์การพิพากษา รวมทั้งการคุมขังในคดีมาตรา 112 ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไป รวมทั้งสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้

.

.

คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพิ่มขึ้น 9 คดี โดยมากเป็นชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล – คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีคำพิพากษาฎีกา 7 คดี

ในปี 2568 ยังคงมีคดีจากการชุมนุม ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ เพิ่มขึ้นใหม่จำนวน 9 คดี โดยเกือบทั้งหมดถูกกล่าวหาเรื่องการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล จากการชุมนุมของภาคประชาสังคมในประเด็นต่าง ๆ ทั้งการชุมนุมในประเด็นที่ดิน-ป่าไม้ของกลุ่ม P-Move, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.), การชุมนุมเรียกร้องสิทธิแรงงานของอดีตแรงงานบริษัทยานภัณฑ์ หรือกิจกรรมของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวหา ‘ไม่แจ้งการชุมนุมก่อนการชุมนุมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง’ เพิ่ม อีก 1 คดี ได้แก่ กรณีการชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ประท้วงผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมาที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ที่ประเทศไทย ในช่วงวันที่ 5 เม.ย. 2568 ซึ่งมีนักกิจกรรมถูกกล่าวหา 3 คน

ในส่วนคดีจากการชุมนุมในช่วงปี 2563-65 ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พบว่ามีคดีอีกกว่า 357 คดี ที่ยังไม่สิ้นสุด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 677 คดี ที่ทราบข้อมูล โดยมีคดีจำนวนมากยังค้างอยู่ในชั้นสอบสวน 

ในปีนี้ ในคดีที่จำเลยต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิ่มเติมออกมาอีก 17 คดี ในจำนวนนี้แยกเป็นพิพากษาให้ยกฟ้องข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 10 คดี และเห็นว่ามีความผิดในข้อหานี้ จำนวน 7 คดี นอกจากนั้นยังมีคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องเพิ่มอีกจำนวน 4 คดี

ขณะเดียวกัน ยังมีคำพิพากษาในศาลอุทธรณ์จำนวน 14 คดี แบ่งเป็นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่ามีความผิดใน 10 คดี และยืนยกฟ้องอีก 1 คดี ขณะเดียวกันมี 2 คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จากเดิมศาลชั้นต้นยกฟ้อง เป็นเห็นว่ามีความผิด และมีอีก 1 คดี ซึ่งศาลแก้คำพิพากษาบางส่วน โดยยกฟ้องจำเลยบางราย ในคดีที่มีจำเลยหลายคน

ปีนี้ ยังเริ่มมีคำพิพากษาชั้นฎีกาในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบคำพิพากษาจำนวน 7 คดี (เป็นคดีคาร์ม็อบ 5 คดี) แนวโน้มศาลพิพากษายืน เห็นว่ามีความผิดมากกว่า คือจำนวน 5 คดี  แต่มีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง 1 คดี ได้แก่ คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก และคดีที่ลงโทษจำเลยรายหนึ่ง แต่ยกฟ้องจำเลยอีกรายหนึ่ง ได้แก่ คดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์

แนวทางคำพิพากษาในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังเป็นไปอย่างไม่มีมาตรฐานชัดเจน มุมมองของศาลแตกต่างกันในการพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้เสรีภาพในการชุมนุม กับความปลอดภัยในด้านสาธารณสุข แต่แนวโน้มโดยรวมในคดีที่จำเลยต่อสู้คดี ศาลยังมีคำพิพากษายกฟ้องในสัดส่วนมากกว่า

.

.

คดีมาตรา 116 เพิ่มขึ้น 4 คดี – อานนท์ถอดเสื้อประท้วงศาล ถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล

ในปี 2568 นี้ ยังมีคดี “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย รวมจำนวน 4 คดี ได้แก่ คดีของ“ปูน” ธนพัฒน์ นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าวัย 22 ปี ถูกจับกุมไปดำเนินคดีที่ สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง จากกรณีที่ถูกแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันไปกล่าวหาไว้ จากรูปภาพการเดินพาเหรดของนักเรียนและถือป้าย ‘ชาติ ศาสนา ประชาชน’ ที่ถูกโพสต์ในเพจ “ทะลุฟ้า” เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2566 

อีกคดีในภาคใต้เช่นกัน คือกรณีของ อับดุลอาฟิร เซ็ง นักข่าวอาสาของ Wartani ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวไปจากบ้านพักใน จ.ปัตตานี ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร โดยอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก ซึ่งยังประกาศใช้อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังครบกำหนด 7 วัน เขาถูกควบคุมตัวมาแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พฤติการณ์ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโพสต์ข้อความในเหตุการณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งในภาคใต้

ขณะที่อีกสองคดีที่เพิ่มขึ้นเป็นคดีเดิมที่เคยมีจำเลยหลายคน แต่ในชั้นศาลให้การแตกต่างกัน ทำให้มีการแยกฟ้องเป็นคดีใหม่  โดยหากนับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงสิ้นปีนี้ พบว่ามีคดีข้อหาตามมาตรา 116 แล้วอย่างน้อย 57 คดี คิดเป็นผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนอย่างน้อย 156 คน ปัญหาการใช้ข้อหามาตรานี้ ที่มีการตีความอย่างกว้างขวาง คลุมเครือ ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป

ช่วงต้นปีนี้ ยังมีคดีละเมิดอำนาจศาล ในกรณีของอานนท์ นำภา ที่ถูกตั้งเรื่องจากเหตุถอดเสื้อประท้วงศาลที่ไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญในคดีมาตรา 112 #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์1 เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2567  ในการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาล อานนท์ยังประท้วงการพยายามจะสั่งให้การพิจารณาคดีเป็นการลับของศาล โดยการถอดเสื้ออีกครั้ง  ก่อนศาลยอมให้ประชาชนนั่งฟังในห้องพิจารณาต่อไป

หลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ในนัดฟังคำสั่ง ศาลไม่เบิกตัวอานนท์ขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดีและเรียกทนายความไปฟังคำสั่งที่ห้องเวรชี้ ไม่ให้ประชาชนเข้าฟัง ซึ่งต่อมาทราบจากอานนท์ว่าศาลมีคำสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน เต็มอัตราโทษของข้อหานี้ รวมทั้งอานนท์ยังพยายามแสดงออกประท้วงการอ่านคำสั่งในลักษณะที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนดังกล่าว โดยการถอดเสื้อประท้วง และเตะขาซึ่งสวมโซ่กุญแจข้อเท้าสลับซ้ายขวาไปเรื่อย ๆ ระหว่างศาลอ่านคำสั่ง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อานนท์และทนายความพยายามคัดค้านกระบวนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด โดยคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

.

.

สภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนตั้งแต่วาระแรก รับเฉพาะร่างที่ไม่รวม ม.112 ก่อนกฎหมายต้องหยุดลงทั้งหมด เมื่อมีการยุบสภา

ในปีนี้ การพยายามแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีทางการเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ยังเป็นสถานการณ์สำคัญ โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 สภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่างกฎหมาย 5 ฉบับในประเด็นดังกล่าว  แต่สภาลงมติผ่านความเห็นชอบในวาระแรกต่อร่างจำนวน 3 ฉบับ เท่านั้น คือ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (เดิม) และพรรคภูมิใจไทย และไม่รับหลักการใน 2 ฉบับ คือร่างของพรรคก้าวไกล (เดิม) และฉบับของเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน โดยปฏิเสธการนิรโทษกรรมที่รวมคดีมาตรา 112

ต่อมา ในการพิจารณากฎหมายในชั้นกรรมาธิการ แม้มีการแก้ไขร่างกฎหมาย โดยเพิ่มเติมข้อกล่าวหาแนบท้ายให้ครอบคลุมฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมมากขึ้น แต่ประเด็นคดีมาตรา 112 รวมทั้งคดีมาตรา 110 ยังคงกลายเป็นข้อยกเว้น แม้แต่ข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมให้เด็กและเยาวชนในทุกข้อกล่าวหาก็ตาม ร่างกฎหมายที่ออกมาจึงมีลักษณะเป็นนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ก่อนสภาจะผ่านร่างดังกล่าวในวาระสองและสามในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้กฎหมายเข้าสู่การพิจารณาชั้นวุฒิสภาต่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 หลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ค้างการพิจารณาอยู่ในกรรมมาธิการของวุฒิสภาต้องตกไป แต่รัฐธรรมนูญยังเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป โดยพิจารณาในชั้นที่เคยค้างอยู่ต่อไปได้

ในปี 2569 ยังต้องติดตามสถานการณ์ว่าประเด็นการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการเยียวยาแก้ไขความขัดแย้ง จะดำเนินต่อไปอย่างไรหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมทั้งปัญหาคดีมาตรา 112 ที่ถูกปัดปฏิเสธไม่ให้นับรวมในการนิรโทษกรรมอีกด้วย

.

X