วันที่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 10.00 น. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปศาลอาญาเพื่อรับฟังคำพิพากษาในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาประมวลกฎหมายมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
คดีนี้มีที่มาจากการที่เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Chosun Media ของประเทศเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รัฐประหาร 2557 อัยการตีความว่าเนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดยเฉพาะการกล่าวอ้างเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในเหตุการณ์การยึดอำนาจ
ศาลสืบพยานโจทก์ระหว่างวันที่ 1-3 ก.ค. 2568 และสืบพยานฝ่ายจำเลยในวันที่ 16 ก.ค. 2568 วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนำพยาน 3 ปากเข้าเบิกความ ได้แก่ ทักษิณ ชินวัตร อ้างตัวเป็นพยานเอง, วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, และธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม การพิจารณาทั้งหมดเป็นแบบลับ
ในวันก่อนการพิพากษา (21 ส.ค. 2568) เจ้าหน้าที่ได้เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยติดตั้งแผงกั้นบริเวณด้านหน้าอาคารศาลอาญา จัดพื้นที่เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มีการขออนุญาต โดยมีการให้แลกบัตรชั่วคราวสำหรับสื่อมวลชน และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี
กระทั่งวันนี้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะที่สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตมารวมตัวกันในโซนที่กำหนดไว้ด้านหน้าศาล แต่ประชาชนหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมยังสามารถขึ้นลงศาลเพื่อดำเนินการในคดีอื่น ๆ ได้ แต่มีการกั้นรั้วเหล็กบริเวณชั้น 9 ใกล้ห้องพิจารณาคดีที่ 902 ที่ใช้พิจารณาคดี
เมื่อเวลา 10.45 น. ทักษิณและผู้ติดตามได้ออกมาจากอาคารศาลและประกาศผลให้สื่อมวลชนและประชาชนประมาณ 100-200 คนที่มาให้กำลังใจทราบว่า “ยกฟ้อง” ท่ามกลางเสียงเชียร์และแสดงความยินดีจากประชาชนที่มาให้กำลังใจ ก่อนที่จะเดินทางออกจากบริเวณศาล

เพจสื่อศาล ระบุคำพิพากษา สรุปได้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของคลิปวิดีโอหลักฐาน ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคลิปวิดีโอเป็นการให้สัมภาษณ์ของจำเลยจริง โดยมีหลักฐานคือพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปาก อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล ยืนยันว่าคลิปดังกล่าวเป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยจริง แม้โจทก์จะไม่มีคลิปฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน แต่พยานโจทก์ยืนยันว่าคลิปที่มีเป็นบางช่วงบางตอนของการสัมภาษณ์ที่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แม้จำเลยอ้างว่าคลิปวิดีโอเป็นการตัดต่อ แต่ศาลเห็นว่าไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์
ทั้งนี้จำเลยได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอ คือจำเลย ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สาธารณรัฐเกาหลีจริง และไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือเสริมแต่งเพื่อใส่ความให้ร้าย
ประเด็นที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดหมิ่นประมาทฯ ศาลวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความผิดฐานหมิ่นประมาทว่าการใส่ความต้องระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หากไม่ระบุถึงผู้ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ศาลพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหาถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็นหรือได้อ่านหรือได้ยินข้อความนั้นแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่
ศาลวิเคราะห์ข้อความที่จำเลยกล่าวและพบว่าไม่ได้ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9” โดยตรง ทั้งไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ ใช้เพียงคำสรรพนามบุรุษที่ 3 ว่า “เขา” เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน มีคำอื่น ๆ ปรากฏในข้อความ เช่น “องคมนตรี” “ทหาร” “Palace Circle” และ “คนในวัง”
ประเด็นที่ 3 ความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของพยาน ศาลมีข้อสงสัยต่อความเป็นกลางของพยานโจทก์หลายประการ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่โจทก์นำมาเป็นพยานเพียงปากเดียว พยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมืองจึงส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง
สำหรับพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ ศาลเห็นว่าต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เนื่องจากพยานเบิกความตอบคำถามค้านสอดคล้องกันว่าในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลย พยานต่างเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ ทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ศาลได้พิจารณาเฟซบุ๊กและยูทูบที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่และพบว่า บุคคลที่นำมาเผยแพร่ ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรกล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหารโดยพาดพิงถึงนายสุเทพกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และองคมนตรี ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่ารัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร
พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงรัชกาลที่ 9 เมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้ว จะไม่เข้าใจว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 การสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง
พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามฟ้อง ส่วนข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้ พิพากษายกฟ้อง
มีข้อสังเกตจากคำพิพากษานี้คือ ศาลให้ความสำคัญกับการที่ข้อความต้องระบุหรือสื่อความหมายถึงบุคคลเฉพาะเจาะจงได้ และการที่วิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความอย่างไร ซึ่งในกรณีนี้ศาลเห็นว่าผู้รับฟังส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการวิพากษ์การรัฐประหาร ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังมีการพิจารณาถึงความเห็นของพยานว่ามีอคติกับจำเลยด้วย ทำให้พยานหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือ
นอกจากคำพิพากษายกฟ้อง ภาพที่ปรากฏในวันนี้ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจและแสดงความเป็นห่วง โดยต่างยืนยันเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของทักษิณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

สมชาย อายุ 66 ปี ครูสอนดนตรีจากย่านบางแค เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทักษิณมาตั้งแต่ปี 2552 เขากล่าวถึงอดีตนักการเมืองว่า “ผมชอบในความเด็ดขาดของรัฐบาลทักษิณ วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจเพราะคาดหวังว่าเขาจะได้รับความยุติธรรม รู้สึกอยากให้กำลังใจให้ท่านผ่านวิกฤตครั้งนี้ไป”
เกี่ยวกับมาตรา 112 สมชายแสดงความคิดเห็นว่า มาตรา 112 ต้องการปกป้องพระมหากษัตริย์ แต่ว่าคนที่เอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นทักษิณ เวลาชนชั้นนำอยากกำจัดใครก็จะเล่นงานด้วยมาตรานี้
เมื่อย้อนไปในอดีต สมชายเล่าว่า “ยิ่งย้อนไป 20 กว่าปีที่ผ่านมา คนที่พูดคุยเรื่องสถาบันฯ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลย”
จินตนา อายุ 70 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัวจากบางกอกน้อย เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร 2549 ในกลุ่มพิราบขาวที่สนามหลวง เธอแสดงความไม่เข้าใจต่อคดีครั้งนี้ “จริง ๆ คดีนี้มันไม่น่าเป็นเรื่องเป็นราวเลย อะไรก็ฟ้องหมดเลย ทำไมไม่มีตรรกะ ทักษิณไม่ได้กล่าวอะไรกับเบื้องสูงเลยก็ยัดข้อหาให้”
จินตนามองว่ามาตรา 112 ขาดความยุติธรรม “ในมุมมองคิดว่ามาตรา 112 มันไม่ยุติธรรม กล่าวหาในแบบที่ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเลย ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกเหรอ ประชาชนควรมีสิทธิคิดไหม”
เธอยืนยันในระบบประชาธิปไตย “ประชาธิปไตยมันก็ดีที่สุดแล้ว ถึงจะได้คนเลวก็ตรวจสอบได้ ไม่ได้คาดหวัง ความจริงก็คือความจริง คนไม่ผิดจะให้ผิดได้ยังไง เรามั่นใจว่าเขาไม่ผิดแน่ ๆ”
.
ดู สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ปี 2563-68
