“พอล แชมเบอร์ส” มอบอำนาจยื่นฟ้องกลับตำรวจ ออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าไม่ชอบ เรียกค่าเสียหายกว่า 3.6 ล้านบาท

วันที่ 4 ก.ย. 2568 ที่ศาลปกครองกลาง ทีมทนายความรับมอบอำนาจจาก ดร.พอล เแชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน และอดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ายื่นฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีทำให้ได้รับความเสียหายจากคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (เพิกถอนวีซ่า) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การฟ้องคดีนี้ในครั้งนี้ ดร.พอล ได้ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนวีซ่า ตามหนังสือตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก ลงวันที่ 9 เม.ย. และ 17 เม.ย. 2568 (ดูลำดับเหตุการณ์ในกรณีนี้) และเรียกให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งกับตนและผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ รวมเป็นจำนวนมากกว่า 3.6 ล้านบาท

.

โดยสรุปเนื้อหาการฟ้อง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในหลายประการ ได้แก่

1. การเพิกถอนไม่มีเหตุหรือข้อเท็จจริงอันมีลักษณะต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และไม่มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนวีซ่า ตามมาตรา 36 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว

ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าคำสั่งเพิกถอนวีซ่านั้น วินิจฉัยเหตุอันเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาโดยรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ต้องหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา  112 เป็นประการสำคัญประเด็นเดียว โดยมิได้รวบรวมและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่าง ๆ อย่างรอบด้านให้แน่ชัด  

ประกอบกับแนวทางการเพิกถอนวีซ่า กำหนดให้เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานได้ความแน่ชัดว่าคนต่างด้าวมีพฤติการณ์สมควรเพิกถอน ให้ประมวลเรื่องและมีความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่การเพิกถอนวีซ่าที่เกิดขึ้นมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน มาประกอบการใช้ดุลพินิจตัดสินใจในการออกคำสั่งโดยชอบด้วยเหตุผลคำนึงถึง “หลักความได้สัดส่วน”

ผู้ถูกฟ้องเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 และได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยตลอด จึงเป็นกรณีที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา  ผู้ฟ้องคดีจึงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ กระทั่งต่อมาสำนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก ได้แจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวอย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นว่าหากผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาพยานหลักฐานให้ชัดเจนรอบคอบเสียก่อนจะเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผู้ฟ้องคดีคงไม่ได้รับผลกระทบอันร้ายแรง 

การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่า จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่มีเหตุหรือข้อเท็จจริง อันเป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ชอบด้วยเหตุผล ละเมิดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตร่างกายผู้ฟ้องคดี อย่างร้ายแรงจนเกินกว่าเหตุ และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

.

2. การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่า ตามหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ลงวันที่ 9 เม.ย. 2568 เป็นการออกคำสั่งให้กระทำ โดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ร.ต.อ.ชยพล ธรรพรังษี รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก ได้อ้างอำนาจตาม มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประกอบคำสั่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ที่ 284/2552 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2562 เรื่องการมอบอำนาจการเพิกถอนการอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว มีคำสั่งเพิกถอนวีซ่าของผู้ฟ้องคดี

แต่พบว่าคำสั่ง สตม. ดังกล่าวเป็นอันสิ้นผลในทางกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากได้มีการประกาศใช้คำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 ซึ่งได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และใช้คำสั่งใหม่แทน เป็นผลให้คำสั่งการเพิกถอนโดยผู้ที่อ้างว่าได้รับมอบอำนาจดังกล่าว กระทำไปโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 

รวมทั้งคำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 ระบุการมอบอำนาจเพิกถอนการอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้แก่ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1-6 และผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ภายในเขตอำนาจการรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่ปกครองเท่านั้น มิได้รวมถึงตำแหน่งรองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองด้วย

ฉะนั้น คำสั่งที่ลงนามโดย ร.ต.อ.ชยพล ธรรพรังษี จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกัน  และส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย มีการควบคุมตัวผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  

.            

3. การแจ้งคำสั่งฉบับวันที่ 17 เม.ย. 2568 เพื่อแก้ไขคำสั่งฉบับวันที่ 9 เม.ย. 2568 ไม่ถือเป็นการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำสั่งเพิกถอนวีซ่าฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2568 ซึ่งขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่อง “พฤติการณ์ต้องห้าม” จากคำสั่งฉบับวันที่ 9 เม.ย. 2568 โดยอ้างว่า “มีข้อผิดพลาดที่ผิดหลง” ของเจ้าหน้าที่ โดยจากเดิมที่อ้างตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เปลี่ยนเป็นมาตรา 12 (7) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ มิใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงมูลเหตุความผิดทางกฎหมายอันเป็นเงื่อนไขในการออกคำสั่ง ที่กระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีมากขึ้น โดยผู้ฟ้องคดีได้หลงยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ไปตามประเด็นข้อกฎหมายเดิมแล้ว

ทั้งคำสั่งแก้ไขดังกล่าว ยังมีการเปลี่ยนการอ้างอิงฐานอำนาจตามกฎหมาย จากคำสั่ง สตม. ที่ 284/2552 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2552 เป็น คำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอันเป็นฐานการใช้สิทธิของกฎหมายอันกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญ เพราะเดิมถือเป็นคำสั่งที่สิ้นผลในทางกฎหมายไปแล้ว ให้กลับมีผลให้ทางกฎหมายด้วยกฎ หรือคำสั่งฉบับใหม่ จึงทำให้การแก้ไขเนื้อหาคำสั่งดังกล่าว ไม่ถือเป็นการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่มี “ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย” จึงถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

.      

4. การแจ้งเพิกถอนวีซ่า ตามหนังสือลงวันที่ 17 เม.ย. 2568 ไม่กระทำตามแบบ ตม.83 อันเป็นเงื่อนไขสาระสำคัญที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

จากแนวปฏิบัติตามคำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 พบว่า การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในการสั่งเพิกถอนวีซ่า ตามมาตรา 36 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 กำหนดให้ต้องทำหนังสือแจ้งตามแบบ ตม. 83 ให้คนต่างด้าว ทั้งยังต้องถ่ายภาพการปิดหนังสือ หรือคำสั่งฯ ไว้เป็นหลักฐาน และไปลงบันทึกประจำวันการปฏิบัติเพื่อเป็นหลักฐานที่ สน./สภ. ซึ่งคนต่างด้าวมีที่พักอยู่ในเขตรับผิดชอบ จึงเห็นได้ว่า แบบ ตม. 83 ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม

แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. พบว่าได้มีการปิดหนังสือแจ้งเพิกถอนวีซ่า ลงวันที่ 17 เม.ย. 2568 ปิดประกาศ ณ ที่พักของผู้ฟ้องคดี เป็นเพียง “หนังสือราชการ” แต่มิใช่เป็น แบบ ตม. 83 แต่อย่างใด ทั้งไม่ระบุวันและเวลาที่แจ้งให้ทราบไว้ในแบบด้วย ที่จะเริ่มนับตั้งแต่ปิดประกาศจนครบกำหนด 48 ชั่วโมง ซึ่งย่อมส่งผลต่อการนับระยะเวลาอุทธรณ์อันเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดี

หนังสือดังกล่าวจึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

.

5. คำสั่งเพิกถอนวีซ่า เป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ โดยมีเจตนารมณ์สำคัญ 2 ประการ คือ เพื่อประกันความเป็นธรรมให้กับบุคคลที่เป็นคู่กรณี และเพื่อประกันคุณภาพของคำสั่งทางปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะออกคำสั่งได้อย่างรอบด้านตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เรียกได้ว่าเป็น “สิทธิที่จะถูกรับฟัง” อันเป็นองค์ประกอบสาระสำคัญส่วนหนึ่งภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย ของการออกคำสั่งทางปกครอง

การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าทั้งสองฉบับล้วนมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน เพื่อตรวจสอบหลักฐานให้ได้ความแน่ชัดว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนวีซ่าเลยหรือไม่ จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ

. 

6. การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่า มิได้ให้เหตุผลข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรับทราบอย่างเพียงพอ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย เพื่อให้คู่กรณีสามารถทราบได้ว่าตนได้รับการปฏิบัติโดยถูกต้องหรือไม่ และเป็นประโยชน์แก่การควบคุมทางกฎหมายโดยการพิจารณาทบทวนในกระบวนการยุติธรรมทางปกครองต่อไป

การแสดงเหตุผลนี้จะเป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังในการทำคำสั่ง อันมีผลไปทางการป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจโดยอำเภอใจ ทั้งการแสดงเหตุผลจะต้องเป็นไปในลักษณะที่กระจ่างแจ้ง และถ่องแท้ไม่กำกวมด้วย จึงจะถือเป็นการแสดงเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

คำสั่งในการเพิกถอนวีซ่าต่อผู้ฟ้อง ทั้งสองฉบับ มิได้ระบุเหตุผลที่กระจ่างแจ้งถึงพฤติกรรมของผู้ฟ้องคดี ว่ามีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 112 อย่างไร และมีลักษณะเช่นใดบ้าง อันจะถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ชัดเจนในการใช้สิทธิโต้แย้ง

.

7. คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองละเลยล่าช้าต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว

แต่ปรากฏว่าจนถึงวันฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองก็ยังไม่ได้มีคำสั่งต่ออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีเพียงหนังสือแจ้งลงวันที่ 17 ก.ค. 2568 ว่าอยู่ระหว่างรอนำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ โดยจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองในวาระต่อไป และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้วจะแจ้งให้ทราบ

เมื่อเทียบเคียงระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539  การกระทำของคณะกรรมการฯ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี

.

.

ในส่วนท้ายการฟ้อง ได้สรุปถึงการกระทำของผู้ฟ้องคดี ว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีในหลากหลายด้าน ได้แก่

1. การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องสูญเสียเสรีภาพ และถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

คำสั่งเพิกถอนวีซ่าดังกล่าว ทำให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจควบคุมตัวผู้ฟ้องทันที โดยไม่ให้โอกาสได้โต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริง เป็นการละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ถือเป็นการจับและการควบคุมตัว ลิดรอนสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกายของผู้ฟ้องคดี เกินสมควรแก่เหตุ

การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีที่ต้องสูญเสียเสรีภาพ และถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ฟ้องคดีควบคุมตัว ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศซึ่งกระทบต่อการทำงาน การประกอบอาชีพ และการติดต่อกับครอบครัวในต่างประเทศ โดยปราศจากเหตุอันควรเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ฟ้องคดีจน เกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นการกระทบสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรง

.

2. การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือในฐานะนักวิชาการ

ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษ ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยสู่ระดับนานาชาติ จนได้รางวัลจำนวนมาก เป็นนักวิชาการมีชื่อเสียงระดับสากล

การเพิกถอนวีซ่าของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำโดยตรงในการตัดโอกาสในการประกอบอาชีพ และส่งผลโดยตรงให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความน่าเชื่อถือทางวิชาการ ผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างจากมหาวิทยาลัยนเรศวร สูญเสียตำแหน่งและรายได้ประจำ ประการสำคัญ ยังทำให้ผู้ฟ้องคดีสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมเวทีวิชาการระดับนานาชาติ

.

3. การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1- 3 กระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการเป็นวงกว้าง

ก่อนถูกดำเนินคดี ผู้ฟ้องคดีมีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับกองทัพมาโดยตลอด การที่กองทัพภาค 3 กล่าวโทษและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 เพิกถอนวีซ่าครั้งนี้ จึงสะท้อนลักษณะของการใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) โดยตรง การกระทำดังกล่าวนำไปสู่การปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ การลดทอนศักดิ์ศรีของผู้ฟ้องคดี และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (chilling effect) ต่อวงวิชาการทั้งในและนอกประเทศ

การดำเนินคดีมาตรา 112 ดังกล่าว มิได้กระทบต่อผู้ฟ้องคดีในฐานะปัจเจกชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพทางวิชาการในเชิงสาธารณะอย่างกว้างขวาง และมิใช่เรื่องเฉพาะตัวของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 คาดหมายได้ว่าหากผู้ฟ้องคดีถูกเพิกถอนวีซ่า ย่อมถูกระงับใบอนุญาตการทำงาน และไม่สามารถทำงานในประเทศไทยได้ เป็นการปิดปากทางวิชาการ ลดทอนศักดิ์ศรีทางวิชาการ โดยเจตนาให้ผู้ฟ้องคดีหยุดการทำงานวิชาการ เกิดความหวาดกลัวในการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพต่อไป ทั้งไม่สามารถแสดงออกทางวิชาการต่อสาธารณะต่อไปได้ และยังเป็นตัวอย่างที่โหดร้ายไปยังทั้งนักวิชาการชาวไทยและชาวต่างชาติ ล้วนสามารถตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินคดีทางกฎหมายที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสถานะการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงกระทบต่อชีวิตของนักวิชาการคนนั้นตลอดไป

การกระทำดังกล่าว ยังก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากวงวิชาการระดับนานาชาติในวงกว้าง นักวิชาการและนักศึกษาในประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะต้องระมัดระวังไม่เพียงในสิ่งที่พูดหรือเขียน แต่รวมถึงการเลือกหัวข้อวิจัยและการอภิปรายในชั้นเรียน ส่งผลให้เกิดการจำกัดตัวเอง (self-censorship) ซึ่งบั่นทอนพลังสร้างสรรค์และการพัฒนาความรู้ในระยะยาว ส่งผลให้เสรีภาพทางวิชาการถูกลดทอนลง

ดังนั้น ความเสียหายจากกรณีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรง ทำให้ผู้ฟ้องคดีเกิดความหวาดกลัว ไม่มั่นใจในกระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทย แต่ยังเป็นการทำลายเสรีภาพทางวิชาการในฐานะสิทธิและคุณค่าสาธารณะที่สังคมไทยพึงได้รับร่วมกัน อันเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ และเป็นผลร้ายแรงต่อการพัฒนาวิชาการและประชาธิปไตยของประเทศโดยส่วนรวม

.

4. การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องถูกยกเลิกการจ้างในตำแหน่งอาจารย์ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร

ผู้ฟ้องคดีอยู่อาศัยในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี มีหน้าที่การงานสุจริตและมั่นคง ไม่เคยมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม การถูกเพิกถอนวีซ่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่งต่อผู้ฟ้องคดี และหากไม่ถูกเพิกถอน ผู้ฟ้องคดีก็จะไม่ถูกมหาวิทยาลัยนเรศวรยกเลิกการจ้างงาน ทำให้ผู้ฟ้องคดีสูญเสียอาชีพที่ทำงาน และขาดรายได้

การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งในด้านทรัพย์สิน เสรีภาพ และชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยผู้ฟ้องคดีต้องตกเป็นผู้ต้องขัง ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศซึ่งกระทบต่อการทำงาน การประกอบอาชีพ และการติดต่อกับครอบครัวในต่างประเทศ โดยปราศจากเหตุอันควรเป็นการละเมิดสิทธิในเสรีภาพของบุคคล และเป็นการกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และโอกาสในวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน

.

ท้ายฟ้องได้สรุปเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงจะต้องเป็นผู้รับผิดในความผิดละเมิด และเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ โดยรวมค่าเสียหาย และดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดจนถึงวันฟ้องคดี กว่า 3.6 ล้านบาท

การฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลปกครองปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของผู้ฟ้องคดี และเพื่อวางบรรทัดฐานที่ดีแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐในการรับรองคุ้มครองและเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป

.

X