กว่าสองเดือนหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 เป็นต้นมา ภาพรวมการดำเนินการตามกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองมีความคืบหน้าไปเล็กน้อย โดยคดีในศาลชั้นต้น ศาลทยอยมีคำสั่งยุติและจำหน่ายคดีในข้อหาที่เข้าเกณฑ์แล้วหลายคดี ส่งผลให้จำเลยและผู้ต้องขังอย่างน้อย 9 ราย ได้รับอิสรภาพ รวมถึงมีการให้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไล EM แก่จำเลยอย่างน้อย 5 ราย
.
อย่างไรก็ตาม กระบวนการโดยรวมยังคงเผชิญกับอุปสรรคและความล่าช้า โดยเฉพาะในชั้นศาลสูง (ศาลอุทธรณ์และฎีกา) ที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการส่งคำร้องให้โจทก์คัดค้านก่อนพิจารณา ทำให้ยังมีคดีค้างรอคำสั่งอีกไม่น้อยกว่า 45 คดี ทั้งนี้ นับเฉพาะคดีที่มีการยื่นคำร้องแล้วเท่านั้น ยังไม่นับรวมคดีที่ยังอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการ และยังไม่ได้นับคดีที่อยู่ในชั้นอื่น ๆ อย่างตำรวจ หรืออัยการ ที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในคดีที่มีข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ร่วมอยู่ด้วย จะถูกยกเว้นจากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้ ทำให้จำเลยหลายคนยังคงต้องต่อสู้คดีในส่วนของมาตรา 112 ต่อไป และยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่งที่คดีเข้าเกณฑ์ แต่ยังคงรอคำสั่งศาล รวมถึงความคลุมเครือของคดีในบางข้อกล่าวหา เช่น คดีมาตรา 110 ที่อาจต้องรอการพิจารณาทั้งในส่วนของศาลและคณะกรรมการต่อไป
.
สถานการณ์ในชั้นศาลที่มีคำสั่งยุติการดำเนินคดี
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ช่วงรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงปี 2563 ก่อนการชุมนุมเยาวชนปลดแอก มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 915 คน ในจำนวน 342 คดี จนถึงปัจจุบันมีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดอยู่อย่างน้อย 29 คดี
และตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 1,991 คน ในจำนวน 1,343 คดี ซึ่งมีจำนวน 854 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว และมีอย่างน้อย 560 คดีที่ยังไม่สิ้นสุดและอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่ศาลจำหน่ายคดี)
โดยสถิติส่วนนี้ ยังรวมคดีที่มีข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ที่ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมเอาไว้ด้วย ซึ่งมีอย่างน้อย 409 คดี ในสองช่วงดังกล่าว
สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น พบว่าศาลต่าง ๆ ทยอยมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรมแล้ว
บางส่วนได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อหา จึงทำให้คดีเป็นอันสิ้นสุดไป ได้แก่ คดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564 ของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน, คดีชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 ของพิพัฒน์และพวกรวม 7 คน, คดีชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามการประชุม ครม. ว่าด้วยเรื่องแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินเมื่อปี 2568 ของจำเลย 7 คน (มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนดูแลคดี), คดีชุมนุมติดตาม #พีมูฟทวงสิทธิ์ บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2567 ของจำเลย 5 คน (มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนดูแลคดี), คดีคาร์ม็อบ “ขบวนสะเดิด” ปี 2564 ของกชกรและพวกรวม 3 คน
หรือบางคดี พบว่า ศาลสั่งยุติคดีเฉพาะจำเลยบางส่วนที่ไม่ได้ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 เช่น คดีปาอาหารหมาระหว่างทำกิจกรรมหน้า สภ.คลองหลวงเมื่อปี 2564 เฉพาะชนินทร์และอรรถพล และคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ปี 2563 ของจำเลย 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 แต่จำเลยที่ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 ยังคงต้องต่อสู้คดีต่อไป แม้เคยถูกพิจารณาในคดีเดียวกัน จากการชุมนุมเช่นเดียวกันมาก่อนก็ตาม
ขณะที่บางส่วน มีการยุติการพิจารณาบางข้อกล่าวหา เนื่องจากมีข้อหาตามมาตรา 112 เป็นหลัก ซึ่งไม่ได้รับนิรโทษกรรม คดีความในกลุ่มนี้จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และต้องต่อสู้คดีความต่อในข้อหาดังกล่าว ได้แก่ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ปี 2563 ของนักกิจกรรม 7 คน, คดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ของนักกิจกรรม 7 คน, คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ของนักกิจกรรมและประชาชน 13 คน, คดีปาอาหารหมาระหว่างทำกิจกรรมหน้า สภ.คลองหลวงเมื่อปี 2564 เฉพาะณัฐชนนกับพวกรวม 3 คน และคดีชุมนุมหน้ารัฐสภา #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา เมื่อปี 2563 ของภัสราวลีและพวกรวม 3 คน

.
สถานการณ์สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามีความคืบหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่พบว่าศาลใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องยาวนานกว่าคดีที่อยู่ในศาลชั้นต้น เนื่องจากต้องส่งคำร้องให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ ก่อนจะส่งศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณา แต่ก็มีบางกรณีที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณา
คดีของ วัชรพล, จตุพล, ณัฐพล และพลพล กรณีถูกกล่าวหาว่าทุบและเผารถยนต์กระบะของตำรวจบริเวณแยกดินแดง ระหว่าง #ม็อบ11มิถุนา65 ซึ่งอยู่ระหว่างชั้นฎีกา ภายหลังจากการยื่นคำร้องไปเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ศาลอาญามีคำสั่งให้ยุติคดีของทั้งสี่คนแล้วเมื่อ 19 ต.ค. 2569 ซึ่งใช้ระยะเวลาหนึ่งเดือนเศษ เป็นผลให้คดีนี้สิ้นสุดลง และพวกเขาได้รับการถอดกำไล EM หลังถูกติดมายานานกว่าสามปี
เช่นเดียวกับคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 ของนักกิจกรรม 18 คน (คดีชั้นอุทธรณ์), คดีพ่นสีสเปรย์ข้อความทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า ของสายน้ำและออย (คดีชั้นฎีกา), คดีของศักดิ์ดาและกรรภิรมย์ กรณีถูกกล่าวหาว่าเผารถยกประจำ สน.ดินแดง ใต้ทางด่วนดินแดง หลัง #ม็อบ11สิงหา64 (คดีชั้นฎีกา), คดีของอาทิตย์และน้ำเชี่ยว กรณีถูกกล่าวหาว่าเผารถควบคุมตัวผู้ต้องหาบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ระหว่าง #ม็อบ7สิงหา64 (คดีชั้นฎีกา) ทั้งหมดนี้ศาลอาญามีคำสั่งให้ยุติคดีแล้วเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569
อย่างไรก็ตาม พบกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ยกคำร้องนิรโทษกรรมในคดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนขบวนเสด็จ ของทานตะวันและนักกิจกรรมรวม 7 คน ที่ยื่นคำร้องขอให้ยุติข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามคำสั่งศาลว่าเพราะเหตุใดจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
นอกจากนั้น ยังมีคดีระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีนัดหมายฟังคำสั่งยุติคดีหรือยุติข้อหาที่ได้รับนิรโทษกรรมในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ คดีของ “เก็ท” โสภณ กรณีปราศรัยกิจกรรมทัวร์มูล่าผัว (ยุติบางข้อกล่าวหา คือ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ) นัดไต่สวนหรือฟังคำสั่งวันที่ 2 พ.ย. 2569, คดีชุมนุมบริเวณสนามหลวงเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2564 ของจำเลย 4 ราย นัดไต่สวนในวันที่ 9 พ.ย. 2569
.
อย่างไรก็ตาม พบว่าคดีบางส่วนถูกส่งสำเนาคำร้องสอบถามโจทก์ และส่งให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ซึ่งยังไม่มีนัดฟังคำสั่งหรือนัดไต่สวนอีกไม่น้อยกว่า 45 คดี ซึ่งรวมไปถึง “วิจิตร” (นามสมมติ), ขุนแผน และมานี สามผู้ต้องขังทางการเมือง แม้บางกรณีได้ยื่นคำร้องตั้งแต่ไม่กี่วันหลัง พ.ร.บ. เริ่มบังคับใช้ จนปัจจุบันระยะเวลาผ่านไปนานกว่าสองเดือนแล้ว
หรือกรณีของ “ภูมิ” และ “ไบค์” ที่ถูกฟ้องในข้อหาดูหมิ่นโดยการโฆษณาฯ จากกรณีชูป้าย “I HERE ตู่” ศาลแขวงอุบลราชธานียังไม่สามารถอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาชั้นฎีกาได้ เพราะศาลฎีกาอยู่ระหว่างการพิจารณานิรโทษกรรมและยังไม่ส่งสำนวนกลับมา หรือกรณีของฉัตรชัย แก้วคำปอด และวิศรุต สวัสดิ์วร จำเลยคดีมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากเหตุชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อปี 2563 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีไปตั้งแต่วันแรกที่กฎหมายเริ่มบังคับใช้ ก็ยังไม่มีคำสั่งออกมาเช่นกัน.
.
ส่วนคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เริ่มทยอยยื่นคำร้องขอยุติคดีไปแล้วทั้งสิ้น 7 คดี ซึ่งเป็นคดีที่จำเลยอยู่ระหว่างการถูกขังตามคำพิพากษา พบว่าศาลมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน กรณีแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดเพื่อไต่สวนหรือสอบถาม และมีคำสั่งให้ยุติคดีพร้อมปล่อยตัวผู้ต้องขัง ได้แก่ คดีของขจรศักดิ์ และคเชนทร์ กรณีถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปองและระเบิดขวดใส่ สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564, คดีของ “บาส” ประวิตร กรณีถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงป้อมตำรวจจราจรใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา64
เช่นเดียวกับในคดีของ “พีรพงศ์” กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมขว้างปาวัตถุระเบิดใส่ป้อมตำรวจ บริเวณแยกอโศกมนตรี ใน #ม็อบ11ตุลา64 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยตัว หลังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีหนังสือตอบกลับมายังสำนักงานศาลยุติธรรมว่า “ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ” ส่วนคดีของพิชัย กรณีถูกกล่าวหาว่าพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 ที่ได้รับการปล่อยตัวจากการได้รับนิรโทษกรรมแล้วเช่นกัน ยังอยู่ระหว่างติดตามคำสั่งจากศาล
อย่างไรก็ตาม พบว่ามีจำนวนสองคดี ได้แก่ คดีดูหมิ่นศาลของ “จินนี่” และคดีดูหมิ่นศาลของ “มานี-จินนี่” ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องนิรโทษกรรม โดยระบุว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง แต่ไม่ได้มีการอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ได้เป็นการเข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง
นอกจากนั้นสำหรับคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ศาลอาญามีนัดไต่สวนนิรโทษกรรมคดีชุมนุม #ตามหานาย หน้าประตูทางเข้า ม.พัน 4 พล.1 รอ. ของ “ไมค์” ภาณุพงศ์, “หอย” ธนชัย และ “บอส” ฉัตรมงคล ในวันที่ 23 พ.ย. 2569
นอกจากนี้ คดีในชั้นอัยการ ได้มีการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาระงับหรือยุติการสอบสวนและการฟ้องคดีไปแล้ว 4 คดี มีเพียงหนึ่งคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งยุติคดี คือ คดีชุมนุม #ท่าแพจะไม่ทน ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 38 คน ส่วนคดีชั้นตำรวจยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
ปัญหาอย่างหนึ่ง คือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้ ยังไม่ได้มีลักษณะเป็น “ผู้ริเริ่ม” พิจารณาคดีต่าง ๆ ที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม รวมทั้งการลบล้างประวัติอาชญากรรมด้วยตนเอง แต่ต้องเป็นภาระของฝ่ายจำเลยหรือผู้เคยถูกดำเนินคดี ที่ต้องไปดำเนินการในคดีต่าง ๆ ในรายคดีด้วยตนเอง โดยเฉพาะในยุคคดีหลังปี 2563 ที่นักกิจกรรมหลายคดีถูกกล่าวหาในจำนวนคดีค่อนข้างมากกว่ายุคก่อน ๆ อีกด้วย
.
จำเลยคดีการเมือง 5 ราย ได้ถอดกำไล EM หลังศาลอาญาสั่งยุติคดี เหลืออีก 1 คน
จำเลยคดีทางการเมืองจำนวน 5 ราย ใน 2 คดี ได้รับอนุญาตให้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติคดี คดีแรกคือ กรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564 เป็นผลให้ “ยาใจ” ทรงพล และ “ไดโน่” นวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มานานกว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ จากการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น
ส่วนอีกคดีหนึ่งคือ กรณีชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ หรือ #ม็อบ11มิถุนา65 เป็นผลให้ “อาร์ม” วัชรพล, “เก่ง” พลพล และ “ต้อม” จตุพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่ต่อเนื่องเกือบสามปีเต็ม จากการประกันตัวชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา

.
ผู้ต้องขังการเมืองอย่างน้อย 6 คน ยังรอการปล่อยตัวจากศาล
ในรอบสองเดือนที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 9 ราย ได้รับการปล่อยตัวจากการถูกคุมขังหลังจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกอย่างน้อย 6 ราย ที่รอได้รับการปล่อยตัวจากศาล เนื่องจากคดีน่าจะเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ “วิจิตร” (นามสมมติ), “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, “มานี” เงินตา คำแสน,“จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง และอีกสองรายที่ศูนย์ทนายฯ ติดตามความคืบหน้าคือ ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” และ “กวี” (นามสมมติ)
สำหรับ “วิจิตร” เขาถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์คดีมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี ซึ่งทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวไปตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2569 จนถึงปัจจุบันผ่านมานานกว่าสองเดือน ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมา แม้ทนายความได้ติดตามขอให้ศาลอุทธรณ์เร่งรัดมีคำสั่งแล้วก็ตาม
ส่วน “ขุนแผน” และ “มานี” ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112, ดูหมิ่นศาล หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยในสามข้อหาสุดท้ายเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม จึงเป็นเหตุให้ต้องรับโทษเฉพาะข้อหามาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์คดีมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 หลังศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน สำหรับกรณีนี้ยังรอคำสั่งจากศาลอุทธรณ์มาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
ส่วน “จินนี่” ถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นศาลฯ 2 คดี คือ คดีปราศรัยหน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ร่วมกับ “มานี” และคดีปราศรัยหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งทั้งสองคดีได้รับนิรโทษกรรม โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษ ล่าสุดศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้นก็ตาม โดยทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งในส่วนนี้ต่อไป
ส่วน ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” ที่ถูกคุมขังในคดีจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ปี 2553 และกรณีของ “กวี” (นามสมมติ) ที่ถูกคุมขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งยังต้องติดตามผลต่อไป

.
ความคืบหน้าของคณะกรรมการและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย
แม้การนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องโดยศาลชั้นต้นทยอยสั่งยุติคดีและปล่อยตัวผู้ต้องขังบางส่วนแล้ว แต่กระบวนการโดยรวมยังคงมีข้อท้าทายและความล่าช้า โดยเฉพาะในชั้นศาลสูงที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องอีกหลายคดี
รวมถึงกระบวนการในชั้นตำรวจและอัยการ ที่ยังมีคดีอีกจำนวนมากค้างอยู่ หรือในเรื่องการลบประวัติอาชญากรรมให้แก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม จะดำเนินการโดยหน่วยงานของตำรวจเอง หรือผู้เคยถูกดำเนินคดีในแต่ละคนต้องไปดำเนินการด้วยตนเอง ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามผลในทางปฏิบัติต่อไป
ในส่วนความคืบหน้าของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ ชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน และชุดสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมทั้งเตรียมเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียนจากประชาชน
กรรมการได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผลการดำเนินการภายใน 30 วัน รวมถึงยืนยันแนวทางให้หน่วยงานปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ได้ทันที ส่วนกรณีที่มีปัญหาความไม่ชัดเจนหรือถูกปฏิเสธ จะเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณา แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบความคืบหน้าเรื่องวันประชุมนัดถัดไป รวมถึงผลการดำเนินการนิรโทษกรรมในช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน “บัส” เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและและอดีตกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ของวุฒิสภา ได้ยื่นหนังสือสอบถามประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อให้เร่งออกข้อเสนอและมาตรการให้แก่ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้สิทธินิรโทษกรรม รวมถึงได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการเร่งรัดจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยประธานวุฒิสภาอนุมัติให้ถามและต้องตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วัน
และล่าสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขสามารถออกข้อเสนอแนะไปยังศาลและคณะรัฐมนตรีเพื่อให้สิทธิประกันตัวสำหรับผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่ยังไม่ถึงที่สุด หรือแยกแดนคุมขังหรือบริหารโทษต่างๆ ได้ทันที และไม่ต้องรอครบ 180 วัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผู้ไม่ถูกนับรวมในกฎหมายนิรโทษกรรม
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ติดตามสถานการณ์นิรโทษกรรมคดีการเมืองตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ที่ไม่รวม ม.112
หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อย่างมีบรรทัดฐาน
