ศาลสั่งปล่อยตัว ‘พีรพงศ์-พิชัย’ ช่วงค่ำวานนี้ หลังคดีได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 2569) พิชัย (สงวนนามสกุล) วัย 34 ปี  และ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) วัย 28 ปี สองผู้ต้องขังทางการเมืองจากการชุมนุมทะลุแก๊ซ ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากคดีได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 หลังจากทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้ปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับพีรพงศ์ เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวางตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568 รวมแล้วถูกขัง 642 วัน หรือ 1 ปี 9 เดือนเศษ จากโทษจำคุกของศาลอุทธรณ์ 2 ปี 4 เดือน 15 วัน กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมขว้างปาวัตถุระเบิดใส่ป้อมตำรวจ บริเวณแยกอโศกมนตรี ใน #ม็อบ11ตุลา64 

ส่วนพิชัย เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดเช่นกัน ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2568 อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะถูกย้ายมาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม รวมแล้วถูกขัง 386 วัน หรือ 1 ปีเศษ จากโทษจำคุกของศาลอุทธรณ์ 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในคดีที่ถูกกล่าวหาพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ซ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564 

.
ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวพิชัย และ “พีรพงศ์” เนื่องจากคดีของทั้งสองคนเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับนิรโทษกรรมตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทุกข้อกล่าวหา แต่พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้มีแนวทางให้ส่งคำร้องทั้งหมดไปให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย 

จากนั้นทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 พร้อมอ้างถึงหนังสือของศาลฎีกาที่กำหนดแนวทางให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจสั่งยุติคดีได้ทันที หากมีข้อเท็จจริงเพียงพอและชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชี้ขาด พร้อมอ้างถึงคดีอื่น ๆ ที่ศาลมีคำสั่งยุติคดีและปล่อยตัวผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังคงมีคำสั่งว่า “รอไว้สั่งเมื่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขตอบกลับแล้ว” 

จากนั้น ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา และยังไม่ทราบความคืบหน้าใด ๆ จนกระทั่งช่วงค่ำของเมื่อวานนี้มี ภราดร เกตุเผือก สื่อพลเมือง ได้โพสต์แจ้งว่าพีรพงศ์จะได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำของวันดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับการปล่อยตัวดังกล่าว ทนายความอยู่ระหว่างการติดตามคำสั่งจากศาล ต่อมาจึงทราบว่าพิชัยก็ได้รับการปล่อยตัวในค่ำวันเดียวกัน

.

‘พิชัย-พีรพงศ์’ ได้รับการปล่อยตัวช่วงค่ำของวันที่ 20 ต.ค. หลังศาลมีหมายปล่อย โดยทั้งสองไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้า ยังไม่ทันได้เก็บของ-ไม่ได้บอกลาเพื่อนผู้ต้องขัง

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดต่อพิชัยและพีรพงศ์ในวันนี้ (21 ต.ค. 2569) หลังทราบว่าถูกปล่อยตัวในช่วงค่ำวาน ทั้งสองคนระบุว่าเป็นการปล่อยตัวอย่างกระทันหันเพราะไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน เนื่องจากศาลและเรือนจำไม่ได้มีนัดหมายหรือมีการแจ้งให้ทราบ ซึ่งพีรพงศ์ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวางเล่าว่าในขณะที่ตนนอนหลับอยู่ เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม มีเจ้าหน้าที่เรือนจำมาปลุกกลางดึกและสอบถามชื่อและเลขประจำตัวผู้ต้องขัง และแจ้งว่าตนได้รับการปล่อยตัว 

ส่วนพิชัย เล่าว่าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีการปล่อยผู้ต้องขังกลางดึกบ่อย จึงไม่ได้แปลกใจ แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาหา ตอนแรกเข้าใจว่าโดนสั่งย้ายห้องเพราะในช่วงที่ผ่านมามีปัญหากับเจ้าหน้าที่ จนกระทั่งทราบว่าเป็นการปล่อยตัว

จากการปล่อยตัวที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน พิชัยเล่าว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เร่งเร้ามากจนไม่มีเวลาเอาข้าวของในล็อกเกอร์ออกมา ซึ่งข้างในมีเสื้อผ้ากีฬารวมถึงรองเท้าผ้าใบด้วย ยังดีที่สามารถเอาจดหมายออกมาได้ ส่วนพีรพงศ์แม้เจ้าหน้าที่จะให้เวลาในการเก็บข้าวของส่วนตัว แต่ตนเสียดายที่ไม่ได้บอกลาเพื่อน ๆ ผู้ต้องขังที่รู้จักกันและค่อยช่วยเหลือดูแลกันมาตลอด

.

ความสะอาดและความป่วยไข้ เรื่องใหญ่ที่เรือนจำต้องแก้

เมื่อพูดถึงความเป็นอยู่ในช่วงที่ผ่านมาภายในเรือนจำ ทั้งสองคนต่างชี้ว่าเรื่องความสะอาดเป็นเรื่องที่ทุกเรือนจำต้องปรับปรุง พอไม่มีความสะอาดก็มีโรคและความป่วยไข้ตามมา พิชัยเล่าว่าที่เรือนจำกลางคลองเปรม ผ้าห่มประจำตัวนั้นก็ไม่ค่อยได้ซัก โดยหากใครเอาผ้าห่มลงมาซักจะโดนทำโทษ เนื่องจากที่ในเรือนจำมีที่ตากผ้าห่มไม่พอ น้ำก็ไม่พอ เปิดปิดเป็นเวลา แต่ก็มีบริการจ้างซักผ้าผืนละ 30 บาท รวมถึงนักโทษบางคนก็รับจ้างซักผ้าห่ม โดยจ่ายค่าบริการเป็นกาแฟซอง

ส่วนที่เรือนจำกลางบางขวาง พีรพงศ์เล่าว่าผ้าห่มสามารถซักได้ทุกสัปดาห์ตามวันซักที่กำหนดไว้ ส่วนฟูกนอนก็สามารถเอามาตากแดดได้ แต่ของบางคนทั้งเบาะนอนและฟูกนอกก็เก่ามาก ยังดีที่ของตนได้รับส่งต่อมาจากผู้ต้องขังคนอื่นนั้นยังมีสภาพที่ดีอยู่

ปัญหาความไม่สะอาดในเรือนจำยังส่งผลให้ผู้ต้องขังมีอาการป่วยไข้บ่อย และโดยส่วนตัวทั้งพีรพงศ์และพิชัยเอง พอได้รับอิสรภาพออกมาแล้ว หากมีโอกาสก็อยากตรวจสุขภาพเหมือนกัน เนื่องจากความกังวลหลังจากอยู่ในพื้นที่ที่ขาดความสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงน้ำท่วมที่ใหญ่ที่ผ่านมา พีรพงศ์เล่าว่าที่เรือนจำกลางบางขวางไม่ได้มีน้ำท่วมภายในเรือนจำ จะมีก็เพียงน้ำท่วมขังเมื่อเวลาฝนตกติดต่อกันหลายชั่วโมง เนื่องจากไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเท่านั้น อีกทั้งที่เรือนจำนี้ยังมีการวางเครื่องสูบน้ำเตรียมการไว้อยู่ตลอดเวลา

ขณะที่พิชัยเล่าว่าที่เรือนจำกลางคลองเปรมน้ำท่วมเป็นเวลานานกว่าสัปดาห์ และท่วมถึงเอวของตน ส่งผลให้น้ำไม่ไหล เนื่องจากเครื่องปั๊มน้ำพัง และต้องมีการเวียนใช้น้ำไปแต่ละแดน เป็นเวลากว่า 7 วันที่ผู้ต้องขังต้องอยู่แต่ชั้นบนของเรือนจำและไม่ได้อาบน้ำเลย พิชัยเองซึ่งเป็นผู้ช่วยงานต้องยกหม้ออาหารขนาดใหญ่ขึ้นด้านบนเพื่อแจกจ่ายอาหารให้เพื่อนผู้ต้องขังตามห้องต่าง ๆ 

ชีวิตหลังได้รับอิสรภาพ กังวลที่สุดคือการหางาน อยากให้สังคมไม่ตัดสิน

เมื่อถามเรื่องความกังวลในชีวิตหลังได้รับอิสรภาพ ทั้งสองคนเล่าว่าการสมัครงานเป็นความกังวลใหญ่ของทั้งคู่ ทั้งสองคนต้องการทำงานเพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ โดยพีรพงศ์เล่าว่าที่เรือนจำกลางบางขวางมีอบรมฝึกอาชีพ ซึ่งก็มีเพื่อนหลายคนฝึกฝนวาดรูปจนออกไปก็สามารถนำไปประกอบอาชีพหลังได้รับอิสรภาพ และยังมีการมีอบรมตัดผม วาดรูป ชงกาแฟ ฯลฯ อีกด้วย ส่วนพิชัยได้เข้าอบรมช่างตัดผมที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นหลักสูตร 3 เดือนของกรุงเทพมหานคร และได้โอกาสได้ช่วยตัดผมให้กับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ที่แดนด้วย

ทั้งสองคนอยากฝากถึงสังคมว่า ไม่อยากให้ตัดสินหรือตัดโอกาสคนที่ต้องโทษครั้งแรก ซึ่งหากไปตัดโอกาสเขาเนื่องจากมีประวัติอาชญากรรมติดตัว มันก็ไปบีบคนให้ต้องไปกระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งตนก็พบเห็นบ่อย ๆ ภายในเรือนจำ

.

อย่างไรก็ดี แม้ทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากได้รับนิรโทษกรรม จึงต้องได้รับการลบข้อมูลประวัติอาชญากรรมด้วยตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรา 8 วรรคสาม แต่ในทางกระบวนการก็ยังไม่เป็นแน่ชัดว่าการลบข้อมูลประวัติอาชญากรรมจะเป็นไปโดยอัตโนมัติหลังจากมีคำสั่งนิรโทษกรรมแล้ว หรือผู้ได้รับการนิรโทษกรรมจำเป็นต้องดำเนินการต่อด้วยตนเอง

ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ยังคงมี “วิจิตร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, “มานี” เงินตา คำแสน, และ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และดูหมิ่นศาล (ได้รับนิรโทษกรรมบางข้อกล่าวหา) และ “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง ผู้ต้องขังคดีดูหมิ่นศาล ซึ่งจากการติดตามจนถึงวันนี้ (21 ต.ค. 2569) ยังคงอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์

สำหรับกรณีของวิจิตร ได้มีการยื่นคำร้องผ่านมาเป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว ส่วนกรณีของมานี ขุนแผน และจินนี่ได้มีการยื่นคำร้องพร้อมกับพิชัยและพีรพงศ์ แต่พบว่าศาลยังไม่มีคำสั่งออกมาแต่อย่างใด

X