เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 เว็บไซต์พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในการนิรโทษกรรมทางการเมือง สำหรับการชุมนุมหรือแสดงออกทางเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568
อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดยกเว้น ไม่ครอบคลุมการกระทำความผิดฐานทุจริต ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดแก่ชีวิตหรือทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 3)
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการนั้น แม้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ผู้ที่เข้าข่ายจะยังไม่ได้การรับการนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขขึ้น เพื่อออกประกาศหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องและจัดทำช่องทางให้ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมได้ต่อไป (มาตรา 4 และ 6)
หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มีกรอบระยะเวลาจะต้องมีการประชุมครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ (ภายในวันที่ 23 ก.ย. 2569) (มาตรา 4 วรรค 3)
หลังจากการประชุมครั้งแรก คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจึงจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน (ประมาณ 6 เดือน) หากคณะกรรมการยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ สามารถขยายได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน (รวมแล้วจึงขยายระยะเวลาได้อีกประมาณ 6 เดือน) (มาตรา 12)
ดังนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการตั้งคณะกรรมการและจะประกาศหลักเกณฑ์การขอนิรโทษกรรมต่อไป ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องจะยื่นเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้อง ภายหลังการประกาศหลักเกณฑ์และช่องทางการยื่นขอนิรโทษกรรมของคณะกรรมการฯ
ทั้งนี้คณะกรรมการถูกให้อำนาจเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีที่มีการร้องขอนิรโทษกรรมดังกล่าว จะเข้าเงื่อนไขการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. นี้ หรือไม่
ขณะเดียวกัน สำหรับคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล พบว่าหลังพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้แล้ว เริ่มมีคดีที่ศาลสั่งยุติคดีเอง เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ตามมาตรา 8 ซึ่งให้กลไกในกระบวนการยุติธรรมยุติคดีได้ ได้แก่ คดีชุมนุมฝ่าฝืนพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ #16สิงหาไล่ล่าทรราช เมื่อปี 2564 แต่ยังต้องติดตามแนวทางการพิจารณาเรื่องนี้ในคดีต่าง ๆ ต่อไป
.
สรุปเงื่อนไขและผลของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
1. ความผิดที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม ต้องเป็น “การกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง” ความผิดตามระบุท้าย พ.ร.บ. รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพันกัน (ม.7)
ทั้งนี้ยังต้องติดตามว่าหากฐานความผิดนั้น ๆ ไม่ได้มีในบัญชีแนบท้าย และไม่ได้มีการยกเว้นไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีความเกี่ยวพันกันกับการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง จะเข้าข่ายนิรโทษกรรมหรือไม่
2. มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือมีแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 (ม.7)
3. ผลของการทำให้คดีนั้นได้รับการนิรโทษกรรม
- หากคดีอยู่ในชั้นสอบสวน หรืออยู่ระหว่างพิจารณาของพนักงานอัยการ ให้ระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี (ม.8 วรรค 1)
- หากคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ม.8 วรรค 1)
- หากคดีศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และหากผู้นั้นอยู่ระหว่างรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป (ม.8 วรรค 2)
- กรณีที่มีบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นสิ้นผล โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบประวัติอาชญากรรม (ม.8 วรรค 3)
4. กรณีเป็นความผิดทางแพ่ง
- ถ้าเป็นความผิดทางแพ่งต่อหน่วยงานรัฐ ให้เป็นยุติ (ม.9)
- ถ้าเป็นความผิดทางแพ่งต่อบุคคลทั่วไป ไม่ตัดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย (ม.10)
5. สำหรับเด็กหรือเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หากคดีไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ สามารถร้องขอให้คณะกรรมการฯ จัดทำ “แผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู” ส่งให้อัยการ เพื่อใช้มาตรการยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายศาลเยาวชนฯ ได้ แต่ไม่รวมถึงคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.11)
ทั้งนี้จากการติดตามคดีเด็กและเยาวชนของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2563 เป็นต้นมานั้น พบว่าคดีของเด็กและเยาวชนจากการชุมนุมทางการเมือง ที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 นั้น มีแนวโน้มจะเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตามมาตราอื่น ๆ อยู่แล้ว มีแต่เพียงคดีมาตรา 112 ที่ถูกยกเว้นไว้ในมาตรา 3 เท่านั้น แต่มาตรานี้ กลับบัญญัติยกเว้นซ้ำอีกครั้ง จึงแทบไม่มีผลใดในทางปฏิบัติ
.
.
