วันที่ 25 ส.ค. 2569 ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564
ศาลได้มีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบทความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทำให้วันนี้ทรงพลและ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม ได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ทันที
.
#ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช
การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา ของกลุ่มทะลุฟ้า เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ในชั้นตำรวจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567
ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีแก่ทรงพลและพวก รวม 4 คน โดย เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร หนึ่งในจำเลยเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง (ศาลพิพากษาปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี) ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้ฟ้องเข้ามาใหม่
ในระหว่างที่รออัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ในการฟ้องครั้งแรกที่ให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) กลับไม่ได้สิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อให้มีการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 จำเลยทั้งสามถูกสั่งฟ้องใหม่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ (16 พ.ค. 2568)
ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 และต่อมาได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2569
.
ศาลสั่งยุติคดี ตามมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
วันที่ 25 ส.ค. 2569 เวลา 09.42 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 912 ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้
ทางทนายจำเลยแถลงว่า ในวันนี้ได้ยื่นคำร้องขอศาลสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมาย
ศาลแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องก็ได้ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 ข้อหาตามท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด
ศาลเห็นว่า ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุม หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัด ภายในเขตพื้นที่มีคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อหาตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำตามท้าย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามมาตรา 7 บัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดี ตามมาตรา 8 ยกเลิกการสืบพยานในคดี
.
หลังศาลอ่านคำสั่งเสร็จ จำเลยทั้งหมดได้ปรึกษาทนายต่อเกี่ยวกับเรื่องของการถอดกำไล EM โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ทันที
ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM ทำให้จำเลยสองราย ได้แก่ ทรงพลและนวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มากว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ แต่จำเลยอีกหนึ่งรายยังต้องติดกำไล EM ตามคำสั่งศาลในอีกคดีหนึ่งอยู่
