อัยการเพิ่งสั่งฟ้องคดี “4 นักกิจกรรมทะลุฟ้า” ชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 64 ศาลให้ประกัน แต่ต้องติด EM 

วันที่ 16 พ.ค. 2568 ที่ศาลอาญา  พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5) ได้ยื่นฟ้องคดีของนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า 4 คน ได้แก่ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์, นวพล ต้นงาม, พิมชนก จิระไทยานนท์ และเจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร ในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 4 ปีแล้ว 

ย้อนกลับไปในเหตุแห่งคดีนี้ การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

คดีนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมทั้งสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567 จากนั้นอัยการได้นัดฟังคำสั่งในคดีนี้ในแต่ละเดือนเรื่อยมา จนถึงวันนี้ได้มีคำสั่งฟ้องคดี

.

อัยการฟ้องคดี 4 นักกิจกรรม กล่าวหาเป็นผู้จัดการชุมนุม ทำให้เกิดความวุ่นวาย

คดีนี้มี สรัชชพงศ์ สุริยะวงศาสกุล พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้เรียงฟ้องคดี ในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสาม และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216

 โดยมีใจความสำคัญในคำฟ้องระบุว่า ในวันที่ 16 ส.ค. 2564 จำเลยทั้งสี่คนเป็นหัวหน้าในการประกาศชักชวนประชาชนให้เข้ามาร่วมชุมนุมทางการเมืองผ่านทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ และทางเฟซบุ๊ก โดยใช้เพจที่ชื่อว่า ‘ทะลุฟ้า – thalufah’ ซึ่งมีการตั้งค่าเป็นเพจสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ 

มีข้อความระบุว่า ‘#ม็อบ16สิงหา ไล่ล่าทรราช เราจะเดินไปบ้านประยุทธ์’ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน ได้ร่วมชุมนุมกันปิดการจราจรทางเท้าบริเวณดังกล่าว 

จากนั้นจำเลยและพวกได้สั่งการให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนเพื่อมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เผชิญหน้าประชิดแนวรั้วลวดหนามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ขึงเอาไว้เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้เส้นทางดังกล่าวไปยังทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการกีดขวางทางสาธารณะ และไม่ได้รับอนุญาตให้มีการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่

ทั้งในขณะนั้นเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ผู้จัดชุมนุมได้จัดกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมืองโดยไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคระบาด และสถานที่ชุมนุมเป็นพื้นที่ที่มีการกำหนดควบคุมให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด 

นอกจากนี้ อัยการระบุว่า ภายหลัง พ.ต.อ.นิมิต นูโพนทอง ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ได้แจ้งให้จำเลยและผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมทันที แต่จำเลยทั้งสี่คนยังไม่ยอมเลิก และได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาล โดยใช้เครื่องขยายเสียงที่นำมาติดตั้งไว้บนรถยนต์ที่เคลื่อนขบวน รื้อและตัดแนวรั้วลวดหนามของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขึงกั้นไว้ ตลอดจนใช้กำลังประทุษร้าย ขว้างปาวัตถุคล้ายระเบิด ประทัดยักษ์ ใช้หนังสติ๊กลูกแก้ว หัวน็อต น้ำผสมสีปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. อีกด้วย 

หลังศาลอาญารับฟ้องไว้ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์ประกันตัวคนละ 50,000 บาท กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ทั้งยังกำหนดห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นอุปสรรค หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว และวางข้อกำหนดห้ามชุมนุมยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยหลักประกันได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564 กลุ่มทะลุฟ้ามีการจัดการชุมนุมแทบจะรายวัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวนมาก แต่แนวทางการพิจารณาของอัยการแตกต่างกันไป มีทั้งคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี โดยเห็นว่าการชุมนุมไม่มีสภาพแออัด เป็นเพียงขึ้นเวทีปราศรัยแสดงความคิดเห็นถึงข้อเรียกร้องที่ประชาชนสามารถกระทำได้ เช่น คดีชุมนุม #ศุกร์13ไล่ล่าทรราช บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือ คดีชุมนุม #ม็อบ18สิงหาไล่ล่าทรราช ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ในอีกบางคดีอัยการก็ยังคงสั่งฟ้องคดีอยู่

X