วานนี้ (7 ก.ค. 2568) ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์, นวพล ต้นงาม, พิมชนก จิระไทยานนท์ (หรือนามสกุลเดิม ใจหงษ์) ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564
.
การสั่งฟ้องใหม่ดังกล่าว เนื่องจากมีจำเลยหนึ่งรายในคดีเดิม ให้การรับสารภาพ ทำให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีของทั้งสามคนชั่วคราวและให้อัยการฟ้องเข้ามาใหม่ ทั้งสามคนยังยืนยันให้การปฏิเสธ ในช่วงเย็นของวัน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางเงินประกันตัวคนละ 50,000 บาท และยังคงสั่งให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) พร้อมกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 ส.ค. 2568
#ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช เดิมถูกสั่งฟ้องสี่คนก่อน ‘เจษฎาภรณ์’ รับสารภาพ จึงแยกฟ้องจำเลยสามคนอีกครั้ง
กรณีนี้ หลังคดีถูกสั่งฟ้องไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยนอกจากนักกิจกรรมทั้งสาม ยังมี เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร เป็นจำเลยอีกราย ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ศาลอาญานัดถามคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในคดี และเจษฎาภรณ์ได้ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจของจำเลยเพิ่มเติม พร้อมนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 ส.ค. 2568 เวลา 09.30 น.
ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (ทรงพล, นวพล, พิมชนก) ให้จำหน่ายคดีชั่วคราว และให้อัยการโจทก์ฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน
.
สั่งฟ้องคดีใหม่: ทรงพล – นวพล – พิมชนก ศาลให้ประกันตัวก่อนกำหนดเงื่อนไขติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM)
จนวันที่ 7 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5) เป็นผู้สั่งฟ้องคดีของทั้งสามคนต่อศาลอาญาใหม่อีกครั้ง โดยทั้งสามถูกนำตัวไปที่ห้องเวรชี้ ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามฟัง (อ่านคำฟ้องได้ที่นี่) ทั้งสามยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
ต่อมาในเวลา 17.10 น. ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้ง 3 คนระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้
โดยศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 9.00 น.
.
ทรงพล – เจษฎาภรณ์ ยื่นคำร้องขอถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ระหว่างศาลจำหน่ายคดีชั่วคราวและรอสั่งฟ้องใหม่ แต่ศาลยกคำร้อง
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หลังศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ทรงพล และเจษฎาภรณ์ ยังได้ยื่นคำร้องขอถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ต่อศาลอาญา โดยคำร้องระบุใจความสำคัญดังนี้
ในส่วนของทรงพล ระบุเหตุผลว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพเป็นนักกีฬาอิสระประเภทมวย ซึ่งในการเข้าร่วมการแข่งขันในแต่ละครั้งจะได้รับค่าตอบแทน แต่การติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้เนื่องจากขัดต่อกฎเกณฑ์ตามมาตรฐานของกีฬามวย ซึ่งการที่จำเลยไม่สามารถประกอบอาชีพได้ กระทบความเป็นอยู่และรายได้ที่จำเลยต้องส่งเสียเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว
ส่วนกรณีของเจษฎาภรณ์ ยื่นคำร้องระบุเหตุผลว่า ปัจจุบันจำเลยกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งตามโครงสร้างหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องฝึกงาน ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในรายวิชาบังคับ การที่จำเลยต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ที่ข้อเท้าตลอดเวลาในระหว่างการฝึกงาน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงในการให้บริการของจำเลย และกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถานที่ฝึกงาน หากจำเลยไม่สามารถสำเร็จการฝึกงานในรายวิชาดังกล่าว ก็จะส่งผลให้จำเลยไม่สามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามหลักสูตร
เหตุดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเหตุหรือพฤติการณ์หลบหนี หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น และจำเลยไม่เคยทำผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนด รวมถึงปฏิบัติตามคำสั่งเคร่งครัดมาโดยตลอด จึงขอให้ศาลยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้จำเลยติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) หรือปลดสัญญาณอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อให้ทรงพลสามารถกลับไปประกอบอาชีพต่อไปได้ และเพื่อให้เจษฎาภรณ์สำเร็จการศึกษาได้
.
ภายหลังที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลไป ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ อยู่ระหว่างสืบเสาะและนักฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 จึงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ลงทะเบียนวิชาดังกล่าวและอยู่ในช่วงเปิดเรียนแล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุปลด EM ยกคำร้อง”
ส่วนในกรณีทรงพล ศาลมีคำสั่งยกคำร้องเช่นกัน ระบุว่า “พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่านับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จนถึงวันที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจนติด EM จำเลยที่ 1 มีการชกมวยตามที่อ้าง และตามคำร้องยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถอด EM เนื่องจากเป็นเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราวเพื่อป้องกันการหลบหนี จึงให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบ”
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวแก่จำเลยทั้งสามคนแล้ว และอยู่ในระหว่างรอสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ นั้นมีข้อสังเกตว่าเงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ภายหลังการสั่งฟ้องในครั้งแรก ซึ่งรวมไปถึงการติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) จะสิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราวแล้วหรือไม่ จนกว่าจะมีการสั่งฟ้องคดีเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้ง แต่ในกรณีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) แก่จำเลยทั้งสามคนที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไปแล้ว
