เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 เวลา 09.30 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ เจษฎาภรณ์ โพธิ์เพชร ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564
ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกรวม 2 ปี และปรับ 20,000 บาท ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากให้การรับสารภาพ คงจำคุก 12 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
.
สำหรับเหตุในคดีนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 มีการชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ต่อมาในวันที่ 2 ก.ย. 2564 มีนักกิจกรรม 4 คน ได้แก่ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์, นวพล ต้นงาม, พิมชนก จิระไทยานนท์ และ เจษฎาภรณ์ โพธิ์เพชร เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกที่ สน.นางเลิ้ง และให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
คดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี จนเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567 พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีทั้งสี่คนต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่กำหนดให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ติดตามตัวด้วย
สำหรับข้อหาที่ถูกสั่งฟ้องทั้งสิ้น 3 ข้อหา ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสาม และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216
ในนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 เจษฎาภรณ์เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง เนื่องจากอยากให้คดีสิ้นสุดลงโดยเร็ว เนื่องจากยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี การถูกให้ติด EM และภาระทางคดี ล้วนส่งผลกระทบต่อการเรียนและฝึกงาน ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจของจำเลย และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 ส.ค. 2568
ในส่วนของจำเลยอีกสามคนในคดีนี้ (ทรงพล, นวพล, พิมชนก) ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว และพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องเป็นคดีใหม่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 และคดีอยู่ระหว่างรอการนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไป
.
ศาลพิพากษาว่าผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 12 เดือน ปรับ 1 หมื่น รอการลงโทษไว้ 2 ปี
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 802 เจษฎาภรณ์และทนายความเดินทางมาศาล ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา โดยสรุปใจความสำคัญว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด ดังนี้
1. ฐานเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท
2. ฐานร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัดโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกกรรมละ 6 เดือน และปรับกรรมละ 5,000 บาท รวมโทษจำคุกเป็น 12 เดือน ปรับ 10,000 บาท
เมื่อพิจารณาจากรายงานการสืบเสาะแล้วพบว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประวัติส่วนตัวไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง ประกอบกับกำลังศึกษาอยู่ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน
.
หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจษฎาภรณ์ได้ไปจ่ายค่าปรับต่อศาล ก่อนที่จะเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ จากนั้นจึงกลับมาศาลอาญาอีกครั้งหนึ่งเพื่อดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) จากที่เคยถูกติดไว้หลังได้รับประกันตัวชั้นพิจารณาคดี
