ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก “ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์” คนละ 2 ปี ฐานพยายามวางเพลิงรถยกตำรวจ ในชุมนุม #ม็อบ11สิงหา64 ก่อนได้ประกันตัว

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ศักดิ์ดา” (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี และ “กรรภิรมย์” (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า วางเพลิงเผารถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังการชุมนุมเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564

.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปจนบรรลุผลแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยและทรัพย์สิน ก่อนที่จะอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา

.

ถูกจับกุมและบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี

ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2564 ศักดิ์ดาถูกจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1388/2564 โดยในบันทึกจับกุมที่ตำรวจให้ศักดิ์ดาลงลายมือชื่อ มีข้อความระบุว่า “ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ถูกจับกุมไม่ประสงค์จะพบและปรึกษาทนายความ” และตำรวจยังให้เขียนคำรับสารภาพโดยไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ต่อมาในวันที่ 16 ก.ย. 2564 กรรภิรมย์ก็ถูกตำรวจชุดจับกุมรวม 8 นาย นำหมายจับของศาลอาญาที่ 1505/2564 เข้าติดตามจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา โดยที่ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน ชุดจับกุมยังให้กรรภิรมย์เขียนคำรับสารภาพ และยังให้ลงนามรับรองว่าเป็นบุคคลในภาพถ่ายระหว่างการชุมนุมเพื่อประกอบคำรับสารภาพด้วย โดยกระบวนการนี้ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย 

ในชั้นตำรวจทั้งสองให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง ต่อมาพนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องศักดิ์ดา เป็นจำเลยที่ 1 และ กรรภิรมย์ เป็น จำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 

การสืบพยานในคดีนี้มีขึ้นวันที่ 2-3 ก.พ. 2566 โดยในชั้นศาลทั้งสองรับสารภาพในข้อหาอื่น ๆ แต่ปฏิเสธว่าในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ

วันที่ 15 มี.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาว่า ทั้งสองมีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คือ ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุกทั้งสองคนละ 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือคนละ 2 ปี เนื่องจากให้การรับสารภาพ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ จำเลยทั้งสองได้ยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ และ ด้วยวัยขณะเกิดเหตุยังเป็นวัยรุ่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ

.

อุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกคนละ 2 ปี เห็นว่า ผลแห่งการก่อเหตุได้บรรลุแล้ว และพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.00 น. ศักดิ์ดาและกรรภิรมย์เดินทางมายังห้องพิจารณาโดยมีครอบครัวและประชาชนมาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษา รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากโครงการ Freedom Bridge 

เวลา 11.03 น. ผู้พิพากษาได้เรียกคดีนี้และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า 

1. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองพยายามกระทำความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น แต่ได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ อันจะเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่

เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น เป็นกรณีที่มีการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเกิดความรู้สึกนึกคิดเองดังที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์นั้น ไม่ใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิด 

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

2. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองหรือไม่ 

เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่า 18 ปี และ 19 ปี ซึ่งปรากฏตามฟ้องมีสถานะนักศึกษาย่อมมีความรับผิดชอบชั่วดีต่อการกระทำของตนเองได้แล้วว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดมิใช่วิสัยที่นักศึกษาทั่วไปพึงกระทำ 

แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่คำนึงถึงความผิดถูกและขาดความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีโอกาสเล่าเรียน แต่กลับกระทำพฤติการณ์ส่อไปในทางเป็นแก๊งวัยรุ่นนอกกฎหมายหรือกลุ่มอันธพาลเสียยิ่งกว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเล่าเรียน 

อีกทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำคุกเพื่อให้เข็ดหลาบและป้องปรามมิให้นักศึกษาหรือผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำการในลักษณะเช่นนี้อีก 

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เป็นการกำหนดโทษและใช้วิธีการลงโทษที่เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

.

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายประกันได้เข้ามาพูดคุยสอบถามกับจำเลยทั้งสองก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคล้องกุญแจมือจำเลยทั้งสองเข้าด้วยกัน และนำตัวไปยังชั้นใต้ถุนของศาลอาญาเพื่อรอฟังผลการประกันตัว

.

เวลา 18.00 น. ทนายความได้รับแจ้งจากนายประกันว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ในรายละเอียดคำสั่งยังคงต้องติดตามต่อ

X