วันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของขับรถเครื่องเสียงของเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ได้แก่ “ไนน์” อายุ 45 ปี และ “เปิ้ล” อายุ 34 ปี (สงวนชื่อสกุล) ที่ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุจากการนำรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงไปร่วมชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 หรือ #ม็อบ31ตุลา64 บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2564
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าแม้ไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม แต่ได้ร่วมรวมตัวกันเกินกว่า 50 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวดโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว เฉพาะข้อหานี้ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี
.
ถูกตำรวจดักจับกุมหลังชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 เมื่อวันที่ 31 ตุลา 64
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2564 กลุ่ม “ราษฎร” ได้นัดหมายชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เพื่อเปิดการรณรงค์รวบรวมรายชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อรัฐสภา รวมถึงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวและปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขัง นอกจากนี้ยังคงย้ำจุดยืน 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ฯ, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องลาออก
หลังการชุมนุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบไม่ทราบสังกัดจำนวนมากได้ดักจับรถเครื่องเสียงที่มาร่วมในการชุมนุมบนทางด่วน ก่อนเข้าควบคุมตัวคนขับรถ พร้อมด้วยผู้ติดตามบนรถเครื่องเสียงและรถห้องน้ำเคลื่อนที่รวม 4 คน โดยเป็นสมาชิกเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี 2 ราย คือ ไนน์และเปิ้ล และนักกิจกรรมอิสระสูงวัย อีก 2 ราย ซึ่งถูกแยกเป็นคนละคดีกัน
ในกรณีของไนน์และเปิ้ล การจับกุมเกิดขึ้นบนทางด่วนหลังด่านเก็บเงินประชาชื่นขาออก โดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบและรถติดตามที่ไม่มีสัญลักษณ์ของทางราชการชัดเจน ก่อนตำรวจพาตัวไปที่ บช.ปส. ภายในสโมสรตำรวจ และมีการเปลี่ยนสถานที่ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน.ลุมพินี แทน
ตำรวจ สน.ลุมพินี แจ้งข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กล่าวหาว่าทั้งสองร่วมจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนั้นยังมีการตรวจยึดสิ่งของบนรถ รวม 25 รายการ ทั้งไนน์และเปิ้ลให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวน พร้อมทั้งไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ก่อนพนักงานสอบสวนจะอนุญาตให้ประกันตัว
หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 17 ม.ค. 2565 ตำรวจ สน.ลุมพินี ยังเรียกทั้งสองคนไปแจ้งข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมในครอบครองเป็นจำนวน 9 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามสิ่งของที่ตรวจยึดพบในวันจับกุม
วันที่ 26 ต.ค. 2565 พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ทั้งคู่สืบพยานต่อสู้คดีไปในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566 รวม 2 นัด
ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเห็นว่าทั้งสองเข้ามาร่วมชุมนุมในบริเวณสถานที่ชุมนุมจริง และเป็นการชุมนุมที่เกินกว่า 50 คนขึ้นไป อันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท
ในข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมในครอบครอง ศาลเห็นว่าเฉพาะไนน์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคมฯ ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 11,000 บาท ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งเนื่องจากให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ คงเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,500 บาท ส่วนเปิ้ล ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดในการครอบครองวิทยุสื่อสาร จึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดในข้อหานี้
รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 7 เดือน ปรับ 15,500 บาท และจำเลยที่ 2 จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกทั้งสองไว้ 1 ปี รวมทั้งสองคนต้องชำระค่าปรับจำนวน 25,500 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่าแม้ไม่ได้เป็นผู้จัด แต่จำเลยเข้าร่วมชุมนุมเกินกว่า 50 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด
วันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 503 เวลา 09.00 น. ไนน์และเปิ้ลเดินทางมายังห้องพิจารณา ก่อนที่ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาเวลา 09.25 น. พร้อมกับเปิดซองคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยสรุปใจความว่า
ในข้อหาครอบครองวิทยุสื่อสาร คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ในข้อหานี้จึงยุติไปตามศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่
1. ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ภายหลังได้มีประกาศ ยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และบรรดาคำสั่ง ข้อกำหนด ศาลจึงไม่อาจนำคำสั่งตามประกาศ “ชุมนุมในพื้นที่แออัด” และ “เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค” มาลงโทษจำเลยได้
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ประกาศเรื่องยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน และบรรดาคำสั่ง ข้อกำหนด ลงวันที่ 29 ก.ย. 2565 ที่ให้ยกเลิกประกาศ หรือข้อกำหนด คำสั่งก่อนหน้า ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายที่บัญญัติภายหลัง ระบุว่าการกระทำความผิดไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามมาตรา 2 วรรคท้ายของประมวลกฎหมายอาญา และไม่ใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติขณะทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำผิด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
2. ที่อุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม การชุมนุมไม่มีความวุ่นวาย ไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ได้บัญญัติให้อำนาจในการออกข้อบังคับเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยทั้งสองเข้าร่วมการชุมนุมตามฟ้อง เป็นการรวมตัวเกินกว่า 50 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่ากรุงเทพฯ ตามข้อกำหนด จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
หลังอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ ศาลได้กำชับว่าให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา และสอบถามว่าทั้งสองได้จ่ายค่าปรับแล้วหรือไม่ ไนน์ได้ตอบว่าสำหรับค่าปรับนั้นได้ชำระตั้งแต่ศาลชั้นต้น จากนั้นทั้งสองได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา และเดินทางกลับ
.
