14 ส.ค. 2568 “ทนายแชมป์” ฉัตรชัย แก้วคำปอด และ “ออฟ” วิศรุต สวัสดิ์วร เดินทางไปศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ทั้งสองถูกฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 จากเหตุชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองอุบลฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563
ก่อนหน้านี้ในชั้นสืบพยาน โจทก์นำพยานเข้าสืบ 11 ปาก กล่าวหาว่า การปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุยงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีว่า ชุมนุมถูกกฎหมาย มีการแจ้งชุมนุมล่วงหน้า ระหว่างและหลังชุมนุมเหตุการณ์สงบ ไม่ได้ยุยงให้ประชาชนกระทำผิดหรือละเมิดกฎหมายแผ่นดิน โดยทนายแชมป์อ้างว่า เป็นแค่ผู้จัดและประสานงานกิจกรรมชุมนุม ส่วนออฟเป็นผู้แนะนำคนขึ้นเวทีปราศรัย
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 12 สุเพชร สารีรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดอุบลราชธานี อ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ดังนี้
ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ศาลวินิจฉัยว่า ในระหว่างการปราศรัยมีการถ่ายทอดภาพและเสียงทางเฟซบุ๊กเพจ “คณะอุบลปลดแอก” แต่พยานโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้พิมพ์โพสต์หรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ใครเป็นแอดมินของเพจดังกล่าว และใครเป็นผู้จัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำปราศรัย ทั้งพยานเอกสารและภาพถ่ายจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลหนักแน่นหรือพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานอื่นประกอบ พบว่า ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีใครทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก นักวิชาการด้านกฎหมายเป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ผู้ที่รู้เหตุการณ์โดยตรง ส่วนพนักงานสอบสวนเองก็ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้โพสต์หรือถ่ายทอดการชุมนุมผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก และไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้รับจ้างมาถ่ายทอดสด แม้ภายหลังเกิดเหตุ สภ.เมืองอุบลราชธานีได้มีหนังสือขอทราบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของเฟซบุ๊กเพจ “คณะอุบลปลดแอก” แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของเจ้าของเพจดังกล่าว ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสนับสนุนให้พยานบอกเล่ามีความน่าเชื่อถือ
ในส่วนของข้อหาตามมาตรา 116 โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองทราบว่าพริษฐ์และปิยรัฐจะขึ้นปราศรัยในเนื้อหาที่ไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยุยงปลุกปั่นเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม จากคำให้การของจำเลยที่ 1 (ฉัตรชัย) ต่อพนักงานสอบสวน ปรากฏว่าจำเลยเชิญพริษฐ์และปิยรัฐให้เข้าร่วมปราศรัย แต่ทราบเพียงว่าจะพูดปราศรัยเรื่องอะไร และไม่ได้ฟังการปราศรัยโดยตลอดจึงไม่เข้าใจเนื้อหา วัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนใน จ.อุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นในทางการเมือง
สำหรับจำเลยที่ 2 (วิศรุต) ได้ให้การว่าไม่ทราบว่าใครเป็นคนเชิญพริษฐ์และปิยรัฐ และไม่ทราบว่าใครเป็นคนกำหนดหัวข้อและรายละเอียดเนื้อหาในการปราศรัย ขณะพริษฐ์และปิยรัฐปราศรัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใส่ใจเนื้อหาเนื่องจากเดินทักทายกับผู้ร่วมชุมนุม
เห็นว่า ในทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พริษฐ์ และปิยรัฐ ได้ร่วมคิดและตกลงวางแผนเตรียมรายละเอียดเนื้อหาที่จะมาปราศรัยกันมาก่อน พฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองไม่ทราบรายละเอียดที่พริษฐ์และปิยรัฐจะขึ้นปราศรัยมาก่อนเกิดเหตุ การที่พริษฐ์และปิยรัฐปราศรัยในวันดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยฉับพลันทันใดในขณะนั้นเอง โดยจำเลยทั้งสองไม่น่าจะทราบและไม่มีเจตนาร่วมในการกระทำนั้น
ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะโดยชอบแล้ว วัตถุประสงค์ของการชุมนุมครั้งนั้นเพื่อเรียกร้องรัฐบาลยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หยุดคุกคามประชาชน เพื่อให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย การใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
ในวันเกิดเหตุ พริษฐ์ปราศรัยในเรื่องสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นต่อระเบียบแบบแผนการปกครองบ้านเมือง และปิยรัฐปราศรัยในประเด็นความสัมพันธ์ของกองทัพต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นการสื่อถึงแสดงความคิดเห็นต่อฐานะและความสัมพันธ์ของสถาบันหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ไม่ได้มุ่งล้มล้างการมีอยู่ของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ไม่มีภาพหรือข้อความใดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
ทั้งการชักชวนบุคคลอื่นไปร่วมชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการติชมโดยสุจริตตามประเพณีสากล และตามธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งก่อนและภายหลังการเกิดเหตุ ราชอาณาจักรไทยยังคงมีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือเกิดเหตุร้ายความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ศาลไม่พบเหตุผลอันหนักแน่นที่จะลงโทษจำเลยทั้งในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พิพากษายกฟ้อง
.
สำหรับการชุมนุมเด็กพูดผู้ใหญ่ฟังเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เกิดขึ้นจากประชาชนใน จ.อุบลราชธานี ต้องการชุมนุมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายหลังการชุมนุม สภ.เมืองอุบลราชธานี ได้ดำเนินคดีแชมป์และออฟใน 2 ข้อกล่าวหาข้างต้น โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมและพิธีกรบนเวทีตามลำดับ รวมทั้งดำเนินคดี “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนคดีมาตรา 112 ของปิยรัฐและพริษฐ์ ปัจจุบันคดีของปิยรัฐยังอยู่ระหว่างการสืบพยาน ศาลนัดสืบพยานอีกครั้งวันที่ 15 ส.ค. 2568 ส่วนคดีของพริษฐ์ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
