วันที่ 26 ต.ค. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำสั่งเรื่องนิรโทษกรรม ในคดีชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ที่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จำนวน 4 คดี ได้แก่ คดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62, คดีพ่นสีสเปรย์ข้อความทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า, คดีจากช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส เมื่อวันที่ 7 และ 11 ส.ค. 2564 โดยศาลเห็นว่าเข้าข่ายนิรโทษกรรมทุกคดี จึงสั่งให้ยุติคดี และจำหน่ายออกจากสารบบความทั้งหมด
.
คดีคนอยากเลือกตั้ง UN62 ต่อสู้คดีมา 8 ปี ศาลชั้นต้นยกฟ้องข้อหาหลักทั้งหมด
คดีแรก คดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 ซึ่งมีแกนนำนักกิจกรรมจำนวน 18 ราย ถูกฟ้องในข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และข้อหาลหุโทษอื่น ๆ
เหตุเกิดจากการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พยายามเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดไว้ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ในโอกาสครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งตามกำหนด และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการสืบทอดอำนาจ
คดีนี้มี อานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในปัจจุบันในคดีอื่น ๆ ก็ถูกนำตัวมาฟังคำสั่งศาลในวันนี้ด้วย
คดีใช้เวลาต่อสู้ยาวเกือบ 8 ปี จนเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาหลักทั้งหมด โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ผู้ชุมนุมมีเจตนาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีการแจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย แม้ผู้ชุมนุมมีการยื้ดยุดแผงเหล็กกับเจ้าหน้าที่บ้างก็เป็นปกติธรรมชาติของการชุมนุม แต่เห็นว่าผู้ปราศรัยมีความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับคนละ 200 บาท
จากนั้นคดีอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ ยังไม่สิ้นสุดลง ฝ่ายจำเลยจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งยุติคดี เนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569
ในวันนี้ ศาลอาญามีคำสั่งเห็นว่า คดีนี้เข้าข่ายนิรโทษกรรมตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ดังกล่าว จึงสั่งให้ยุติคดี และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีสุดท้ายในชุดคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ที่สิ้นสุดลง
.
คดี “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า เมื่อปี 2566
คดีที่สอง คดีของ “สายน้ำ” นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ และ “ออย” สิทธิชัย ปราศรัย สองนักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ “ร่วมกันขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ในที่สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12 กรณีพ่นสีสเปรย์ตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ เครื่องหมายอนาคิสต์ และข้อความ “หยกโดน 112 ตรงนี้” บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2566
คดีนี้เดิมยังอยู่ระหว่างชั้นฎีกา ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกทั้งสองคน คนละ 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ซึ่งมีโทษหนักสุด โดยทั้งคู่ได้ประกันตัวในชั้นฎีกา ก่อนมีการยื่นคำร้องขอให้ยุติคดี เนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม
ในวันนี้ ศาลอาญาเห็นว่าคดีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 7 และ 8 โดยความผิดในคดีมีอยู่ในบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ. นี้ จึงมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
.
คดีวางเพลิงรถผู้ต้องขังของตำรวจ ในช่วงชุมนุม 7 ส.ค. 64
คดีที่สาม คดีของ อาทิตย์ สากลวารี และ น้ำเชี่ยว เนียมจันทร์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางเพลิงเผารถควบคุมผู้ต้องขัง ในระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2564 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเป็นการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่ม REDEM เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนสกัดกั้นไว้
ทั้งคู่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กําลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, มาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์, มาตรา 360 ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์, ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลพิพากษาลงโทษตามมาตรา 217 ที่มีโทษหนักสุด โดยลงโทษจำคุกอาทิตย์ 2 ปี ส่วนน้ำเชี่ยว เพิ่มโทษจำคุกเป็น 2 ปี 10 เดือน เนื่องจากเคยถูกศาลเยาวชนฯ ลงโทษจำคุกในคดีอื่นมาก่อน โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา
เดิมคดีนี้ ศาลกำหนดนัดฟังคำสั่งรับรองคดีในเดือน พ.ย. 2569 นี้ แต่ฝ่ายจำเลยได้ยื่นขอให้ยุติคดี เนื่องจากคดีเข้าข่ายนิรโทษกรรม
วันนี้ ศาลพิจารณาเห็นว่า คดีมีมูลเหตุตามคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นการชุมนุมทางการเมือง โดยมีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ถือว่าการกระทำไม่เป็นความผิดตามฟ้องอีกต่อไป ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงให้ยุติคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ศาลยังให้แจ้งคำสั่งไปยังสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้อง และกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 8 วรรคสาม
.
คดีพยายามวางเพลิงรถพ่วงตำรวจ ในช่วงชุมนุมทะลุแก๊ส 11 ส.ค. 64
คดีที่สี่ คดีของ “ศักดิ์ดา” และ “กรรภิรมย์” (สงวนนามสกุล) กรณีถูกกล่าวหาว่าพยายามวางเพลิงรถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุมเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564
คดีนี้ทั้งสองคนถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ต่อมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกทั้งสองคนคนละ 2 ปี ในข้อหาที่มีโทษหนักสุด คือมาตรา 217 โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา และได้ยื่นคำร้องขอให้ยุติคดี เนื่องจากคดีเข้าข่ายการนิรโทษกรรม
วันนี้ ศาลอาญามีคำสั่งเห็นว่า ความผิดตามฟ้องระบุไว้ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 การกระทำจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดอีกต่อไปจึงให้ยุติคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารระบบความและถือว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดคดีนี้
ศาลยังให้แจ้งคำสั่งไปยังสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้องและกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไปเช่นกัน
.
