กว่า 7 ปี คดีสุดท้ายชุมนุม ‘คนอยากเลือกตั้ง’: อ่านบันทึกสืบพยานคดีมหากาพย์ UN62 ของแกนนำ 18 ราย ถูก คสช. กล่าวหา ม.116 เมื่อปี 2561

ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 ของแกนนำนักกิจกรรม 18 ราย ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดไว้ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ในโอกาสครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งตามกำหนด และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการสืบทอดอำนาจ 

จำเลยในคดีนี้ทั้ง 18 คน ได้แก่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, เอกชัย หงส์กังวาน, อานนท์ นำภา, ณัฏฐา มหัทธนา, โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, ศรีไพร นนทรี, วันเฉลิม กุนเสน, ธนวัฒน์ พรมจักร, ประจิณ ฐานังกรณ์, ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์, ปิยรัฐ จงเทพ, ชลธิชา แจ้งเร็ว, นิกร วิทยาพันธุ์, วิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์, พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, คีรี ขันทอง, ประสงค์ วางวัน และ ภัทรพล จันทรโคตร 

คดีนี้มีผู้กล่าวหาสองคนคือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. และ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ในขณะนั้น หากนับจากเหตุการณ์ชุมนุม เวลาผ่านมาเกือบ 8 ปีแล้ว ในกลุ่มคดีคนอยากเลือกตั้งดังกล่าว ส่วนใหญ่ศาลยังมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีสิ้นสุดไปทั้งหมดแล้ว เหลือคดี UN62 ส่วนของแกนนำนี้เป็นคดีที่ค้างอยู่คดีสุดท้าย

.

ย้อนไปช่วงปี 2561 “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จัดการชุมนุมเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสืบทอดอำนาจ โดยมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างน้อย 6 ครั้ง ตลอดครึ่งปี 2561 นำไปสู่การถูก คสช. กล่าวหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเหตุการณ์ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ผู้ชุมนุมมีการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนในเช้าวันถัดมา พยายามเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไว้อยู่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ ก่อนจบลงที่การจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมรวม 10 ราย ส่วนแกนนำที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 5 ราย ได้ประกาศยุติการชุมนุม และเข้ามอบตัว 

.

ภาพเหตุการณ์ชุมนุม โดย Banrasdr Photo

อ่านเหตุการณ์ชุมนุม >> รวมเหตุการณ์การชุมนุมภาคเช้า ‘คนอยากเลือกตั้ง’ ที่ มธ. วันนี้

.

ต่อมาในวันที่ 28 พ.ค. 2561 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. เข้าแจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับผู้ร่วมชุมนุมกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” รวมทั้งหมด 62 คน จึงเป็นที่มาของชื่อคดี UN62 โดยคดีแยกเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนของผู้เข้าร่วมชุมนุม 41 คน (ซึ่งรวมถึงผู้สังเกตการณ์การชุมนุมจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) ส่วนอีกคดีหนึ่งเป็นส่วนของแกนนำจำนวน 21 คน ซึ่งถูกแจ้งความตามมาตรา 116 ด้วย

ในส่วนคดีของผู้ชุมนุมถูกฟ้องคดีที่ศาลแขวงดุสิต หลังคดีดำเนินไปเกือบ 5 ปี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด 39 คน (ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งรายไม่ถูกฟ้อง ขณะที่จำเลยอีกหนึ่งรายเสียชีวิตระหว่างพิจารณา) 

ในส่วนคดีของแกนนำ สรุปผู้ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย นอกจากรายชื่อข้างต้นแล้ว ยังมี รังสิมันต์ โรมวิโรจน์ โตงามรักษ์, บุญสิน หยกทิพย์ ที่ไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล ทำให้ในชั้นศาล มีจำเลยเหลือจำนวน 18 คน

ในวันที่ 22 พ.ค. 2562 พิงพันธ์ เชาวลิต พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7) สั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาเป็นหมายเลขคดีดำที่ อ.1308/2562 โดยมีจำเลยที่ถูกสั่งฟ้องทั้งสิ้น 10 ราย ได้แก่ สิรวิชญ์, ณัฏฐา, เอกชัย, อานนท์, โชคชัย, ศรีไพร, วันเฉลิม, ธนวัฒน์, ประจิณ และประสิทธิ์ 

และต่อมาในวันที่ 20 พ.ย. 2562 พนักงานอัยการสั่งฟ้องอีก 8 คน ได้แก่ ปิยรัฐ, ชลธิชา, นิกร, วิเศษณ์, พุทไธสิงห์, คีรี, ประสงค์ และภัทรพล เป็นหมายเลขคดีดำที่ อ.3089/2562 

โดยสรุปแล้วจำเลยทั้ง 18 คนที่ถูกสั่งฟ้องทั้งสิ้น 12 ข้อกล่าวหา โดยมีจำเลยบางรายถูกฟ้องในข้อหาที่ไม่เหมือนกัน ดังนี้

  • “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
  • “เป็นหัวหน้า หรือผู้สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 
  • “ไม่เลิกมั่วสุม เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 
  • “ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานรัฐและสถานศึกษา” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มาตรา 8
  • ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 15 
  • “ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ร่วมชุมนุม” พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 16 
  • “ไม่เลิกชุมนุมตามระยะเวลาที่กำหนด” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 18
  • “ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงาน” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 19
  • “เดินขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร” ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ มาตรา 108 และ 148 
  • “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ 9 (ปิยรัฐ, ชลธิชา, นิกร, วิเศษณ์, พุทไธสิงห์, คีรี, ประสงค์ และภัทรพล ไม่ถูกฟ้องในข้อหานี้)
  • “ร่วมกันลักทรัพย์กระแสไฟฟ้าในเวลากลางคืน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335
  • “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ โดยใช้กำลังประทุษร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง (ปิยรัฐ, ชลธิชา, นิกร, พุทไธสิงห์, คีรี, ประสงค์ และภัทรพล ไม่ถูกฟ้องในข้อหานี้)

ท้ายคำฟ้อง อัยการระบุขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ราคากระแสไฟฟ้าจำนวน 140.24 บาท แก่การไฟฟ้านครหลวง และขอให้นับโทษของสิรวิชญ์, นัฏฐา, อานนท์, โชคชัย, ศรีไพร, ธนวัฒน์ และเอกชัย ต่อจากโทษในคดีการชุมนุม ARMY57 (คดีนี้ศาลยกฟ้องข้อหาหลักทั้งหมด ให้ลงโทษปรับ 200 บาท ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว)

อ่านเหตุการณ์สั่งฟ้อง >> จำเลยคดีคนอยากเลือกตั้ง ‘UN62’ เล่า 5 ชั่วโมงในห้องขังใต้ถุนศาล ระหว่างถูกสั่งฟ้องคดี

ในวันนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองคดี เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ชุมนุมเดียวกัน และพยานหลักฐานที่โจทก์จะนำสืบเป็นพยานชุดเดียวกัน ศาลจึงอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน

.

เดิมคดีนี้ศาลมีกำหนดนัดสืบพยานตั้งแต่ต้นปี 2564 แต่ถูกเลื่อนพิจารณาคดีมาหลายครั้งเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จนได้เริ่มสืบพยานนัดแรกในช่วงปลายปี 2564 ประกอบกับอัยการโจทก์แถลงขอเลื่อนนัดการสืบพยาน เนื่องจากพยานฝ่ายโจทก์ไม่สามารถมาศาลตามนัดหมายได้ รวมถึงมีการเลื่อนคดีเพื่อรอหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ทนายความของอานนท์ นำภา

ภาพรวมการพิจารณาคดี มีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 18 นัด ลากยาวเป็นเวลา 4 ปีเศษ ตั้งแต่ปลายปี 2564 จนถึงช่วงต้นปี 2569 โดยสืบพยานโจทก์ในปี 2564 ระหว่างวันที่ 20 – 21 ธ.ค. ในปี 2565 ระหว่างวันที่ 22 – 23 มี.ค., 26 ส.ค., 21 ธ.ค. ในปี 2566 ระหว่างวันที่ 24 มี.ค., 28 มี.ค., 4 ส.ค., 24 – 25 ต.ค. ในปี 2567 วันที่ 8 ต.ค. ในปี 2568 ระหว่างวันที่ 4 ก.ย., 16 ต.ค. และสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายในปี 2569 ระหว่างวันที่ 27 – 28 ม.ค.

ระหว่างสืบพยานฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 37 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 5 ปาก โดยมีประเด็นนำสืบและพยานที่เข้าสืบ ดังนี้

ฝ่ายโจทก์นำสืบมีประเด็นมุ่งกล่าวหาว่า การชุมนุมของจำเลยเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน โดยมีสาระสำคัญคือการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมเกิน 5 คนโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยอ้างว่าการชุมนุมและการเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมายและกีดขวางการจราจร นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาเรื่องการยุยงปลุกปั่นฯ ตามมาตรา 116 จากคำปราศรัยของแกนนำบางคน 

อีกทั้งการชุมนุมสร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณะ เช่น การกีดขวางช่องทางจราจร การทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างขาดรายได้ รวมถึงเกิดการปะทะยื้อแย่งแผงเหล็กกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนจนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และมีการกล่าวหาถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินจากการตัดกุญแจรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการต่อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้ว่าฝ่ายโจทก์จะนำสืบในประเด็นข้างต้น แต่พยานฝ่ายโจทก์หลายปากก็ยอมรับข้อเท็จจริงในการถามค้านของทนายจำเลยหลายประเด็น เช่น ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธและโดยภาพรวมการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ, การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ, การชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ในข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และสาเหตุหลักที่การจราจรติดขัดและวินมอเตอร์ไซค์ไม่สามารถทำงานได้ เป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมาตั้งกั้นปิดถนนทุกช่อง

สำหรับพยานโจทก์ทั้ง 37 ปาก ประกอบด้วย ผู้กล่าวหา 2 ปาก ได้แก่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. และ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม

ตำรวจสันติบาล 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เลิศไกร และ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ดุสิต 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.ชัยนาม นักไร่

ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน 13 ปาก ได้แก่ ส.ต.ต.ธาดา แต่เจริญ (หัวหน้าชุด), ส.ต.ท.วิษณุ บุญสิทธิ์, ส.ต.ท.ประภาส ศรีอาษา, ส.ต.ต.ศรัณย์ อู่ทรัพย์, ส.ต.ต.เจด็จ แก้วถาวร, ส.ต.อ.กิตติศักดิ์ ศรีชัย, ส.ต.อ.พีระพันธ์ ภักดีวิเศษ, ส.ต.ต.วิสูตร ผดุง, ส.ต.อ.พิรชัชย์ นกพลายบูรณ์, ด.ต. เอกพจน์ ขาวกลิ่น, ส.ต.อ.ภานวัฒน์ ไทยใหม่, ด.ต.สุนทร พุ่มเกาะ และ จ.ส.ต.จีระ ทำมาเกตุ

ตำรวจชุดสืบสวน 5 ปาก ได้แก่ พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์, พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์, พ.ต.ท.สุทธิโรจน์ จารุสินธุพงศ์, พ.ต.ท.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี และ พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เพ็งนู

ตำรวจวิเคราะห์คำปราศรัย 5 ปาก ได้แก่ พ.ต.อ.บุญโชติ เลี้ยงบำรุง, พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ, พ.ต.อ.ปารุสก์ ภู่สุวรรณ, พ.ต.อ.สมชาย เอื้อทยา และ พ.ต.อ.สมคิด สมบูรณ์

พนักงานสอบสวน 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.หญิง ชมพูนุช อนันตญากุล และ หัวหน้าชุดสืบสวน 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.อ.ประจักษ์ พงษ์ปรีชา

นอกจากนั้น ยังมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 5 ปาก, คนขับรถสุขาไปไว้ใน ม.ธรรมศาสตร์ 1 ปาก, เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง 1 ปาก และพยานความคิดเห็น 1 ปาก 

.

ส่วนฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง และการชุมนุมมีความชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมีการแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า อีกทั้งคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ถูกยกเลิกไปแล้ว และการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยอยู่ในข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 

นอกจากนี้ยังยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่เข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 และการปะทะยื้อแย่งแผงเหล็กเกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นปิดถนนตั้งแต่แรก สุดท้าย ฝ่ายจำเลยยังระบุว่าสาเหตุหลักที่การจราจรติดขัดและความเดือดร้อนของประชาชนเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปิดกั้นถนนโดยตรง ไม่ใช่จากการชุมนุม และกรณีตัดกุญแจรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์เนื่องจากมีการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว

ฝ่ายจำเลยมีพยานเข้าเบิกความจำนวน 5 ปาก ในระหว่างวันที่ 3 – 4 ก.พ. 2569 ได้แก่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, ณัฏฐา มหัทธนา, อานนท์ นำภา, ชลธิชา แจ้งเร็ว และพยานความเห็น 1 ปาก

.

นอกจากนั้นแล้วในช่วงปี 2567 ระหว่างการสืบพยาน ยังมีประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ทนายความของอานนท์ นำภา เนื่องจากในระหว่างการสืบพยาน อานนท์ถูกคุมขังหลังจากถูกพิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 และถูกเบิกตัวออกมาทำหน้าที่ทนายความให้กับจำเลย 4 คนในคดีนี้ 

.

.

ศาลเจ้าของสำนวนคดีได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ทนายความของอานนท์ โดยทำหนังสือสอบถามไปยังสภาทนายความและกรมราชทัณฑ์เพื่อขอความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานตอบกลับว่าอานนท์ยังมีสมบัติการเป็นทนาความ และไม่มีบทบัญญัติที่ห้ามผู้ต้องขังคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดปฏิบัติหน้าที่ทนายความ 

อย่างไรก็ตามศาลเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ทนายความในชุดนักโทษอาจขัดต่อมรรยาททนายความ จึงขอให้จำเลยที่อานนท์เป็นทนายแต่งตั้งทนายความขึ้นมาใหม่ แต่อานนท์ยืนยันว่าตนสามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความได้ ศาลเจ้าของสำนวนคดีจึงปรึกษาอธิบดีศาลอาญา และทำหนังสือไปสอบถามกรมราชทัณฑ์และสภาทนายความอีกครั้ง

ภายหลังทั้งสองหน่วยงานตอบกลับมา ศาลเห็นว่าทั้งสองหน่วยงานมีความเห็นต่างกัน จึงปรึกษากับอธิบดีศาลอาญาเป็นครั้งที่สอง และได้ข้อสรุปให้เรียกสภาทนายความมาชี้แจงต่อศาล เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลจึงให้อานนท์ปฏิบัติหน้าที่ทนายความต่อไปจนกว่าจะมีการชี้แจงจากสภาทนายความ สุดท้ายแล้ว อานนท์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ทนายความจนการสืบพยานเสร็จสิ้น

.

ก่อนศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 มี.ค. 2569 นี้ ชวนอ่านใจความสำคัญของพยานและเนื้อหาในการต่อสู้คดีนี้

.

.

ฝ่ายกฎหมายคสช. ผู้กล่าวหาคนที่ 1 เบิกความว่า คสช. ไล่ดำเนินคดีผู้ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้กล่าวหาจำเลย ขึ้นเบิกความโดยสรุปว่า ในเดือน พ.ค. 2561 พยานเป็นนายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก และเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย คสช. พยานได้รับมอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์จำเลย 21 คน ข้อหาตามมาตรา 116 และจำเลย 41 คน ข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12

ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2561 ทราบว่ากลุ่มจำเลยแกนนำ 4 คน โพสต์เฟซบุ๊กชวนชุมนุมที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 เพื่อขับไล่ คสช. และรัฐบาล ฝ่ายกฎหมาย คสช. จึงแจ้งความแกนนำ 21 คนที่ปราศรัยและคนโพสต์เชิญชวน เท่าที่จำได้ โดยฝ่ายข่าว คสช. นำรายชื่อมาให้แจ้งความ พร้อมบันทึกการปราศรัยและถอดเทป

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีการชุมนุมมาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 2561 ตั้งแต่เดือน ม.ค., ก.พ., มี.ค. และ พ.ค. และมีการแจ้งความร้องทุกข์แกนนำและผู้ชุมนุมทุกครั้ง โดยแจ้งความเดือน ม.ค. 35 คน, ก.พ. 49 คน, มี.ค. 57 คน และ พ.ค. 62 คน

เหตุการณ์วันที่ 21 พ.ค. 2561 กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งโดยเร็ว ยุบ คสช. ทันที รวมถึงให้กองทัพ ทหาร และตำรวจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. พร้อมยืนข้างประชาชน พยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ดูถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์

พ.อ.บุรินทร์ เบิกความว่า คณะทำงานของ คสช. ได้ลงพื้นที่บันทึกวิดีโอ วิเคราะห์ แล้วส่งให้พยานแจ้งความ ช่วงแรกผู้ชุมนุมมีไม่มาก เพราะ ม.ธรรมศาสตร์ ปิดประตู แกนนำบางคนจึงตัดกุญแจ ทราบว่าได้จ่ายค่าเสียหายให้ทางมหาลัยแล้ว จึงไม่ถูกดำเนินคดีทำให้เสียทรัพย์ โดยคาดว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน

วันที่ 22 พ.ค. 2561 ช่วงเช้า มีตำรวจกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมไปทำเนียบรัฐบาล รายงานข่าว คสช. แจ้งว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน ก่อนผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้น ทำให้ตำรวจหญิงได้รับบาดเจ็บ มีการปะทะและต่อรองกันนาน จนยุติการชุมนุมเมื่อไม่สามารถนำผู้ชุมนุมจาก มธ. ไปรวมกับกลุ่มที่ไปรออยู่บริเวณกองสลากเก่าได้

ณัฏฐา จำเลยที่ 2 พร้อมแกนนำบางส่วนจึงนำมวลชนเดินไปหน้าอาคารสหประชาชาติ (UN) มีตำรวจกั้นบริเวณแยกมัฆวาน จำเลยที่ 2 อ่านแถลงการณ์และยุติการชุมนุม จากนั้นแกนนำถูกจับกุมที่บริเวณดังกล่าว การชุมนุมจึงยุติลงและไม่มีอีกเลย

พยานะเบิกความการชุมนุมทั้งสองวันส่งผลกระทบต่อการจราจร และเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก คสช. ส่วนการใช้เครื่องขยายเสียงไม่เกี่ยวข้องกับพยาน พยานยอมรับว่ารู้จักแกนนำบางคนในฐานะผู้กล่าวหา แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

พ.อ.บุรินทร์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านโดยสรุปว่า พยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ข้อมูลมาจากสื่อออนไลน์และฟังเจ้าหน้าที่รายงาน ผู้มอบอำนาจแจ้งความคือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ซึ่งไม่ได้อยู่ใน คสช. ใหญ่ และไม่ได้รับมอบอำนาจจากคณะ คสช. ให้แจ้งความร้องทุกข์

พยานทราบว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ถูกยกเลิกโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2562 และทราบว่าศาลพิพากษายกฟ้องการชุมนุมครั้งที่ 1 และ 2 ส่วนครั้งที่ 3 ไม่แน่ใจ พยานทราบว่ามีการโอนคดีจากศาลทหารมาศาลพลเรือน ทราบว่าการเรียกร้องการเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 ให้สิทธิชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ รวมทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ  

ข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ใช้กับการชุมนุมวันที่ 22 พ.ค. ที่เคลื่อนจาก ม.ธรรมศาสตร์ พยานไม่แน่ใจว่าสิรวิชญ์ (จำเลยที่ 1) ร่วมวางแผนหรือไม่ แต่เห็นข่าวการประชุมที่เยาวราชฯ โดยไม่ทราบวัน เวลา และรายละเอียด  ในส่วนเรื่องการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2561 พยานไม่ทราบรายละเอียดเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งของรัฐบาล ทนายให้ดูเอกสารข่าว คสช. เลื่อนเลือกตั้ง พยานดูและไม่ยืนยันเนื้อหา

พยานเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย โดยทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากการยึดอำนาจ ทำให้ตรวจสอบ คสช. ผ่านรัฐสภาไม่ได้ ทราบว่าเจตจำนงผู้ชุมนุมคือต้องการเลือกตั้งในปี 2561 และการวิจารณ์การทำงาน คสช. สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ การติชมโดยสุจริตและการไม่ให้ความร่วมมือกับการทุจริตเป็นหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50

พยานทราบว่าผู้ชุมนุมปราศรัยเรื่องทุจริตนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งสร้างในสมัย คสช. ทราบว่ากลุ่มของสิรวิชญ์ถูกทหารควบคุมตัวระหว่างเดินทางไปตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ยอมรับว่ามีการทุจริตหรือไม่ และไม่ทราบว่า พ.อ.คชาชาติ บุญดี หนีไปต่างประเทศเกี่ยวข้องกับการทุจริตอุทยานฯ หรือไม่ 

ในส่วนการชุมนุมวันที่ 22 พ.ค. 2561 พยานไม่ได้แจ้งความเรื่องทำให้ทรัพย์สินเสียหายหรือบุกรุก โดยทราบว่าผู้ชุมนุมได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และรับว่าในวันเกิดเหตุตำรวจได้นำแผงกั้นจราจรปิดขวางถนนบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำให้รถและบุคคลไม่สามารถสัญจรผ่านได้  

พยานทราบว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพ การขอปิดช่องจราจรเพียงช่องทางเดียวไม่ถือเป็นการปิดถนนสาธารณะ ทราบว่าการชุมนุมมีการผลักดันกันระหว่างผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธและตำรวจ ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ  โดยเมื่อผู้ชุมนุมประกาศยุติการชุมนุม ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวจำเลยทั้งหมดโดยจำเลยไม่ขัดขืน 

พ.อ.บุรินทร์ เห็นว่า คสช. กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การขับไล่ คสช. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทราบว่าการรัฐประหารถือเป็นกบฏ แต่การพูดขับไล่ คสช. ของจำเลยที่ 2 ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ทั้งนี้ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำของ กปปส. ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน การชักจูงคนเข้าร่วมจึงฝ่าฝืน พยานทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัวขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 พยาน

พ.อ.บุรินทร์ยืนยันว่า คสช. ดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่ดำเนินคดีเฉพาะผู้เห็นต่าง โดยรับว่าเคยแจ้งความกล่าวหา พิชัย นริพทะพันธุ์ ต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้อง, กล่าวหาแกนนำพรรคเพื่อไทย 3 ราย แต่ไม่ทราบผลคดี และแจ้งความกรณีวัฒนา เมืองสุข ตำหนิ คสช. เรื่องหมุดคณะราษฎรหาย ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง 

พ.อ.บุรินทร์ทราบว่า ร.ต.อ. สุวิทย์ มันหาท้าว พนักงานสอบสวนในคดี RDN50 เคยเบิกความอ้างว่าพยานเป็นผู้ส่งเอกสารที่มีเหตุผลการดำเนินคดีต่อฝ่ายต่อต้าน คสช. ว่า ให้แจ้งความซ้ำ ๆ เพื่อให้แกนนำกดดันและจำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติของฝ่ายต่อต้าน คสช. ทำให้ระดับความรุนแรงในการปราศรัยลดลง พยานปฏิเสธว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่การดำเนินคดีของ คสช. และตนไม่ได้ส่งเอกสารนั้น 

พยานทราบว่าการชุมนุมครั้งที่ 1 ถึง 3 แกนนำยุติการชุมนุมเอง ส่วนหากเจ้าหน้าที่ไม่กีดขวางผู้ชุมนุมไปทำเนียบฯ จะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้น พยานประเมินไม่ได้  

พยานทราบว่า ก่อนการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 ไทยใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถูก คสช. ยกเลิก การยึดอำนาจเป็นการร่วมมือของกองทัพ และทราบว่ากลุ่มจำเลยเรียกร้องให้กองทัพยุติการสนับสนุน คสช. และกลุ่มผู้ชุมนุมไม่เคยยุยงให้ทำร้ายกำลังพล และให้พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยไว้ 

ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานเบิกความว่า การดำเนินคดี คสช. จะสั่งการผ่านสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ซึ่งมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดี โดย พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ในฐานะหัวหน้าสำนักงานฝ่ายกฎหมายและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของ คสช. สามารถมอบอำนาจให้พยานไปดำเนินคดีแทน คสช. ได้

ส่วนที่ คสช. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 ได้เนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จในขณะนั้น 

พยานไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหนังสือแจ้งผู้จัดการชุมนุมว่าอย่างไร ส่วนที่ตำรวจปิดกั้นแนวรั้วหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย

พยานเบิกความว่า เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตของ คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทราบว่าผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงต่อ ปปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนยุติเรื่องว่าไม่มีการทุจริตแล้ว

ในส่วนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้แจ้งความเรื่องทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากมีการชดใช้ค่ากุญแจที่ถูกตัดแล้ว แต่พยานไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมได้ขอใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยหรือไม่

.

.

ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม ผู้กล่าวคนที่ 2 ระบุไม่ได้ห้ามไม่ให้ชุมนุม แต่เกรงว่าการชุมนุมจะขัดคำสั่ง คสช. 

พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ในขณะเกิดเหตุ เบิกความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2561 จำเลยที่ 12 (ชลธิชา) ได้นำหนังสือมาแจ้งการชุมนุมกับตน มีสาระสำคัญว่า กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะจัดการชุมนุมในวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561 ช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล

พยานเป็นผู้รับแจ้งการชุมนุมและสรุปสาระสำคัญ จากนั้นได้ทำหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2561  โดยแจ้งให้ทราบว่าการชุมนุมจะขัดต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. 

จากนั้นวันที่ 19 พ.ค. 2561 จำเลยที่ 12 มีหนังสือแจ้งยืนยันการชุมนุมตามที่แจ้งในจดหมายฉบับแรก และไม่ประสงค์ให้มีการตั้งจุดคัดกรอง พยานจึงได้ทำหนังสือตอบกลับในวันเดียวกันว่า การคัดกรองผู้เข้าชุมนุมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดูแลความปลอดภัย และแจ้งให้ทราบว่าการเคลื่อนขบวนบนถนนราชดำเนินกลางส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้ถนน พร้อมยังแจ้งว่าการใช้เครื่องขยายเสียงจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาวันที่ 21 พ.ค. 2561 จำเลยที่ 12 ได้ตอบหนังสือยืนยันจะใช้พื้นที่ทางเท้าบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันจะจัดการชุมนุมตามที่แจ้ง พยานจึงแจ้งให้ทราบว่าการชุมนุมดังกล่าวขัดต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. จากนั้นได้มีการประชุมวางแผนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลจัดกำลังพล 

ในช่วงวันที่ 21 พ.ค. 2561 พยานได้รับรายงานว่าเริ่มมีมวลชนเข้ามาในพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยฯ จึงสั่งกำลังตำรวจจำนวน 300 นาย เข้าดูแลความปลอดภัยพื้นที่ ช่วงนั้นเริ่มมีผู้ชุมนุมประมาณ 80 คน ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. มวลชนเริ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยฯ ได้ปิดประตูฝั่งทิศเหนือและทิศใต้

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561

ในวันถัดมา เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมออกมายังพื้นผิวการจราจรบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยฯ จนถึงบริเวณแผงกั้นหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจึงเกิดการผลักดันกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ เพื่อที่จะผ่านแนวกั้นของตำรวจไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่สามารถผ่านไปได้ 

รังสิมันต์ได้เจรจากับพยานโดยให้แต่ละฝ่ายถอยออกมาจากแนวแผงเหล็กกั้นฝ่ายละ 5 เมตร ตนได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาแล้ว พบว่าอาจทำให้ตำรวจถูกทำร้ายร่างกายได้เนื่องจากเกิดที่ว่างขึ้น จึงไม่ได้รับข้อเสนอดังกล่าว 

เวลาประมาณ 12.00 น. ฝ่ายผู้ชุมนุมแจ้งว่ากลุ่มมวลชนที่อยู่นอกแนวเขตตำรวจซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติและหน้ากองสลากเก่าจะเคลื่อนที่ไปหน้าทำเนียบฯ พยานได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาและได้ทราบว่ากลุ่มที่อยู่นอกแนวตำรวจได้เคลื่อนขบวนแล้ว โดยใช้ถนนราชดำเนินกลางไปยังบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ แต่จำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้นำ

การเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลมีการใช้ช่องทางการจราจร 1 ช่องทาง ส่งผลให้เสียพื้นผิวการจราจรไป พยานไม่ทราบว่าจะมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ กลุ่มที่เคลื่อนตัวไปยังหน้าองค์การสหประชาชาติได้ถึงสะพานมัฆวาน เวลา 15.30 น. ก่อนมีการเจรจาและจับกุมกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมโดยตำรวจ สน.นางเลิ้ง 

เวลาประมาณ 15.30 น. รังสิมันต์ได้ประกาศแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยฯ ทราบว่ากลุ่มที่เดินทางไปยังสะพานมัฆวานถูกจับกุมตัวแล้วและให้ยุติการชุมนุม จากนั้นตำรวจได้จับกุมรังสิมันต์, สิรวิชญ์, ปิยรัฐ, นิกร และคนขับรถ พร้อมยึดรถยนต์บรรทุกเครื่องขยายเสียงเป็นของกลาง นำตัวไปที่ สน.ชนะสงคราม ทำบันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจยึดรถ ผู้ต้องหาทุกคนให้การปฏิเสธและไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมดังกล่าว จากนั้นพยานได้แจ้งความร้องทุกข์และให้ถ้อยคำแก่พนักงานสอบสวน ในฐานะผู้กล่าวหาที่ 2

ผู้จัดการชุมนุมในครั้งนี้เท่าที่จำได้มี ประมาณ 7 คน ได้แก่ รังสิมันต์ เป็นผู้ปราศรัยและโพสต์เชิญชวนให้มาชุมนุม, ชลธิชาเป็นผู้แจ้งการชุมนุม, ณัฏฐาและจำเลยอีกหลายคนเป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้มาร่วมชุมนุมในครั้งนี้

ในการแจ้งการชุมนุมครั้งนี้ ผู้ชุมนุมแจ้งให้ทราบมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการเมืองและมีการเคลื่อนตัวไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ขัดต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อีกทั้งเป็นการไม่ชอบต่อ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ปี 2558 เมื่อไม่มีคำสั่งอนุญาตจากหัวหน้า คสช. เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบตาม มาตรา 6 และมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้ยังไม่ชอบ ตาม พ.ร.บ.การจราจรฯ เนื่องจากเป็นการกีดขวางการจราจร

ทั้งนี้จำนวนผู้มาชุมนุมน้อยกว่าในหนังสือที่แจ้งการชุมนุม โดยหน้ามหาวิทยาลัยฯ มีผู้ชุมนุมประมาณ 300 คน และผู้ที่เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบฯ มีประมาณ 200 คน

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยสรุปทราบว่า ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งในปี 2561 และยุบ คสช. เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส การชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ

พยานทราบว่า ชลธิชาและสิรวิชญ์กับพวก เคยจัดชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้ และศาลพิพากษายกฟ้องคดีหลัก แต่ปรับชลธิชา 500 บาท ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ

พยานรับว่า ในส่วน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ม.3 (4) ไม่บังคับใช้กับการชุมนุมในสถานศึกษา ซึ่ง มธ. เป็นสถานศึกษา ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา/ปัญญาชน การปราศรัยเรียกร้องเลือกตั้ง และวิจารณ์ คสช. เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ส่วนคำสั่งหัวหนา คสช. ที่ห้ามชุมนุมได้ถูกยกเลิกไปแล้ว 

จากการสืบสวน ไม่พบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 44 ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก

พยานเบิกความว่าทางตำรวจไม่ได้ห้ามชุมนุม เพียงแต่เตือนว่าอาจผิดกฎหมายและขัดคำสั่ง คสช. โดยผู้แจ้งการชุมนุมเห็นด้วยกับการตั้งจุดคัดกรองอาวุธ แต่ไม่ต้องการให้ตำรวจดำเนินการ

พยานรับว่าการมีกำลังตำรวจและรถตู้กั้นด้านหลังแผงเหล็ก บนถนนหน้าพระธาตุ ทำให้การจราจรทางรถยนต์ผ่านไม่ได้ ผู้ชุมนุมหน้ามหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถฝ่าแนวกั้นไปรวมกับกลุ่มหน้ากองสลากเก่าได้ แต่ สน.ชนะสงคราม จะรับผิดชอบพื้นที่ถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลยไปเป็นเขตของ สน.นางเลิ้ง

พยานเบิกความว่า มีการผลักดันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจที่หน้ามหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ผู้ชุมนุมไม่ได้ทำร้ายตำรวจเพียงแต่ผลักดันแผงเหล็ก เมื่อกลุ่มที่เคลื่อนถึงสะพานมัฆวาน ผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องการเลือกตั้ง ก่อนยุติการชุมนุม ส่วนกลุ่มหน้ามหาวิทยาลัยฯ ก็ยุติการชุมนุมและแกนนำมอบตัวโดยไม่มีเหตุรุนแรง

พยานรับว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง เพราะ คสช. ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และไม่จัดเลือกตั้ง คสช. บริหารงานโดยไม่มี สส. ตรวจสอบ ในส่วนตัวพยานเห็นด้วยว่าระบอบประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้ดีกว่าระบอบเผด็จการ

พยานทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์ ปลดผู้ว่าฯ กทม. และแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน เป็นแทน พร้อมกับมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ และแต่งตั้ง สว. 250 คน ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี

พยานไม่ได้มีความเห็นว่าณัฏฐากระทำความผิดตาม ม.116 แต่เป็นความเห็นของพนักงานสอบสวน พยานกล่าวหาเฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ โดยพยานไม่ได้ฟังคำปราศรัยของณัฏฐา เพียงแต่อ่านจากรายงานสอบสวน 

พยานรับว่า หากไม่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 การชุมนุมก็ชอบด้วยกฎหมาย ทนายจำเลยให้ดูเอกสารว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลจนนำไปสู่การยุบสภา เป็นการใช้เสรีภาพชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

พยานเบิกความว่าผู้บังคับบัญชาที่ปรึกษาเกี่ยวกับการควบคุมการชุมนุมเป็นตำรวจที่ยศสูงกว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนผู้ควบคุมคือคณะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งตำแหน่งในคณะฯ มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร

พยานไม่ทราบว่า ผบ.ตร. ออกคำสั่งห้ามชุมนุมบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ แผงกั้นตำรวจห่างจากทำเนียบรัฐบาลไม่ถึง 5 กม. แต่มากกว่า 1 กม. แผงเหล็กด้านวัดมหาธาตุห่างจากพระบรมมหาราชวังไม่ถึง 500 ม. แต่เกิน 150 ม. ผู้ชุมนุมที่ออกจากมหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้มุ่งหน้าไปทางแผงกั้นด้านวัดมหาธาตุ พยานไม่ทราบว่าการตั้งแผงเหล็กกั้นใช้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้เลิกชุมนุมหรือไม่ หลังแจ้งให้ผู้ชุมนุมเลิกแล้วตนไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง

พยานรับว่า ถนนราชดำเนินกลางมี 12 ช่องทางจราจร ผู้ชุมนุมใช้ไป 1 ช่องทาง ยังเหลือ 11 ช่องทาง ส่วนผู้ชุมนุมหน้ามหาวิทยาลัยฯ เคลื่อนตัวไม่ได้เพราะติดแผงกั้นตำรวจ ขณะที่ถนนหน้าพระธาตุสัญจรไม่ได้เนื่องจากมีแผงเหล็กกั้น ซึ่งมี 4 ช่องทาง หากผู้ชุมนุมใช้ 1 ช่องทาง ก็ยังเหลือ 3 ช่องทางให้ใช้ได้

พยานทราบว่า มีการล็อกประตูทางเข้าออกมหาวิทยาลัยและประตูหน้าหอประชุมเล็ก แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ล็อก โดยไม่ใช่ตำรวจ แต่ไม่ทราบว่าเป็นทหารหรือไม่ รายงานสืบสวนและกล้องวงจรปิดไม่พบภาพผู้ล็อก ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในต้องปีนรั้วออกมา

ในวันเกิดเหตุ พยานอยู่ที่ทำการส่วนหน้าโรงละครแห่งชาติ พยานได้มีหนังสือเชิญอธิการบดี มธ. ให้มาแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกตัดกุญแจประตู แต่มหาวิทยาลัยฯ แจ้งว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่ประสงค์แจ้งความ

ผู้ที่แจ้งว่าวิเศษณ์ขับรถติดเครื่องขยายเสียงคือ พ.ต.ท.ไตรรัตน์ พยานไม่เคยไปให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันว่าวิเศษณ์เป็นคนขับรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง

พยานได้แจ้งเรื่องการชุมนุมไปที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ แต่ไม่ทราบว่าหน่วยทหารส่งกำลังมาดูแลหรือไม่ พยานไม่ได้พบ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ส่วนทหารที่แฝงตัวและแต่งกายนอกเครื่องแบบ ปกติจะไม่มีใครแจ้งว่าเป็นทหาร

พยานเป็นเจ้าพนักงานจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ การประชุมเตรียมความพร้อมฯ กำหนดให้ บก.จร. เข้าคลี่คลายปัญหาการจราจรตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 14.00 น.

การกีดขวางการจราจรเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มเคลื่อนขบวนจากหน้ากองสลากเก่าไปจนถึงสะพานมัฆวาน พยานไม่ได้ดูว่าใครใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเนื่องจากอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยฯ

จากการสืบสวนไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนนำปลั๊กไปเสียบที่ตู้กระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง จำเลยในคดีนี้ไม่เคยมีประวัติลักของใคร นอกจากเป็นผู้ที่ต่อสู้ทางการเมือง

ตำรวจบาดเจ็บจากการที่มีคนขว้างรองเท้าถูกศีรษะและบาดเจ็บจากการผลักแผงเหล็กกันไปมา ส่วนคนที่ขว้างรองเท้าทางสืบสวนยังไม่ทราบว่าเป็นใคร

พยานเบิกความว่า ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้ดูแลการชุมนุมคือ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ 6 แต่ผู้ที่ประกาศให้เลิกการชุมนุมนั้นเป็นพยาน ไม่ใช่ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 หรือ 6

ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานไม่ทราบว่าทาง มธ. ได้ปฏิเสธหรืออนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมหรือไม่ สาเหตุที่มหาวิทยาลัยฯ ไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทราบมาว่าไม่ได้มีการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็นความผิดเล็กน้อย จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดี

เหตุที่ตำรวจกั้นแผงเหล็กและวางแนวกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม เนื่องจากเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และมีการประกาศให้ยุติการชุมนุมไปก่อนหน้าแล้ว

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีการเลือกตั้งนั้นเนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดเวลา ในที่ชุมนุมไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลการชุมนุมหรือไม่ แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารมายืนร่วมกับกลุ่มเจ้าพนักงานตำรวจ

พยานเบิกความว่า การเคลื่อนขบวนการชุมนุมที่ไม่กีดขวางผิวจราจร หมายถึงการเคลื่อนขบวนที่เดินอยู่บนทางเท้า ส่วนที่พยานประกาศให้เลิกการชุมนุมนั้นได้รับมอบหมายจากผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1

.

.

สันติบาลยอมรับ ติดตามผู้ต่อต้าน คสช. มาตั้งแต่รัฐประหาร ทำให้รู้จักกลุ่มแกนนำ และการชุมนุมในวันเกิดเหตุก็เป็นไปโดยสงบ

พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เลิศไกร ตำรวจสันติบาล กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เบิกความโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุตนดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 รับผิดชอบงานข่าวเกี่ยวกับความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 

หลังการรัฐประหาร ในวันที่ 23 พ.ค. 2557 พยานได้รับมอบหมายในการติดตามนักศึกษาและนักกิจกรรม ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อต้านคณะ คสช. โดยได้ติดตามมาจนถึงปี 2561

พยานทราบข่าวว่ามีแกนนำนักศึกษารวมตัวกันอยากเลือกตั้ง นัดรวมตัวกันที่ มธ.ท่าพระจันทร์ เนื่องจากครบรอบ 4 ปี การรัฐประหาร โดยมีแกนนำ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นำโดย รังสิมันต์ โรม, กลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล นำโดย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดย อานนท์ นำภา และกลุ่มพลังมด นำโดย ณัฏฐา มหัทธนา โดยแกนนำทั้งสี่ได้โพสต์เฟซบุ๊กของตนเองและโพสต์เฟซบุ๊กในเพจฟื้นฟูประชาธิปไตยนัดหมายการชุมนุม

วันที่ 21 พ.ค. 2561 พยานพร้อมเจ้าหน้าที่ 7 นาย แต่งกายเป็นชาวบ้านเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปะปนกับผู้ชุมนุมประมาณ 300 คน เมื่อเข้าไปด้านใน พบรถกระบะติดตั้งเครื่องขยายเสียงและเวที ใช้ปราศรัยเคลื่อนที่ได้ มีป้ายข้อความ เช่น “ถอนราก คสช.” เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561

ช่วงเช้าประชาชนยังเข้าออกประตูฝั่งสนามหลวงได้ จนเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยปิดประตู แกนนำน่าจะเป็นสิรวิชญ์กับรังสิมันต์ เจรจาขอให้เปิดประตู แต่ไม่สำเร็จ ก่อนมีผู้ชุมนุมบางคนใช้คีมตัดกุญแจ

ในการชุมนุม มี ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ เป็นพิธีกรปราศรัยชวนค้างคืน เพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องเลือกตั้งที่ทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้น (22 พ.ค. 2561) นอกจากนี้ยังมี รังสิมันต์ โรม, ศรีไพร นนทรีย์, ประจิณ ฐานังกรณ์ และวันเฉลิม กุนเสน ขึ้นปราศรัยด้วย

เนื้อหาการปราศรัยเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน เสรีภาพ การต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. และเรียกร้องเลือกตั้ง ถ้อยคำเป็นการทั่วไปของผู้ต่อต้าน คสช. ในลักษณะปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมเห็นด้วย

แกนนำอื่นที่เข้าร่วม ได้แก่ ณัฏฐา มหัทธนา, เอกชัย หงส์กังวาน, ชลธิชา แจ้งเร็ว และอานนท์ นำภา แต่จำไม่ได้ว่าสามคนหลังนั้นขึ้นปราศรัยหรือไม่ พยานพบเห็นเอกชัยจัดเตรียมอุปกรณ์เคลื่อนไหวเป็นหีบเลือกตั้ง เพื่อใช้เดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้น 

ต่อมาวันที่ 22 พ.ค. 2561 แกนนำผู้ชุมนุม นำโดยรังสิมันต์และสิรวิชญ์ พร้อมมวลชนใช้รถกระบะเครื่องขยายเสียงจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกตำรวจควบคุมฝูงชนสกัดกั้น แกนนำได้เจรจาขอเดินทางต่อ แต่ตำรวจไม่ยอม จึงใช้เครื่องขยายเสียงปลุกเร้าให้มวลชนฝ่าแนวกั้น ตำรวจใช้แผงเหล็กกั้นและยืนเรียงหลังแนว มีเหตุชุลมุน ผู้ชุมนุมบางคนยั่วยุและฝ่าแนวกั้นโดยไม่ได้เป็นคำสั่งจากแกนนำ ซึ่งพยานเรียกว่า “มวลชนอยู่เหนือความควบคุมของแกนนำ”

แกนนำได้ใช้รถยนต์กระบะที่มีเครื่องขยายเสียงในการปราศรัย และมีอุปกรณ์ซึ่งเป็นไม้ติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่ม ตนเห็นว่าไม้ดังกล่าวอาจแปลงสภาพเป็นอุปกรณ์ในการยั่วยุหรือใช้ในการฝ่าแนวกั้นของตำรวจได้ แต่ไม่เห็นว่าผู้ชุมนุมได้ใช้รถยนต์กระบะที่มีเครื่องขยายเสียงในการฝ่าแนวกั้น

มวลชนบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าร่วมชุมนุมหน้ามหาวิทยาลัยฯ ได้ ไปสมทบกับอานนท์และชลธิชา ก่อนเดินทางไปหยุดที่หน้าองค์การสหประชาชาติ พยานได้ติดตามไปด้วย และต่อมาตำรวจได้ปิดสะพานผ่านฟ้า ณัฏฐาจึงได้เจรจาและอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จากนั้นแกนนำยอมมอบตัวที่ สน.ชนะสงคราม ส่วนกลุ่มที่ร่วมกับรังสิมันต์และสิรวิชญ์ก็ยอมมอบตัวเช่นกัน

ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสังเกตการณ์กลุ่มนักศึกษาและผู้ชุมนุมมานาน ตนรู้จักและเคยพูดคุยกับรังสิมันต์, อานนท์, เอกชัย, ชลธิชา, ณัฏฐา และปิยรัฐ แต่ไม่ได้สนิทสนม

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานเคยเบิกความในคดีชุมนุมที่ศาลแขวงดุสิต 3 คดี ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องทั้งหมด

คดีนี้เกิดจากการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง สส. หลังรัฐประหารปี 2557 โดยชลธิชาได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าไว้ การชุมนุมเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่โปร่งใสภายในปี 2561 กำหนดเคลื่อนจาก ม.ธรรมศาสตร์ ไปทำเนียบรัฐบาล และขอใช้ 1 ช่องทางจราจรสำหรับรถเครื่องขยายเสียง ซึ่งปกติใช้ควบคุมขบวนและประกาศข้อเรียกร้อง

การชุมนุมเป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย การจราจร และป้องกันมือที่สาม พยานติดตามสังเกตการณ์ ไม่พบผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ และรายงานว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ  

ในวันที่ 21 พ.ค. 2561 ตำรวจได้ปิดกั้นถนนหน้าพระธาตุหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พ.ค. 2561 มีผู้ชุมนุมเป็นลมหมดสติ แต่พยานจำรายละเอียดการขอรถพยาบาลและนำแผงเหล็กมาปิดซ้ำไม่ได้ ส่วนผู้ชุมนุมใน ม.ธรรมศาสตร์ มีหีบเลือกตั้งเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องการเลือกตั้ง บางส่วนที่ฝ่าแนวกั้นไม่ได้ได้ไปรวมตัวที่ถนนราชดำเนินกลาง มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมตะโกน “เลือกตั้ง เลือกตั้ง”

ตำรวจได้ปิดกั้นบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้แทนผู้ชุมนุมได้เจรจาขออ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่ออ่านเสร็จก็ยอมยุติการชุมนุมและมอบตัวโดยสงบเรียบร้อย สิรวิชญ์และรังสิมันต์ก็ยุติการชุมนุมที่หน้า ม.ธรรมศาสตร์ โดยสงบเช่นกัน

พยานทราบว่าการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากหลังรัฐประหาร คสช. ไม่มีการเลือกตั้ง ทำให้จำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับผลกระทบเรื่องสิทธิพื้นฐาน การปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ คสช. และเศรษฐกิจอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ทราบว่าสิรวิชญ์ รังสิมันต์ ชลธิชา ขณะนั้นเป็นนักศึกษา และณัฏฐา เป็นนักกิจกรรมการเมือง เรียกร้องการเลือกตั้ง ตนรู้จักทั้งสี่รวมถึงอานนท์ ทราบว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถ ประพฤติเรียบร้อย และปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ทั้งนี้พยานไม่ได้เป็นคณะพนักงานสอบสวน มีหน้าที่แค่ติดตามกลุ่มนักศึกษาและยืนยันว่าคำปราศรัยของณัฏฐาไม่ได้ยุยงปลุกปั่น หรือใช้ความรุนแรง มีแต่เรียกร้องการเลือกตั้งเท่านั้น

พยานไม่ทราบว่าหน่วยงานอื่นจะทำหนังสือคำสั่งเสนอผู้บังคับบัญชาหรือไม่ และไม่สามารถระบุที่มาของเอกสารรายละเอียดข้อพิจารณากรณีการดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อต้าน คสช. ได้ แต่ยอมรับว่าข้อมูลเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมการชุมนุมตรงกันกับคำให้การที่ตนเคยให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวน

พยานเบิกความว่าไม่ทราบว่าการยึดอำนาจของ คสช. ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ขอตอบว่าเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ พยานรับว่า การปิดจราจรหน้า มธ. เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่การจราจรปกติ และหากมีการแจ้งขอใช้ช่องทาง ตำรวจควรเข้าอำนวยความสะดวกเพื่อลดผลกระทบ

ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานไม่เคยเห็นเอกสารที่มีการแจ้งความประสงค์จัดการชุมนุมสาธารณะมาก่อน ได้เห็นในวันที่มาเบิกความนี้ พยานทราบว่าการแจ้งการชุมนุมนั้น จะต้องแจ้งกับสถานีตำรวจในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ส่วนการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงนั้น ไม่ทราบว่าจะต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานใด

พยานเบิกความว่า ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ แม้ยกเว้นไม่ใช้กับการชุมนุมในสถานศึกษา แต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยฯ มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล เดินทางโดยการใช้ 1 ช่องทางซึ่งกระทบต่อการจราจร โดยรถยนต์สาธารณะไม่สามารถจอดรับผู้โดยสารได้ 

ส่วนที่ตำรวจได้ปิดกั้นเส้นทาง ก็เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลและเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้พยานไม่ทราบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว เหตุใดรัฐบาลจึงไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องสิรวิชญ์และณัฏฐา โดยเหตุเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง พยานไม่ทราบว่าคดีดังกล่าวนั้นคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่นั้น และตามบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนที่ได้ระบุว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดง ขออธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องประชาธิปไตย

.

.

ผู้กำกับ สน.ดุสิต เบิกความว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ฝ่าแนวกั้นไปยังทำเนียบฯ โดยภาพรวมแล้วการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ

พ.ต.ท.ชัยนาม นักไร่ ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับสืบสวน สน.ดุสิต เบิกความโดยสรุปว่า พื้นที่รับผิดชอบของ สน.ดุสิต เริ่มตั้งแต่คลองเปรมประชากรก่อนสะพานมัฆวานรังสรรค์ข้ามมาถึงทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 21 พ.ค. 2561 มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะชุมนุมและพักคอยที่ ม.ธรรมศาสตร์ ก่อนไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันความไม่สงบเรียบร้อย จึงมีการวางแผนและออกคำสั่งตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ห้ามชุมนุมในเขตทำเนียบรัฐบาลรัศมี 50 ม. ซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นชอบ แม้ พ.ร.บ.ฯ ไม่ได้ระบุระยะ 50 ม. แต่สามารถขอความเห็นชอบได้ จากนั้นจึงมีการขอกำลังหน่วยควบคุมฝูงชน

วันที่ 22 พ.ค. 2561 ตำรวจควบคุมฝูงชนรวมตัว เตรียมพร้อมรับมือ โดยจัดเตรียมรถเครื่องเสียง มีผู้กำกับเจรจา มีการวางรั้วเหล็กกั้นสะพานมัฆวานรังสรรค์และติดป้ายห้ามเข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาลเกิน 50 ม. ผู้กำกับประกาศด้วยเครื่องขยายเสียงตลอดเวลาว่าการชุมนุมผิดคำสั่ง คสช. จนกระทั่ง 20.00 น. ทราบว่าอานนท์และชลธิชาประกาศให้มวลชนเดินเท้าจาก ม.ธรรมศาสตร์ ไปยังทำเนียบรัฐบาล

ขณะนั้นมีผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน ได้เคลื่อนขบวนไปหยุดหน้า UN พยานเห็นณัฏฐา, เอกชัย และโชคชัยมาด้วย ส่วนจำเลยอื่นจำไม่ได้เพราะนานแล้ว ส่วนที่ยืนยันตัวตนได้เนื่องจากทราบจากสื่อและข้อมูลตำรวจ

ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ คาดว่าน่าจะมีการทำกิจกรรมบางอย่าง มีกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนเดินขึ้นมาหน้ารถเครื่องเสียงเอามือจับกันเป็นแผงกั้นไว้ เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินฝ่าเข้ามา และตำรวจควบคุมฝูงชนอีกกลุ่มหนึ่งเอาแผงเหล็กไปกั้นด้านหลังฝั่งถนนราชดำเนิน 

กลุ่มผู้ชุมนุมกลัวว่าจะถูกจับ ต่างแยกย้ายออกไปคนละทิศคนละทาง เหลือเพียงแกนนำประมาณ 20 คน และมีนักข่าวเป็นจำนวนมากประมาณ 30 – 40 คน พร้อมตำรวจนอกเครื่องแบบ พยานจำได้บางคน แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่หน่วยไหน ทำการจับกุมกลุ่มแกนนำ นำตัวขึ้นรถผู้ต้องหา โดยตอนนั้นไม่ทราบว่าแกนนำที่ถูกจับเป็นใคร เนื่องจากอยู่ในเขต สน.นางเลิ้ง 

หลังจากนั้นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้โอกาสณัฏฐาได้แถลงการณ์ก่อนจับกุมขึ้นรถ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมที่เหลือทยอยกันออกไปจนหมด จนเวลาประมาณ 16.00 น. จากนั้นพยานได้ทำรายงานการชุมนุมต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นระเบียบที่จะต้องกระทำอยู่แล้วตามหน้าที่

เหตุการณ์ชุมนุมในคดีนี้ ไม่มีการเข้ามาในพื้นที่ของ สน.ดุสิต ในระหว่างการชุมนุม ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียงตลอดเวลาว่า การกระทำของผู้ชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เนื่องจากเป็นการชุมนุมทางการเมือง และห้ามเข้ามาในเขตทำเนียบรัฐบาลในรัศมี 50 เมตร ขอให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายกันไป

พยานจัดทำรายงานเกี่ยวกับการชุมนุมเป็นลำดับเหตุการณ์ มีภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายและเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน พยานดูจำเลยในห้องพิจารณาแล้ว ชี้ตัวเอกชัยกับอานนท์ แต่ไม่รู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัวและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาหยุดหน้า UN ใกล้ทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ฝ่าแนวเหล็กกั้นเข้าทำเนียบฯ ต่อมาตำรวจนำแผงเหล็กมาปิดกั้นบริเวณสี่แยกเฉพาะช่องทางจราจรกลาง แต่เกิดความชุลมุนจึงให้รถเลี่ยงไปทางอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561

ทนายจำเลยถามพยานถึงเนื้อหาคำแถลงการณ์ของณัฏฐาเกี่ยวกับการเรียกร้องเลือกตั้งในปี 2561 พยานตอบว่าได้ยินไม่ชัดเจน พยานเห็นผู้ชุมนุม ได้ยินจากวิทยุสื่อสารและไลน์ ไม่เห็นเอกชัยและโชคชัยปราศรัย แต่เห็นร่วมขบวน ส่วนสิรวิชญ์ พยานไม่เห็นในที่เกิดเหตุ แต่ให้การตามที่รับทราบข่าว ขณะจับกุมมีสื่อมวลชนประมาณ 30-40 คน มากกว่าผู้ชุมนุมที่เหลืออยู่

พยานทราบว่าทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ทำการของรัฐบาล ซึ่งประชาชนสามารถมายื่นหนังสือ ทราบว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นไปตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะนั้นมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามมิให้มีการชุมนุมทางการเมือง แต่ทราบว่าบทบัญญัติใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัตินั้นย่อมตกไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พยานเบิกความว่า บริเวณสะพานมัฆวานอยู่ในเขต สน.ดุสิต ที่รับผิดชอบ ได้มีการปิดกั้นจราจรด้วยแผงเหล็กทุกช่องทาง ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 22 พ.ค. 2561 มีตำรวจประจำการ แต่ไม่เต็มอัตรา โดยมีผู้ชุมนุมประมาณ 100 คนเดินทางมาถึง และทราบว่าส่วนหนึ่งอยู่ที่ ม.ธรรมศาสตร์

เวลาประมาณ 14.30 น. ตำรวจจัดการจราจรให้รถเลี่ยงไปทางอื่น กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันใต้ต้นไม้หน้าองค์การสหประชาชาติ แกนนำเจรจากับตำรวจ หลังจากอ่านแถลงการณ์แล้ว แกนนำยินยอมให้จับกุมโดยดี กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายกลับไป เหตุการณ์โดยรวมเป็นไปโดยสงบ

พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า เหตุที่มีการปิดกั้นช่องทางจราจรตั้งแต่ 05.00 น. เนื่องจากทางข่าวทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เช้า แต่เชื่อว่ามีเหตุขัดข้อง หรือการขัดขวางของเจ้าหน้าที่

.

.

13 คฝ. เบิกความตรงกันว่าผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย มีเพียงการยื้อแย่งแผงเหล็ก และยอมรับว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนได้ขึ้นมาเบิกความทั้งหมด 13 ปาก ทั้งหมดเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำแผงเหล็กมาตั้งเป็นแนวยาวเพื่อปิดกั้นถนนทุกช่องทางจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล

พยานหลายปาก เช่น ส.ต.อ.เจด็จ, ส.ต.อ.ธาดา, ส.ต.อ.ประภาส, ส.ต.อ.วิสูตร ได้เบิกความเพิ่มอีกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีรถกระบะสีดำบรรทุกเครื่องขยายเสียง มีการนำรถกระบะเคลื่อนเข้ามาประชิดแนวรั้วในลักษณะข่มขู่แต่เคลื่อนตัวช้า ๆ โดยมีแกนนำบนรถให้จังหวะมวลชนโดยนับ “1-2 ดัน” หรือ “1-2 ดึง” (ตามคำเบิกความของ ส.ต.อ.วิษณุ, ส.ต.อ.เจด็จ, ส.ต.อ.วิสูตร) เพื่อยื้อแย่งแผงเหล็กกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งแนวรับโดยวิธี “เข็มขัดเดียว” (จับมือขวากันเป็นทอด ๆ ตามที่ ส.ต.อ.วิษณุ, ส.ต.อ.ธาดา, ส.ต.อ.วิสูตร ระบุ)

การยื้อแย่งกินเวลาประมาณ 10 – 30 นาที โดยมีการขว้างปาสิ่งของ ซึ่งพยานหลายปากระบุว่าโดนสิ่งของกระแทก เช่น ส.ต.อ.เจด็จ โดนรองเท้า, ส.ต.อ.ประภาส โดนรองเท้าและขวดน้ำ, ด.ต.เอกพจน์ โดนขวดน้ำ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ หรือรอยฟกช้ำ ยกเว้น ด.ต.สุนทร ที่ยืนยันว่าตนไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินส่วนตัวสูญหายและเสียหาย เช่น ส.ต.อ.วิษณุ โทรศัพท์แตก, ส.ต.อ.เจด็จ นาฬิกาหาย, ส.ต.อ.กิตติศักดิ์ และ ส.ต.อ.ภานุวัฒน์ วิทยุสื่อสารหาย

ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานส่วนใหญ่ยอมรับว่า ไม่เห็นว่าผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ และไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือชกต่อยเจ้าหน้าที่ มีเพียงการยื้อแย่งแผงเหล็กเท่านั้น นอกจากนี้ พยานส่วนใหญ่ยอมรับหลักการว่า การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง เป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 (ภาพโดย Banrasdr Photo)

ส.ต.อ.เจด็จ และ ส.ต.อ.ธาดา ยังยอมรับว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่นำแผงเหล็กไปตั้งกั้นปิดถนนแต่แรก ก็อาจไม่เกิดการยื้อแย่งและปะทะกัน พยานหลายปากระบุตรงกันว่าไม่ประสงค์ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับผู้ใดเป็นการส่วนตัว

ในช่วงอัยการโจทก์ถามติง พยานหลายปากยืนยันว่า การตั้งแผงเหล็กกั้นขวางถนนปิดกั้นการจราจรนั้นเป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และหากฝั่งผู้ชุมนุมไม่มีการดึงหรือผลักแผงเหล็กก็จะไม่เกิดการปะทะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุมที่พยายามจะฝ่าแนวแผงเหล็กที่เจ้าหน้าที่ยืนป้องกันอยู่ออกไป

.

.

5 ตำรวจชุดสืบสวน รับว่าผู้ชุมนุมไร้อาวุธ และหลายปากทราบว่า การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

พยานเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่สืบสวนหาข่าวและควบคุมพื้นที่การชุมนุมเข้าเบิกความรวมทั้งหมด 5 ปาก ประกอบด้วย พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์, พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์, พ.ต.ท.สุทธิโรจน์ จารุสินธุพงศ์, พ.ต.ท.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี และ พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เพ็งนู

พยานส่วนใหญ่เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561 มีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยในวันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลาประมาณ 13.45 – 14.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อมาถึงบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่สามารถผ่านไปได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งแผงเหล็กกั้นขวางไว้

.

ภาพเจ้าหน้าที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561

พ.ต.อ.สมยศ และ พ.ต.อ.กัมปนาท เบิกความว่า การตั้งแนวกั้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และป้องกันไม่ให้เข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาลในรัศมี 50 เมตร จากนั้นเมื่อเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวแกนนำ ส่วน พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เบิกความว่าได้รับรายงานว่าผู้ชุมนุมมีการใช้คีมตัดกุญแจประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีการใช้รถกระบะขับชนแผงเหล็กจนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ

ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.อ.สมยศ, พ.ต.ท.สุทธิโรจน์ และพ.ต.ท.กฤษมงกุฎ รับข้อเท็จจริงว่า ตลอดการชุมนุม ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธและไม่มีการปะทะกันหรือใช้ความรุนแรง แกนนำเพียงแค่อ่านแถลงการณ์หน้าแนวแผงเหล็ก และเมื่ออ่านจบ แกนนำยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมตัวโดยดี ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนแต่อย่างใด 

ส่วนประเด็นความรุนแรงที่ พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เบิกความไว้ในตอนต้นนั้น พยานยอมรับว่า ตนไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตัดกุญแจหรือรถกระบะชนแผงเหล็กด้วยตนเอง แต่เป็นเพียงการรับฟังรายงานจากบุคคลอื่นและผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

พยานหลายปากยอมรับตรงกันว่า เหตุที่ผู้ชุมนุมต้องหยุดอยู่หน้าองค์การสหประชาชาติ และสาเหตุที่ทำให้การจราจรติดขัดนั้น เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นปิดถนนทุกช่องทาง ไม่ใช่ผู้ชุมนุมเป็นผู้ปิดกั้นถนนโดยตรง อีกทั้งพยานยังพบเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามใช้ช่องทางจราจรเพียง 1 – 2 ช่องทางซ้ายสุดเพื่อไม่ให้กระทบการจราจร

พยานเกือบทุกปากยอมรับว่า การชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและทราบดีว่าการชุมนุมในวันที่ 21 พ.ค. 2561 เป็นการชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมีข้อยกเว้นไม่ให้นำ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาบังคับใช้ 

นอกจากนี้ พยานหลายปากทราบว่า ชลธิชาได้ทำการยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะ และระบุเส้นทางการเดินขบวนไว้ล่วงหน้าแล้ว 

ช่วงอัยการโจทก์ถามติง พ.ต.อ.กัมปนาท และ พ.ต.อ.สมยศ เบิกความยืนยันว่า เหตุผลที่ตำรวจต้องปิดช่องทางการจราจรและนำแผงเหล็กมากั้น ก็เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์

ทางด้าน พ.ต.ท.กฤษมงกุฎ ได้ตอบอัยการโจทก์อธิบายเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ไม่มีชื่อ ปิยรัฐ จงเทพ อยู่ในรายงานการสืบสวนว่า อาจเป็นเพราะความบกพร่องของเจ้าหน้าที่พิมพ์ตกหล่น ในขณะที่ พ.ต.อ.ไตรรัตน์ และ พ.ต.ท.สุทธิโรจน์ เป็นพยาน 2 ปากในกลุ่มนี้ ที่อัยการโจทก์ไม่ได้ถามติง

.

.

5 ตำรวจวิเคราะห์คำปราศรัยยอมรับว่าวิเคราะห์จากเอกสารถอดเทปเท่านั้น หนึ่งในคณะยอมรับว่าหลักฐานบางส่วนมีฝ่ายทหารนำมาให้

ตำรวจผู้วิเคราะห์คำปราศรัยได้เข้าเบิกความทั้งหมด 5 ปาก ได้แก่ พ.ต.อ.บุญโชติ เลี้ยงบำรุง, พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ, พ.ต.อ.ปารุสก์ ภู่สุวรรณ, พ.ต.อ.สมชาย เอื้อทยา และ พ.ต.อ.สมคิด สมบูรณ์

ทั้งห้าเบิกความโดยสรุปทำนองเดียวกันว่า ทั้งหมดได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วิเคราะห์ถอดเทปคำปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง (UN62) เมื่อวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561 

พ.ต.อ.บุญโชติ, พ.ต.อ.วิชัย, พ.ต.อ.ปารุสก์ และ พ.ต.อ.สมชาย เบิกความว่า จากการวิเคราะห์เอกสารถอดเทป พบว่าคำปราศรัยของแกนนำ เช่น รังสิมันต์ โรม, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และณัฎฐา มหัทธนา มีลักษณะชักชวนและยุยงปลุกปั่นให้ผู้ชุมนุมเดินหน้าหรือถอยหลังและผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) และ (3) รวมถึงขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน 

แต่มีพยานที่เบิกความแตกต่างออกไปคือ พ.ต.อ.สมคิด ที่เห็นว่าจากการวิเคราะห์คำปราศรัยของ อานนท์ นำภา ไม่มีข้อความใดที่เข้าข่ายเป็นความผิด

ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานส่วนใหญ่ยอมรับว่าตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงเอง ทำความเห็นโดยวิเคราะห์จากเอกสารบันทึกการถอดเทปที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เช่น สน.ชนะสงคราม หรือ บก.สส.บช.น.1 จัดทำและส่งมาให้เท่านั้น 

พยานวิเคราะห์ในภาพรวม ไม่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงเป็นรายประโยคได้ว่า คำใดเป็นการยุยงให้ทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน อีกทั้ง พ.ต.อ.วิชัย ยอมรับว่าเมื่อตนอ่านคำปราศรัยแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอยากกระทำความผิดตาม เนื่องจากตนไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับผู้ชุมนุม มีเพียง พ.ต.อ.ปารุสก์ ที่เบิกความแตกต่างออกไปว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์จากสื่อทั้งวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงมีไฟล์รูปภาพส่งมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย

พยานหลายปากยอมรับตรงกันว่า การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และการติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยสุจริตนั้นเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามหลักรัฐธรรมนูญ 

พ.ต.อ.บุญโชติ, พ.ต.อ.วิชัย และพ.ต.อ.สมชาย ยอมรับว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ มีข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับกับการชุมนุมภายในสถานศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพยานหลายปากทราบดีว่าปัจจุบันคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ทั้งนี้ พ.ต.อ.สมชาย และ พ.ต.อ.สมคิด ยอมรับว่าไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาก่อน

ช่วงอัยการโจทก์ถามติง พยานหลายปากยืนยันว่าแม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่การทำงานวิเคราะห์คำปราศรัยนั้นทำในรูปแบบของคณะกรรมการ มีกระบวนการนำเอกสารเข้าที่ประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็นร่วมกันและจัดทำเป็นบันทึกข้อสรุป โดยมีปากของ พ.ต.อ.ปารุสก์ และ พ.ต.อ.สมชาย ที่ได้เบิกความเพิ่มเติมว่า เอกสารพยานหลักฐานและข้อมูลบางส่วน ได้รับมาจากฝ่ายทหาร คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ซึ่งเป็นผู้กล่าวโทษในนาม คสช. ในขณะที่ปาก พ.ต.อ.สมคิด อัยการโจทก์ไม่ได้ถามติงแต่อย่างใด

.

.

5 พยานกลุ่มอาชีพรับจ้าง เบิกความระบุขาดรายได้ช่วงชุมนุม แต่ไม่พบเห็นความรุนแรงของการชุมนุม

พยานบุคคลซึ่งเป็นประชาชนผู้ประกอบอาชีพรับจ้างได้มาเบิกความรวมทั้งหมด 6 ปาก ประกอบด้วยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จำนวน 5 ปาก

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งขณะเคลื่อนขบวนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561

พยานกลุ่มวินจักรยานยนต์เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561 พยานส่วนใหญ่สังเกตเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลักร้อยคนมารวมตัวกันบริเวณหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ทำให้ในวันนั้นมีลูกค้าน้อยลง ขับรถรับส่งผู้โดยสารได้น้อยเที่ยว และต้องตัดสินใจเดินทางกลับบ้านก่อนเวลาปกติ

ต่อมาในวันที่ 22 พ.ค. 2561 พยานกลุ่มนี้กลับมาทำงานตามปกติ แต่ไม่สามารถเข้าประจำจุดวินมอเตอร์ไซค์ได้ ทำให้ขาดรายได้ หรือมีรายได้ลดลงอย่างมาก แต่พยานส่วนใหญ่ระบุว่าไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านั้นมาชุมนุมกันด้วยเรื่องใด และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นแกนนำ รวมถึงไม่รู้จักกับผู้ร่วมชุมนุม

ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานส่วนใหญ่ยอมรับข้อเท็จจริงว่า สาเหตุที่พยานไม่สามารถเข้าไปยังจุดตั้งวินของตนได้ในวันที่ 22 พ.ค. 2561 เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นปิดถนน หรือเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งห้ามไม่ให้เข้าไป ไม่ใช่เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้ปิดกั้นถนนโดยตรง

นอกจากนี้ พยานทุกปากยอมรับตรงกันว่าตลอดการชุมนุมไม่เห็นเหตุการณ์ปะทะกันหรือมีการทำลายทรัพย์สินราชการ ไม่เห็นความวุ่นวาย 

พยานหลายปากยังยอมรับว่า การชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังยอมรับว่าถนนหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ถึงโรงละครแห่งชาติ เป็นฟุตบาทที่มีการทาสีขาวแดง แปลว่าห้ามหยุดหรือห้ามจอดรถ  แต่ที่วินจักรยานยนต์สามารถตั้งอยู่และจอดรถบนทางเท้าได้ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตอะลุ่มอล่วยให้

พยานสามปากยังเบิกความว่า ได้เดินทางไปให้การกับพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้รับหมายเรียกจากพนักงานตำรวจ ส่วนอีกปากหนึ่งเบิกความว่าไม่ได้ประสงค์จะแจ้งความร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษให้บุคคลใดต้องรับโทษตามกฎหมาย

ในช่วงอัยการโจทก์ถามติง พยานหลายปากให้ความเห็นว่า แผงเหล็กกั้นเกิดขึ้นเพราะมีผู้ชุมนุม หากไม่มีการชุมนุมคงไม่กั้น พยานปากหนึ่งระบุว่าเหตุที่กลับบ้านทันทีเพราะเห็นมีการชุมนุม เกรงจะไม่ปลอดภัยจากมือที่สาม เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน ส่วนพยานอีกปากยืนยันว่า วินของตนได้รับอนุญาตให้ตั้งจากมหาวิทยาลัยและตำรวจมาหลายปีแล้ว

.

.

คนขับรถสุขายืนยันว่าไม่มีการก่อความวุ่นวาย ส่วนใครจะต่อสายไฟฟ้าให้รถ ตนก็ไม่ทราบ

คนขับรถรับจ้าง เข้าเบิกความถึงเหตุเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561 ซึ่งนายจ้างให้ขับรถสุขาเคลื่อนที่ไปจอดไว้บริเวณ ม.ธรรมศาสตร์ และได้จอดดูแลรถที่บริเวณดังกล่าวจนถึงวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นก็ได้นำรถกลับ 

พยานไม่รู้จักจำเลยในคดีนี้รวมถึงแกนนำ ไม่ได้รับบาดเจ็บและรถสุขาเคลื่อนที่ไปจอดก็ไม่ได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะนำรถกลับนั้น มีการถ่ายภาพเอาไว้ โดยจะเป็นการถ่ายโดยเจ้าพนักงานหรือผู้ร่วมชุมนุมหรือไม่ ไม่ทราบ

พยานตอบคำถามค้านว่า ขณะที่จอดรถสุขาเคลื่อนที่ ไม่มีการก่อความวุ่นวายเกิดขึ้น เหตุการณ์ปกติ เมื่อนำรถสุขาไปจอด มีบุคคลมาต่อสายไฟฟ้าให้ จะเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ชุมนุม พยานไม่ทราบ และเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 ตอนกลับมีการรื้อถอนสายไฟฟ้าออก แต่จะเป็นใครทำ ก็ไม่ทราบ 

.

.

เจ้าหน้าที่ไฟฟ้านครหลวง ไปให้การต่อพนักงานสอบสวน แต่ไม่ได้ระบุชื่อนามสกุลผู้กระทำความผิด ตำรวจเป็นคนพิมพ์ชื่อใส่เอง และไม่ได้อ่านคำให้การก่อนให้ลงชื่อ

ฐิติพงศ์ สมบูรณ์ศิลป์ ทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง ตำแหน่งช่างเทคนิค ตั้งแต่ปี 2533 ได้รับมอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับเหตุในวันที่ 21 พ.ค. 2561

พยานเบิกความว่าวันที่ 21 พ.ค. 2561 ขณะเข้าเวรในเวลาประมาณ 17.00 น. พยานอยู่ที่ห้องเวรไฟฟ้าขัดข้อง ได้มีผู้มาแจ้งว่ามีผู้มาชุมนุมที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้ส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงไปใช้ ทางผู้บังคับบัญชาจึงให้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึง พบว่าผู้ชุมนุมได้ต่อไฟจากตู้บริเวณด้านหน้า มธ. ซึ่งมีเครื่องหมายธรรมจักรติดตั้งอยู่ เดิมตู้นี้เคยใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าในงานพระราชพิธีของรัชกาลที่ 9 โดยได้มีการนำมาใช้สำหรับรถสุขา

พยานเห็นผู้ชุมนุมมีการต่อไฟจากตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าไปที่เต็นท์และรถเครื่องเสียง จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมถ่ายรูปและวิดีโอบันทึกไว้ เมื่อรายงานแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นและเฝ้าดูจนถึงประมาณ 22.00 น. โดยขณะนั้นมีการใช้กระแสไฟฟ้าตลอดเวลา ไม่ได้เข้าไปห้าม เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัย พยานเห็นว่า หากไม่มีการเชื่อมกระแสไฟฟ้าจากตู้จ่ายไฟ เสียงจากรถกระจายเสียงจะเบาลงและจะมีแสงสว่างไม่เพียงพอ

ขณะที่อยู่ใน มธ. พยานเห็นคนชื่อจ่านิวขึ้นปราศรัย จำชื่อได้ เนื่องจากเคยเห็นหน้าตามสื่อและมีคนที่ชื่อโตโต้และผู้หญิงอีก 1 คน ขึ้นปราศรัยด้วย โดยเป็นการสลับกันขึ้นปราศรัย ประมาณ 5-6 คน

หลัง 22.00 น. มีการพักการปราศรัย โดยมีผู้ชุมนุมพักอยู่ที่เต็นท์ซึ่งอยู่ด้านหน้าใกล้ ๆ เครื่องขยายเสียง ขณะนั้นมีผู้ชุมนุม 200-300 คน

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561

พยานออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ ประมาณ 23.00 น. และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นได้กลับมาอีกในรุ่งเช้า ประมาณ 04.00 – 05.00 น. ขณะนั้นมีการปราศรัย ตนไม่ทราบชื่อว่าเป็นใคร ได้ยินว่ามีการเตรียมการจะเคลื่อนขบวนออกจาก มธ. จะไปที่ไหนไม่ทราบ ในเวลานั้นพยานอยู่ที่ด้านนอกเข้าไปด้านในไม่ได้ เนื่องจากคนหนาแน่น

พยานสังเกตการณ์ถึงประมาณ 06.00 – 07.00 น. จนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวออกมาได้ จำไม่ได้ว่ามีการใช้รถจำนวนกี่คัน แต่มีรถเครื่องเสียงนำขบวนออกมา ซึ่งขณะนั้นไม่มีการต่อกระแสไฟฟ้าแล้ว ขบวนผู้ชุมนุมเคลื่อนออกจากประตู 1 ฝั่งวัดมหาธาตุ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400 – 500 คน จากนั้นพยานได้ไปนำตู้ไฟฟ้าดังกล่าวออกมา โดยไปตัดสายไฟฟ้าที่ผู้ชุมนุมได้เชื่อมต่อจากตู้ดังกล่าว ประมาณ 6 เส้น

ต่อมา ได้กลับมาที่เขตและได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มาแจ้งความ สำหรับค่าไฟฟ้าผู้บังคับบัญชาได้คิดคำนวณจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าและระยะเวลาที่ใช้ โดยคำนวณตั้งแต่เวลาที่ผู้ชุมนุมเริ่มเข้ามา คือ ประมาณ 14.00 น. คิดเป็นเงินประมาณ 122 บาท และ 18 บาท

พยานเคยให้การในชั้นสอบสวน โดยได้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความ แต่ไม่ได้ระบุชื่อนามสกุลผู้ที่จะดำเนินคดี เพียงแต่ระบุรูปพรรณสัณฐานผู้ที่เกี่ยวข้อง แจ้งว่าจำชื่อจ่านิวและโตโต้ได้ ส่วนบุคคลอื่นไม่รู้จัก แต่ตามบันทึกคำให้การที่โจทก์ให้ดูที่ระบุชื่อผู้ต้องหาไว้ ส่วนที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงิน พยานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพิมพ์ชื่อนามสกุลขึ้นมาเอง

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความว่าไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีผู้มาต่อกระแสไฟฟ้าเชื่อมกับตู้ไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณข้างบันไดใกล้เสมาธรรมจักร ใกล้หอประชุมใหญ่ภายในรั้ว ม.ธรรมศาสตร์

พยานรับว่า ตู้ไฟฟ้าไม่มีข้อความหรือป้ายระบุว่าเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้านครหลวง หรือ มธ. และตู้ไฟฟ้านี้ไม่ได้ปิดล็อกไว้ จะมีบุคคลอื่นมาใช้กระแสไฟฟ้าจากตู้ดังกล่าวก่อนผู้ชุมนุมหรือไม่ พยานก็ไม่ทราบ  

พยานรับว่า ตู้ดังกล่าวไม่มีมิเตอร์เป็นการต่อตรง ทำให้ไม่ทราบว่าค่าไฟฟ้าก่อนเกิดเหตุเป็นจำนวนเท่าใด ลายเซ็นในช่องบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ใช่ของผู้บังคับบัญชาของพยาน ส่วนผู้ที่ลงชื่อในการคิดคำนวณนั้นคือใครไม่ทราบ

สำหรับรถยนต์เครื่องเสียงของผู้ชุมนุมในวันที่ 22 พ.ค. 2561 ไม่มีการเชื่อมต่อกับตู้ไฟฟ้า พยานไม่ทราบว่ารถยนต์เครื่องเสียงมีเครื่องปั่นไฟหรือไม่ แต่ได้ยินเสียงปราศรัยดังชัดเจน ถ้ามีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามหลักวิชาการแม้ไม่ได้ต่อไฟจากตู้ ก็สามารถใช้ไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงได้

พยานไม่ได้แจ้งผู้ชุมนุมให้ทราบว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ไม่ใช่ของ มธ. เนื่องจากไม่กล้าไปบอกผู้ชุมนุม และไม่ได้ฟังคำปราศรัยของผู้ชุมนุม

ขณะที่พบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนถามว่ามีใครขึ้นปราศรัย พยานตอบว่าไม่ทราบไม่รู้จัก ในบันทึกคำให้การมีข้อความว่า “อ่านให้ฟังแล้วถูกต้อง” พร้อมลงชื่อตน แต่ความจริงแล้วเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านให้ฟังก่อนลงชื่อ

พยานไปถึง ม.ธรรมศาสตร์ ประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 21 พ.ค. 2561 ที่คิดคำนวณค่าไฟฟ้าตั้งแต่ 14.00 น. เนื่องจากเชื่อผู้มาแจ้งว่าเริ่มมีการชุมนุมตั้งแต่เวลาดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าผู้มาแจ้งคือใคร ในบันทึกคำให้การ ที่ระบุว่ารับแจ้งทางโทรศัพท์นั้น จะมีการโทรศัพท์มาแจ้งจริงหรือไม่ พยานก็ไม่ทราบ เขาเป็นเพียงผู้ได้รับคำสั่งให้ไปตรวจสอบ

พยานยังไม่ทราบว่า บุคคลที่ปราศรัยจะทราบหรือไม่ว่ามีการต่อไฟฟ้ามาจากที่ใด สายไฟฟ้าที่ได้ถอดออกไม่ใช่สายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง และเมื่อถอดออกแล้วก็ได้วางไว้ที่จุดเดิม 

หนังสือมอบอำนาจของพยานมีการขีดข้อความ “ไว้เป็นหลักฐาน” และลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่จะเป็นลายมือชื่อใครนั้นไม่ทราบ

สำหรับตู้ไฟฟ้าติดตั้งเพื่อให้ประชาชนใช้งานฟรี เป็นตู้ที่มีขายทั่วไป ไม่มีการติดตั้งมิเตอร์หรือปิดป้ายห้ามใช้ ซึ่งต่างจากการติดตั้งเพื่อหารายได้ ตู้ไฟนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมงานราชพิธีใช้ฟรี โดยผู้ชุมนุมก็เป็นประชาชนที่ใช้ไฟฟ้า

ภาพถ่ายของโจทก์ระบุว่าตู้ไฟฟ้าติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2560 ส่วน มธ. จะใช้ไฟจากตู้ไฟฟ้าเพื่อกิจการของมหาลัยหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ รวมถึงไม่ทราบว่า มธ. ใช้ไฟจากตู้ไฟฟ้าในงานวันที่ 5 ธ.ค. 2560 และงานรับปริญญาที่หอประชุมใหญ่หรือไม่

ทั้งนี้ มีระเบียบของการไฟฟ้านครหลวงระบุชัดเจนว่าหากผู้ที่ไปตรวจพบการกระทำผิด พบการใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงโดยผิดกฎหมาย ต้องทำหนังสือแจ้งเตือนหรือให้เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนก่อน เพราะอาจเป็นการใช้ไฟโดยไม่ตั้งใจ แต่ในกรณีนี้ไม่มีหนังสือแจ้งเตือน เนื่องจากเป็นการชุมนุมและคำนึงถึงความปลอดภัย

พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า หนังสือมอบอำนาจที่มีการขีดข้อความ ไม่แน่ใจว่าได้เซ็นกำกับข้อความนั้นหรือไม่ ส่วนตู้ไฟฟ้ามีไว้สำหรับงานที่แจ้งไปยังการไฟฟ้านครหลวง ฐานคำนวณค่าไฟฟ้าคิดโดยผู้บังคับบัญชาที่ได้ข้อมูลจากตนเกี่ยวกับสิ่งที่ใช้และระยะเวลาการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ถึง 05.00 น. ของอีกวัน

.

.

พยานความเห็น ให้ความเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ หากมีการแจ้งการชุมนุมแล้วก็สามารถชุมนุมได้

สฤษดิ์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย มหาวิทยาลัยดุสิต (ขณะเบิกความ) จบคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ปริญญาเอก สาขาการจัดการภาครัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำงานด้านกฎหมายมา 30 ปี

ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนต้องการความเห็นทางกฎหมาย และ สน.ดุสิต อยู่ใกล้กับท้องที่ที่เกิดเหตุ อธิการบดีจึงสั่งให้ตนไปให้ความเห็นทางกฎหมาย พนักงานสอบสวนให้ดูคลิปเกี่ยวกับการชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 เป็นการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” พร้อมได้ดูเอกสารบันทึกคำถอดเทป 

หลังดูคลิป พยานมองว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง เพราะเป็นการใช้ชื่อว่าคนอยากเลือกตั้ง และเป็นการชุมนุมครบรอบการรัฐประหาร 4 ปี วันที่ 22 พ.ค. 2557 และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง โดยในคลิปมีช่วงที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจฝ่าฝืนเงื่อนไขการชุมนุมและ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนไม่ได้ขึ้นทะเบียนบัญชีพยานผู้เชี่ยวชาญศาล ไม่เคยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ หรือ ม.116 พนักงานสอบสวนไม่ได้ออกหมายเรียก และไม่ได้แจ้งว่ามีการแจ้งการชุมนุมหรือไม่ พยานทราบว่าต้องมีการแจ้งการชุมนุม และเจ้าหน้าที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดการจราจรตามเส้นทาง แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข

พยานจำไม่ได้ว่ามีภาพปราศรัยใน มธ. หรือภาพเจ้าหน้าที่ขวางถนนหน้า มธ. ในคลิปวิดีโอหรือไม่ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและจราจร ตามรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น การเรียกร้องเลือกตั้งและการเดินขบวนบนถนนทำได้ แต่ต้องไม่เดือดร้อนสาธารณะ ระหว่างเคลื่อนขบวน เจ้าหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย

พยานให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ เท่านั้น ไม่เห็นว่าฝ่ายใดเริ่มปะทะก่อน และพนักงานสอบสวนไม่ได้ให้ดูเอกสารขออนุญาตการชุมนุม หากมีการแจ้งก็สามารถชุมนุมได้ พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งเส้นทางการชุมนุมที่ระบุจาก มธ. ไปทำเนียบรัฐบาล และขอใช้หนึ่งช่องทางจราจร 

พยานเห็นว่าการชุมนุมทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ โดยพยานไม่ได้มีส่วนร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ไม่ได้สอนหรือเขียนตำราเรื่องนี้ ทราบว่า พ.ร.บ.นี้ เขียนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิเสรีภาพฯ พยานเคยได้ยินชื่อกติการะหว่างประเทศ ICCPR แต่ไม่รู้รายละเอียด และไม่ทราบว่า พ.ร.บ. มีที่มาจาก ICCPR หรือไม่ 

พยานจำไม่ได้ว่า พ.ร.บ. มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง ไม่ทราบความหมายของ “ชุมนุมสาธารณะ” ไม่ทราบขั้นตอนหลังตำรวจรับแจ้ง หน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม และหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ชุมนุม พยานเข้าใจว่า หากการชุมนุมเกิดในหลายพื้นที่เกี่ยวเนื่องกัน ตำรวจเจ้าของพื้นที่จะเป็นผู้ดูแล 

.

.

พนักงานสอบสวนผู้สอบพยานความเห็น เบิกความว่า ถ้าทราบว่าพยานไม่มีความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ก็จะไม่สอบพยานปากนี้

พ.ต.ท.หญิง ชมพูนุช อนันตญากุล เบิกความโดยสรุปว่า พยานเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ ขณะเกิดเหตุประจำอยู่ที่ สน.ชนะสงคราม โดยพยานได้สอบปากคำ สฤษดิ์ ธัญกิจจานุกิจ พยานผู้เกี่ยวข้องในฐานะบุคคลภายนอกที่ให้ความเห็นว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในการตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าพยานผู้เชี่ยวชาญนี้ไม่ใช่อาจารย์ผู้มีคุณวุฒิทางกฎหมายด้านการชุมนุมสาธารณะ ทราบว่า สฤษดิ์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายมหาวิทยาลัยดุสิต แต่ไม่ทราบว่าเป็นอาจารย์หรือไม่

ทนายจำเลยให้พยานดูเอกสารคำเบิกความของสฤษดิ์ และถามว่าในคำให้การไม่ได้ถามเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้าน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ใช่หรือไม่ พยานดูและตอบว่า ไม่มี แต่ด้วยความที่สฤษดิ์มีความรู้กฎหมาย ในฐานะตำรวจสามารถขอความเห็นทางกฎหมายได้ 

พยานรับว่า การชุมนุมเกิดขึ้นใน ม.ธรรมศาสตร์ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่นำมาใช้บังคับ และจำไม่ได้ว่า ได้รวบรวมหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยหรือไม่ จำไม่ได้ว่าอยู่ในสำนวนหรือไม่ 

พยานทราบว่าไทยเป็นภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) คิดว่าต้องปฏิบัติตามกติกาดังกล่าว มีบัญญัติสำคัญในข้อ 21 สรุปว่า สิทธิชุมนุมโดยสงบได้รับการรับรอง จำกัดได้ตามกฎหมาย ยกเว้นเฉพาะที่จำเป็นเพื่อความมั่นคง ความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สาธารณสุข ศีลธรรม หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่นในสังคมประชาธิปไตย โดยจากการรวบรวมสำนวนคดีนี้ไม่พบว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ

พยานไม่ได้ทำความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในคดีนี้ ในคณะทำงาน พยานมีหน้าที่แค่สอบพยานปากเดียว และพยานที่สอบ มาในฐานะอาจารย์ให้ความเห็นทางกฎหมาย ไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนจะนำคำให้การดังกล่าวประกอบคำฟ้องหรือไม่

ขณะที่สอบปากคำพยาน พยานไม่ได้แจ้งว่า ผู้ชุมนุมได้มีการแจ้งการชุมนุมแล้ว ตนเห็นว่าการแจ้งการชุมนุมเป็นไปตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ วัตถุประสงค์ของการชุมนุมประสงค์ให้มีการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

พยานไม่ได้ทดสอบความรู้ทางกฎหมายของสฤษดิ์ ทนายจำเลยถามว่าพยานมาให้การด้วยตัวเองใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยถามพนักงานสอบสวนว่า หากทราบว่าพยานไม่มีความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จะยังคงสอบคำให้การหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ ทั้งนี้พยานไม่ได้ถามถึงอคติหรือความเห็นทางการเมืองของพยานที่มาให้การ

สฤษดิ์ให้การว่าเป็นผู้อำนวยการกองกฎหมายซึ่งเป็นตำแหน่งทางบริหาร ซึ่งพยานคิดว่าน่าจะต้องจบกฎหมาย แต่เขาไม่ได้ให้การว่าจบกฎหมายสาขาใด และพยานไม่ได้ถามว่าเคยทำวิทยานิพนธ์หรือบทความเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมหรือไม่

.

.

หัวหน้าชุดสืบสวน รวบรวมหลักฐานเห็นว่าจำเลยมีความผิด แต่ยอมรับว่าการเรียกร้องเลือกตั้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

พ.ต.อ.ประจักษ์ พงษ์ปรีชา เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนในคณะทำงาน คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ มาแจ้งความเอาผิดจากการปราศรัยของรังสิมันต์ โรม เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2561 ที่ประกาศว่าจะมีการเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล

พยานได้รวบรวมพยานหลักฐาน ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และโพสต์เฟซบุ๊กของแกนนำ เช่น อานนท์ นำภา และณัฎฐา มหัทธนา รวมถึงมีการถอดเทปวิเคราะห์คำปราศรัย ตรวจยึดรถและเครื่องเสียง โดยได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ตั้งแต่เริ่มชุมนุมจนจบ

พยานเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, ขัดคำสั่ง คสช., พ.ร.บ.จราจรฯ และมีข้อหาจากการปราศรัยโจมตีรัฐบาล คสช. ว่าบริหารประเทศไม่ชอบ จากการรวบรวมทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการผลักดันกันด้วย

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องต้องการเลือกตั้ง การชุมนุมเกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร โดย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยพยานไม่ทราบเรื่องตำแหน่งใน คสช. ของ พล.ต.วิจารณ์ จดแต่ง 

พยานไม่ทราบที่มาของอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ พยานทราบว่าการชุมนุมในสถานศึกษาไม่ใช้บังคับ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่เห็นว่าการเดินขบวนสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย คลิปแสดงว่ามีการตะโกน “เลือกตั้ง” มีแกนนำบนรถ มีผู้เดินตาม มีการดันและเล็ดรอดไปเดินบนทางเท้า ไม่มีการฝ่าแนวกั้นหรือปะทะ เจ้าหน้าที่ยอมให้แกนนำอ่านแถลงการณ์ก่อนจับกุม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีการชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง ผู้ชุมนุมบางคนเคยถูกดำเนินคดี ในการประชุมของเจ้าหน้าที่จะมีการวิเคราะห์องค์ประกอบความผิด โดยในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาครั้งแรกในคดีนี้ ไม่มีข้อหา ม.116 แต่มีข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งถูกยกเลิก ทำให้โจทก์ไม่ฟ้องข้อหานี้

รายงานของ สน.ชนะสงคราม ระบุว่าการชุมนุมไม่มีการกีดขวางการจราจร แพทย์ให้การว่าตำรวจบาดเจ็บเล็กน้อย และไม่ติดใจดำเนินคดี ส่วนในเอกสารพิสูจน์รถยนต์ พยานตอบว่าเป็นการใช้รถยนต์ดันแผงเหล็กกั้น ไม่ถึงกับชน และไม่มีหลักฐานผู้บาดเจ็บจากการถูกรถชน 

พยานรับว่า การเดินขบวนเป็นเรื่องปกติ และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ได้ห้ามการเคลื่อนขบวน แต่ต้องไม่ผิดกฎหมายอื่น พยานไม่พบผู้ชุมนุมมีอาวุธ และทราบว่าหลังเหตุการณ์นี้ไม่มีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอีก

ช่วงสอบสวน คสช. ยังคงมีอำนาจอยู่ คณะพนักงานสอบสวนอยู่ภายใต้ คสช. และข้าราชการอยู่ภายใต้ ม.44 พยานไม่ขอแสดงความเห็นว่าการดำเนินคดีของ พ.อ.บุรินทร์ เป็นการสกัดกั้นฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่ ส่วนตัวพยานไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อได้รับคำสั่ง

พยานรับว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 – 22 พ.ค. 2561 เป็นเวลา 4 ปี ที่คนไทยไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมทำได้ถ้าไม่ขัดกฎหมาย พยานทราบว่าชลธิชาให้การว่า พ.อ.บุรินทร์ และ คสช. โกรธที่มีการชุมนุมเรียกร้องเลือกตั้ง แต่พยานไม่ได้สอบปากคำ พ.อ.บุรินทร์ และคณะ คสช.  แต่ทราบว่าคดีจากเหตุชุมนุมเดียวกันนี้ที่ศาลแขวงดุสิตยกฟ้อง

พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติง ว่าการชุมนุมใน มธ. นั้นไม่มีความผิด แต่เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมีการตั้งขบวนเดินออกมา และมีรถเครื่องเสียงยื่นออกมา ล้ำช่องทางจราจร จึงผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรฯ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รถติด จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

.

.

‘สิรวิชญ์’ ยืนยันผู้ชุมนุมใช้สิทธิชุมนุมโดยสุจริต คสช. ดำเนินคดีโดยมีเจตนาสร้างความหวาดกลัว

สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยาน โดยได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ โดยสรุปว่า ตนจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และกำลังศึกษาระดับปริญญาโท 

ในการชุมนุมวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 พยานข้าร่วมและปราศรัยเรียกร้องให้ คสช. จัดการเลือกตั้งโดยไม่เลื่อน มีชลธิชา แจ้งเร็ว เป็นผู้แจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย ยืนยันว่าการชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยจาก คสช. ที่รัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 – 22 พ.ค. 61

พยานเห็นว่า การรัฐประหารสร้างความเสียหายและนำพาประเทศสู่ระบอบเผด็จการ คสช. ฉีกรัฐธรรมนูญ, ส่งคดีพลเรือนขึ้นศาลทหาร, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, ตั้งคนของตนเองเข้ามาบริหารและนิติบัญญัติ และตรารัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จ

วัตถุประสงค์การชุมนุมคือ 1. ให้มีการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 2. ยุติบทบาทของ คสช. และ 3. ตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น

ก่อนหน้านั้น คสช. ไม่รักษาสัญญาเรื่องการเลือกตั้งและเลื่อนมาหลายครั้ง ครั้งแรก อ้างว่าจะเลือกตั้งปลายปี 2558 แต่ สนช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคสช.ต้องการอยู่ยาว ครั้งที่สอง อ้างว่าจะเลือกตั้งกลางปี 2560 แต่อ้างติดปัญหาต้องร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ครั้งที่สาม เลื่อนไปปลายปี 2561 เพราะรัฐธรรมนูญประกาศใช้ล่าช้า

การกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ชอบด้วยกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ไม่ได้มีเจตนาสร้างความปั่นป่วนหรือให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย การชุมนุมมีการแจ้งตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และการเดินขบวนก็แจ้งรายละเอียดแล้ว เจ้าพนักงานจึงมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย การชุมนุมและเคลื่อนขบวนไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร แต่ความไม่สะดวกเกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดกั้นทางเข้า-ออก ปิดถนน สั่งยุติ ปิดล้อม และสลายการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่เป็นการชุมนุมโดยสงบ

สิรวิชญ์เห็นว่า การดำเนินคดีนี้มีเหตุผลทางการเมือง หวังผลข่มขู่ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช. ให้ต้องสูญเสียเงินทอง เวลา และความสงบสุข เพื่อไม่ให้กล้าแสดงความคิดเห็นอีก  ผู้กล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในฐานะผู้แทน คสช. แจ้งความตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ทั้งที่ทราบว่าประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล การแจ้งความดำเนินคดีจึงมีเจตนาใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างความหวาดกลัว

พยานยืนยันว่าข้อเรียกร้องทั้งสามข้อ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ปรากฏว่ามีการเรียกร้องให้ใช้กำลังทำร้ายหรือทำลายทรัพย์สิน การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่มีการทำร้ายบุคคลอื่นหรือเจ้าหน้าที่ และไม่มีการพกพาอาวุธ จึงเป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ในการตอบอัยการโจทก์ถามค้าน อัยการโจทก์ให้ดูหน้าเฟซบุ๊กที่มีการเชิญชวนไปชุมนุม สิรวิชญ์ดูและตอบว่าเป็นบัญชีของตน พยานทราบว่า สน.ชนะสงคราม ได้มีหนังสือแจ้งกับชลธิชาว่า การชุมนุมอาจขัดคำสั่ง คสช. และทราบขณะเกิดเหตุคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คนยังถูกบังคับใช้ พยานยืนยันว่าปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้ขออนุญาตจาก คสช.

สิรวิชญ์ยืนยันว่า การปราศรัยมีข้อเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 ส่วนข้อเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. ตนไม่แน่ใจว่าในวันเกิดเหตุมีข้อเรียกร้องนั้นหรือไม่ และในวันเกิดเหตุมีการเดินขบวนแต่ถูกตำรวจห้าม

ตอบทนายจำเลยถามติง สิรวิชญ์ระบุว่าที่ตนโพสต์เฟซบุ๊กมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง และคำสั่ง คสช. ที่ได้เบิกความไปนั้น ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ส่วนที่ในชั้นตำรวจ พยานไม่ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนเพิ่ม เนื่องจากยืนยันว่าจะให้การในชั้นศาล 

.

.

‘ณัฏฐา’ ยืนยันร่วมชุมนุม เพื่อทวงคำมั่นสัญญาของ คสช. ที่จะจัดการเลือกตั้ง แต่ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง จนเกิดเป็นชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ณัฏฐา มหัทธนา จำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยาน โดยยื่นคำให้การเป็นหนังสือโดยสรุปว่า ตนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบอาชีพเป็นผู้ประกาศข่าว พิธีกร วิทยากรอิสระ และอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย 

เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ยึดอำนาจ โดยอ้างเหตุผลเพื่อสร้างความปรองดองและความสงบสุข แต่กลับมีพฤติกรรมขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ที่แถลงไว้ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังผิดคำมั่นสัญญาเรื่องการจัดการเลือกตั้งหลายครั้ง โดยเลื่อนจากปลายปี 2558 ต้นปี 2559 เป็นกลางปี 2560 และเลื่อนอีกหลายครั้งจนถึง พ.ย. 2561

ในช่วงที่ คสช. มีอำนาจ ได้มีการออกคำสั่งและประกาศต่าง ๆ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน เช่น การห้ามออกนอกประเทศ และการบังคับรายงานตัว นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังพยายามสืบทอดอำนาจผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การออกแบบระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อนและเอื้อประโยชน์ การตั้งพรรคการเมือง การดูดนักการเมือง การแต่งตั้ง สว. 250 คน เพื่อร่วมลงมติเลือกนายกฯ และการใช้องค์กรอิสระเพื่อประโยชน์ในการอยู่ในอำนาจ

ยิ่งไปกว่านั้น คสช. ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (วาระ 5 ปี) เพื่อเขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีอำนาจกำกับดูแลทุกรัฐบาลให้ปฏิบัติตามแผน โดยมีบทลงโทษถึงขั้นหมดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากไม่ปฏิบัติตาม

พยานทราบว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะชุมนุมเรียกร้องให้ คสช. จัดการเลือกตั้งในวันที่ 21 พ.ค. 2561 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ และอ่านแถลงการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร พยานจึงไปเข้าร่วม และได้ร่วมปราศรัยวิจารณ์ผลงาน คสช. และหัวหน้า คสช. รวมถึงพฤติกรรมการสืบทอดอำนาจเผด็จการ โดยพยานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมเครื่องเสียงหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆ และไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรมหรือไฟฟ้า จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ตามข้อกล่าวหา

ในช่วงเช้าวันที่ 22 พ.ค. พยานทราบว่าจะมีประชาชนมาสมทบ จึงเดินทางไปถนนราชดำเนิน แต่ไม่พบใคร และเดินต่อไปที่ ม.ธรรมศาสตร์ พบเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดถนนและประตูมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมวลชนไม่สามารถเดินเท้าไปทำเนียบรัฐบาลได้เพราะเจ้าหน้าที่ปิดกั้น จึงเริ่มกระจายตัวหาทางออก พยานกับเพื่อนเดินหาทางออกด้านหลัง และขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าไปทาง UN แต่ถูกกั้นถนนอีก จึงลงจากรถและเดินต่อ จนถึงจุดที่เจ้าหน้าที่กั้นรั้วไว้ จนเจ้าหน้าที่เปิดรั้วให้เข้าไปได้

พยานเดินมาถึงบริเวณหน้าที่ทำการสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนิน และนั่งลงกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ถึงสิบคนที่นั่งอยู่ก่อน โดยมีนายตำรวจระดับสูงมาเจรจา ก่อนผู้ชุมนุมขออ่านแถลงการณ์ให้จบแล้วจะยอมให้เจ้าหน้าที่นำตัวไป เจ้าหน้าที่ตกลง

พยานจึงอ่านแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช. และหัวหน้า คสช. คัดค้านการรัฐประหาร การสืบทอดอำนาจ และเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งตามคำมั่นสัญญา การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการสื่อสารประเด็นสาธารณะและบุคคลสาธารณะ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และ 36 จึงไม่ถือเป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตามข้อกล่าวหา

พยานเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และมีข้อเรียกร้องตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ คือการจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 เพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจและให้มีสภาตรวจสอบรัฐบาล การกระทำและข้อเรียกร้องจึงไม่เป็นเพียงสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การที่ คสช. ออกคำสั่งปิดกั้นการชุมนุมโดยสงบ ละเมิดสิทธิเสรีภาพ และดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชน แสดงเจตนาชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งอำนาจตน และประสบความสำเร็จในการสืบทอดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม การใช้สิทธิของพยานกับพวกเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 

ในช่วงนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและมิตรประเทศต่างกังวลต่อการยึดอำนาจของ คสช. รวมถึงองค์กรสหประชาชาติ ที่เห็นว่านำไปสู่การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และอ้างอิงถึงคำสัญญาของ คสช. ที่จะคืนความสุขให้ประชาชนและเคารพสิทธิมนุษยชน

สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนนั้น ใช้บังคับไม่ได้ เพราะมิได้ออกมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ แต่เพื่อปกป้องการรัฐประหารซึ่งผิดกฎหมายและเป็นประโยชน์ส่วนตน การกำหนดให้การชุมนุมเกิน 5 คนเป็นความผิดจึงขัดต่อหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และพันธกรณีระหว่างประเทศ อีกทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้และรับรองสิทธิเสรีภาพ คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวจึงไม่อาจมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากสิทธิเสรีภาพเป็นหลักประกันพื้นฐานตามหลักนิติธรรม หากคำสั่งฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและมิได้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือคุ้มครองสิทธิผู้อื่น คำสั่งห้ามชุมนุมจึงใช้บังคับไม่ได้

นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ไม่มีองค์ประกอบของกฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่ต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ลำพังการรวมตัวกันโดยสงบไม่ถือเป็นความผิดในตัวเอง เพราะมิได้กระทบประโยชน์สาธารณะ การจำกัดเสรีภาพในการรวมตัวจะกระทำได้ต่อเมื่อการรวมตัวนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 210 และ 215 เท่านั้น

พยานยืนยันว่า การปราศรัยของตน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช. และหัวหน้า คสช. โดยสุจริต ซึ่งเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ผู้ถูกวิจารณ์เป็นบุคคลสาธารณะที่กินภาษีประชาชน จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เสมอ อีกทั้งการกระทำนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะและติชมโดยสุจริต ซึ่งเป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ 

ข้อความที่ปราศรัยไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อชักชวนหรือยุยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังหรือก่อความไม่สงบ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จึงไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหามาตรา 116 

การวิจารณ์ คสช. และหัวหน้า คสช. เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันการสืบทอดอำนาจเผด็จการ และเรียกร้องการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการป้องกันสิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่นจากการรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

การกระทำนี้ทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการต่อต้านโดยสันติวิธีตามสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ.มาตรา 68 การจัดกิจกรรมและปราศรัยไม่มีข้อความบิดเบือนหรือเป็นเท็จ 

พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้าน เห็นว่าโพสต์เฟซบุ๊กที่มีการเชิญชวนไปชุมนุม พยานคิดว่าน่าจะเป็นของตน ในโพสต์มีรายละเอียดวันที่ สถานที่ และกิจกรรมในการชุมนุม แต่พยานไม่เคยเห็นเอกสารที่ สน.ชนะสงคราม แจ้งว่าการชุมนุมอาจจะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. เนื่องจากไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม เป็นผู้เข้าร่วม

พยานทราบว่าช่วงเกิดเหตุคำสั่ง คสช. ยังคงมีผลบังคับใช้ จำได้ว่าพยานขึ้นปราศรัยในวันที่ 21 พ.ค. 2561 ภายใน ม.ธรรมศาสตร์ จำได้ว่าในการปราศรัยมีไมโครโฟน แต่พยานไม่ได้ปราศรัยผ่านไมโครโฟน วันที่ 22 พ.ค. 2561 ตนก็อยู่ในม.ธรรมศาสตร์ ตั้งใจว่าจะเดินไปทำเนียบรัฐบาล เพื่ออ่านแถลงการณ์

ถึงแม้ตำรวจจะไม่ได้แจ้งว่าห้ามเดินขบวน แต่พยานก็เข้าใจว่ามีการห้ามไม่ให้เคลื่อนขบวน เนื่องจากหน้าประตูมีตำรวจหลายกองร้อยปิดประตูและถนนรอบมหาวิทยาลัย โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์อันแน่ชัด เมื่อออกไม่ได้คนก็เริ่มเบื่อและกระจายตัวเดินรอบ ๆ และมีคนเดินออกไปทางประตูเล็กด้านหลัง พยานจึงได้เดินไปกับเพื่อนประมาณ 3 – 4 คน

เมื่อออกมาได้จึงเรียกรถแท็กซี่ที่ผ่านมาเนื่องจากระยะทางไกล เมื่อนั่งรถมาได้สักระยะพบว่าถนนปิดหลายเส้น แท็กซี่จึงจอดให้ลงบริเวณใกล้ UN จึงได้เดินเท้าต่อไปและพบกับตำรวจที่กำลังกั้นถนน ตำรวจน่าจะจำได้ว่าตนเป็นผู้ชุมนุม เพราะก่อนหน้านั้นพยานเคยร่วมชุมนุมมาก่อนแล้ว

เมื่อไปถึงหน้า UN ก็พบผู้ชุมนุมไม่ถึง 10 คน กำลังนั่งคุยกับตำรวจ จำไม่ได้ว่าตำรวจคนนั้นชื่ออะไร แต่เชื่อว่าเป็นตำรวจระดับสูง ในตอนแรกตำรวจไม่ให้อ่านแถลงการณ์ ก่อนมีการเจรจากัน จึงได้อ่านแถลงกาณ์ เมื่อเสร็จสิ้นก็ยอมให้ตำรวจนำตัวไป สน.พญาไท ตามที่ตกลงเจรจากันไว้

.

ภาพผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้า UN เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 (ภาพโดย Banrasdr Photo)

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า ที่โพสต์เฟซบุ๊กเพราะอยากให้คนออกไปร่วมเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง คำสั่งหัวหน้า คสช. นั้นออกโดยหัวหน้า คสช. ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ สิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลที่ประเทศไทยลงนามเป็นภาคี ปัจจุบันคำสั่งนั้นก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และเนื้อหาแถลงการณ์ที่พยานอ่านมีใจความเกี่ยวกับการเลือกตั้งและความไม่ชอบธรรมของอำนาจเผด็จการ

.

.

‘อานนท์’ เบิกความ ชุมนุมขับไล่เผด็จการไม่ต้องขออนุญาตเผด็จการ ย้ำว่าเพียงต้องการให้ คลช. ลาออก และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

อานนท์ นำภา จำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยาน โดยได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือสรุปว่า ตนจบการศึกษานิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ปัจจุบันเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 22  พ.ค. 2561 พยานเข้าร่วมและปราศรัยในการชุมนุมจาก ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถึงหน้า UN เพื่อเรียกร้องให้ คสช. จัดการเลือกตั้งโดยไม่เลื่อน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การชุมนุมครั้งนี้มี ชลธิชา แจ้งเร็ว จำเลยที่ 12 เป็นผู้แจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย

การชุมนุมวันที่ 22 พ.ค. 2561 เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมโดยสงบ เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยจาก คสช. ซึ่งยึดอำนาจเมื่อปี 2557 สร้างความเสียหายและปกครองโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย รวมถึงมีพฤติกรรมสืบทอดอำนาจ คสช. ฉีกรัฐธรรมนูญ ส่งคดีพลเรือนขึ้นศาลทหาร ออกคำสั่งละเมิดสิทธิมนุษยชน และแต่งตั้งพวกพ้องเข้าสู่อำนาจ

วัตถุประสงค์ของการชุมนุมคือ 1. ให้มีการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 2. ยุติบทบาทของ คสช. และ 3. ตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ข้อเรียกร้องดังกล่าวต้องการให้รัฐบาลเร่งจัดการเลือกตั้งตามกำหนด เพื่อให้ประชาชนเลือก สส. จัดตั้งรัฐบาล และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะส่งผลให้สถานะของ คสช. ต้องยุติลง

กิจกรรม “22 พ.ค. 2561 เราจะหยุดระบอบ คสช.” จัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ คสช. ยุติบทบาททางการเมือง ลาออกจากรัฐบาล คัดค้านการเลื่อนเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การกระทำนี้เป็นการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสุจริต ตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ ICCPR ข้อที่ 19 และ 21 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกและรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44

พยานไม่ได้มีเจตนาทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ไม่ได้เป็นการมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย และไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ โดยการชุมนุมมีการแจ้งต่อผู้รับแจ้งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งขณะเดินขบวน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561

การชุมนุมและเคลื่อนขบวนเป็นไปโดยสงบเรียบร้อยตามที่แจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับปิดกั้นประตูทางเข้า-ออก ม.ธรรมศาสตร์ ปิดถนน สั่งยุติ ปิดล้อม และใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยไม่ชอบ ทั้งที่เป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ความไม่สะดวกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นผลจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มิใช่ผู้ชุมนุม

พยานเห็นว่าการดำเนินคดีนี้มีเหตุผลทางการเมือง หวังผลข่มขู่ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือ คสช. ซึ่งใช้เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กล่าวหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 โดยทราบดีว่าประชาชนมีสิทธิวิจารณ์ การแจ้งความจึงมีเจตนาใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาจำกัดสิทธิเสรีภาพและสร้างความหวาดกลัว

การชุมนุมไม่ได้เรียกร้องให้ใช้กำลังหรืออาวุธทำร้ายบุคคลอื่นหรือทำลายทรัพย์สิน จึงเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบรัฐธรรมนูญและไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.116

หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขัดขวางบริเวณถนนหน้าพระธาตุ พยานและผู้ชุมนุมบางส่วนจึงเดินแยกไปทางกองสลากเก่า มุ่งหน้าไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม จนถึงหน้าอาคาร UN พยานได้ให้สัมภาษณ์สื่อและอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในปี 2561 ก่อนประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ 15.20 น.

อานนท์เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า ส่วนโพสต์เฟซบุ๊กที่มีการเชิญชวนไปชุมนุมตามที่อัยการให้ดูนั้นเป็นของพยานเอง โพสต์เพื่อชวนเชิญให้ประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ให้ คสช. คืนอำนาจ ในขณะเกิดเหตุมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่พยานเชื่อว่าคำสั่งนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เพราะเป็นคำสั่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย ทั้งข้อหานี้ไม่ปรากฏในท้ายฟ้องคดีนี้

พยานเห็นว่า คดีนี้มีการแจ้งการชุมนุมโดยชลธิชา โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก คสช. เพราะคำสั่งของ คสช. ผิดกฎหมายแต่แรก และในความรู้สึกพยาน รู้สึกน่าประหลาดมากที่ต้องขออนุญาตจาก คสช. เพื่อขอขับไล่ คสช. ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการขออนุญาตหัวหน้าเผด็จการเพื่อขับไล่เผด็จการมาก่อน

หนังสือตอบกลับของ สน.ชนะสงคราม ที่แจ้งว่าการชุมนุมอาจขัดคำสั่ง คสช. พยานไม่เคยเห็นเอกสารนี้มาก่อน เห็นครั้งแรกที่ศาล ในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมหลักร้อยคน พยานไม่ได้จับไมโครโฟนปราศรัย ไม่ทราบว่าตอนปราศรัยจะมีข้อเรียกร้องให้กองทัพยกเลิกการนับสนุน คสช. หรือไม่ เพราะขณะนั้นตนออกมาข้างนอกแล้ว

อัยการโจทก์ถามว่าตำรวจไม่ยอมให้เคลื่อนตัวออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ ใช่หรือไม่ อานนท์ระบุว่าตามที่มีการเจรจา ตำรวจจะขวางในลักษณะพอเป็นพิธี เนื่องจากในที่เกิดเหตุมีทหารมาดูการทำงานของตำรวจ มี พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้กล่าวหา มาสั่งการตำรวจ ตำรวจไม่ได้ห้ามให้ออกไป แต่ให้หาทางกันไปเอง พยานจำไม่ได้ว่าจะมีผู้ชุมนุมกี่คนที่เคลื่อนตัวออกไป

ในชั้นสอบสวนที่ อานนท์ไม่ได้ให้รายละเอียดในคำให้การปฏิเสธเพราะไม่ไว้ใจตำรวจขณะนั้นที่อยู่ใต้บังคับการของทหาร

พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่อัยการโจทก์ถามถึงนั้นออกโดยคณะรัฐประหาร ไม่ผ่านสภา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากไม่ผ่านอำนาจนิติบัญญัติโดยชอบ 

ในส่วนการเคลื่อนขบวนนั้น เป็นเรื่องปกติของการเดินขบวนอยู่แล้ว และไม่มีตำรวจที่มีอำนาจหรือผู้บังคับการที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ มาสั่งให้ระงับการเดินขบวน

.

.

‘ชลธิชา’ ยืนยันได้เจรจากับ ผกก.สน.ชนะสงคราม และมีการอนุญาตให้เคลื่อนขบวนไปได้ แต่ขอให้มีภาพผลักดัน ไม่งั้นตำรวจจะโดน คสช. เพ่งเล็ง

ชลธิชา แจ้งเร็ว จำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยาน โดยได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือว่า ตนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในด้านสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยมหิดล 

ปัจจุบันประกอบอาชีพนักการเมือง เมื่อปี 2563 เคยเป็นคณะกรรมการเสนอแนะการแก้ไข พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 และเคยเขียนรายงานเรื่องการชุมนุมสาธารณะให้กับองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันเสรีภาพการชุมนุมสาธารณะในประเทศไทย 

ในปี 2557 คสช. ได้ทำรัฐประหาร ปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหารเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งกลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาเรียกร้อง เพราะเห็นว่าสิทธิการเลือกตั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้งหลังรัฐประหาร ครั้งแรกในวันที่ 9 ก.พ. 2558 แจ้งนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2558 แต่ต่อมาสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ คสช. ตั้ง มีมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งบวรศักดิ์ระบุภายหลังว่า คสช. ต้องการอยู่ต่อ จึงทำให้ร่างฯ ไม่ผ่าน

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ รับปากเลขาธิการสหประชาชาติ ในการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 70 (23 ก.ย. – 1 ต.ค. 2558) ว่าไทยจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2560 แต่การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เกิดขึ้น เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ กำหนดให้ต้องออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ภายใน 8 เดือน ซึ่งทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเพราะปัญหาการร่าง พ.ร.บ. จึงต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 แต่ปรากฏว่าด้วยเหตุแห่งความล่าช้าในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ที่ล่วงเลยไปในวันที่ 6 เม.ย. 2560 จึงส่งผลให้กำหนดการเลือกตั้งต้องขยับออกไปถึงปลายปี 2561

ชลธิชายืนยันว่า ข้อเรียกร้องจากการชุมนุมวันที่ 22 พ.ค. 2561 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี 3 ข้อ คือ 1. ให้เลือกตั้งภายใน พ.ย. 2561 2. ยุติบทบาท คสช. และ 3. ตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการเลือกตั้ง

ข้อเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งเป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 268 ที่กำหนดให้จัดการเลือกตั้ง สส. ให้เสร็จภายใน 150 วัน หลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม มีความล่าช้าในการออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. และ พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง สว. ที่ประกาศใช้ล่าช้ากว่ากำหนด 240 วัน ตามมาตรา 267 และมีการขยายเวลาการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกไปอีก 90 วัน ตามมาตรา 171 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป

การชุมนุมของพยานและผู้ชุมนุม มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งตามกรอบเวลาในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดกลไกรัฐสภา จัดตั้งรัฐบาล และยุติสถานะของ คสช. พยานได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2561 เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งภายในปี 2561 อย่างโปร่งใส โดยระบุเส้นทางเคลื่อนขบวนจาก ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปทำเนียบรัฐบาล และขอความอนุเคราะห์ดูแลการจราจรและความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบและไม่มีคำสั่งห้ามการชุมนุม

การชุมนุมในวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นวันครบรอบรัฐประหาร คสช. มีเจตนาจะยื่นหนังสือถึงหัวหน้า คสช. เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นเส้นทางเข้า-ออก ม.ธรรมศาสตร์ และเส้นทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ทำให้ประชาชนไม่สะดวก การปิดถนนเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่ผู้ชุมนุม การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขัดขวางการใช้เสรีภาพและสั่งยุติการชุมนุมโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล

ชลธิชาเห็นว่าการดำเนินคดีนี้มีเหตุผลทางการเมือง และมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลหรือ คสช. โดยผู้กล่าวหาคือเจ้าหน้าที่ทหารที่แจ้งความตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ทั้งที่การชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ประกอบมาตรา 44 

คดีในลักษณะเดียวกันนี้ที่ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษายกฟ้องและถึงที่สุดแล้ว ตนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน โดยระบุว่า คสช. โกรธเคืองตนและกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจากการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

ชลธิชาเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า พยานทราบว่าตำรวจทำหนังสือตอบกลับมาว่าการชุมนุมอาจจะขัดคำสั่ง คสช. โดยหนังสือนี้เป็นแค่ข้อเสนอของตำรวจ ทราบว่าขณะเกิดเหตุคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ยังคงบังคับใช้

ในการชุมนุมไม่ได้ขออนุญาตจากหัวหน้า คสช. เพราะคิดว่ามี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จึงใช้ตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้ง คสช. ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไปขออนุญาต

ก่อนจะมีการเคลื่อนขบวน พยานได้เจรจากับผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม และตำรวจกล่าวว่าสามารถให้เคลื่อนไปได้ แต่ขอให้มีภาพการผลักดันนิดหนึ่ง มิเช่นนั้นอาจจะโดน คสช. เพ่งเล็ง ผู้ชุมนุมจึงได้เดินไปถึงหน้า UN แต่ไม่ได้สะดวกเหมือนที่ขอความอนุเคราะห์ไว้

.

ภาพการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งขณะเดินขบวน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561

ชลธิชาเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า พยานทราบว่ามีคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามที่เบิกความ แต่ยังชุมนุมเพราะไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าว ไม่ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร และขณะนั้นมีรัฐธรรมนูญปี 2560 อยู่แล้ว ทั้งได้ปฏิบัติตนตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ และให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี ก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ พยานทราบว่าคำสั่งดังกล่าวก็ยกเลิกไปแล้ว แต่จำวันที่ชัดเจนไม่ได้

.

.

พยานความเห็น ชี้ว่า คสช. แทรกแซงอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ชำนาญ จันทร์เรือง พยานความเห็นทางกฎหมายของฝ่ายจำเลย ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือโดยสรุปว่า ตนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอสังกัดกรมการปกครอง ต่อมาได้ย้ายหน่วยงานมายังสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งสุดท้ายที่รับราชการคือรักษาการผู้เชี่ยวชาญคดีปกครอง ศาลปกครอง

พยานเคยเป็นประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำประเทศไทยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโกเทมส์เบิก ประเทศสวีเดน และเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหาร ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐสภา มีคำสั่งให้พลเรือนขึ้นศาลทหารในคดีความมั่นคงและการขัดคำสั่ง คสช. รวมทั้งจำกัดเสรีภาพทางการเมือง

ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 44 ให้อำนาจ คสช. แทรกแซงฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เช่น แทรกแซงศาลปกครอง ปลดผู้ว่า กทม. และตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง แทน สั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่น และถ่วงเวลาการเลือกตั้งท้องถิ่นจนถึงปี 2563 

นอกจากนี้ยังแทรกแซงการแต่งตั้งอัยการสูงสุด และตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อออกกฎหมายขัดหลักนิติธรรม มีการร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ฉบับแรกโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก่อนถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ และฉบับที่สองโดยมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งผ่านการลงประชามติเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 และประกาศใช้เมื่อ 6 เม.ย. 2560

พล.อ.ประยุทธ์เคยให้สัญญาเรื่องการเลือกตั้งหลายครั้ง แต่มีการเลื่อนมาตลอดตั้งแต่ปี 2558 – 2561 โดยอ้างปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญและการขยายระยะเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการเลือกตั้งจริงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 นอกจากนี้ คสช. ยังออกคำสั่งแทรกแซงการกำหนดเขตเลือกตั้ง โดยให้ กกต. กลางเลือกเขตเลือกตั้งนอกเหนือจากรูปแบบที่ กกต. จังหวัดเสนอ

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้เอื้อประโยชน์ต่อ คสช. อย่างมาก เช่น สว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. สามารถร่วมกับ สส. เลือกนายกฯ ได้ภายใน 5 ปี, สส. และ สว. ต้องประชุมร่วมกันในการร่างกฎหมายปฏิรูปประเทศ และกำหนดให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังยกเว้นความผิดในการกระทำของ คสช. ทั้งในอดีตและอนาคต โดย คสช. จะหมดอำนาจเมื่อคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเข้าถวายสัตย์ฯ แล้ว

การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้น ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ICCPR) ข้อ 21 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และพยานเห็นว่าการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และสุจริตของจำเลยในคดีนี้ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ชำนาญเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้าน พยานให้ความเห็นอิงจากหลักวิชาการและประสบการณ์ เห็นว่าการกระทำของกลุ่มจำเลยไม่ผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้อาจจะมีความเห็นแตกต่างได้ โดยในคดีนี้ตนไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม ไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ทราบจากการรายงานข่าวของสื่อ ไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด

อัยการโจทก์ถามว่าพยานอาจจะไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมคนใดฝ่าฝืนกฎหมาย ใช่หรือไม่ ชำนาญตอบว่าถ้าคำว่าฝ่าฝืนกฎหมาย อิงตามคำฟ้องของโจทก์ เห็นว่าคำสั่ง คสช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแล้ว การชุมนุมนี้เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ

แม้มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ จะรับรองความชอบของคำสั่ง คสช. แต่มาตราดังกล่าวเป็นบทเฉพาะกาล ไม่สามารถขัดกับบทถาวรได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำขณะที่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แล้ว ส่วนคำสั่ง คสช. ออกมาก่อนจะมีรัฐธรรมนูญดังกล่าว

.

X