สรุป 8 ปี มหากาพย์คดีชุมนุม “คนอยากเลือกตั้ง” 10 คดี ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้องแทบทั้งหมด

หลังใช้เวลาต่อสู้คดีเกือบ 8 ปี เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องข้อหาหลักทั้งหมดของคดีแกนนำคนอยากเลือกตั้งคดีสุดท้าย คือคดีชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนเดินขบวนไปถึงหน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 หรือคดี UN62 

มหากาพย์การชุมนุมคนอยากเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2561 ทำให้มีคดีติดตามมาจำนวน 10 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 130 คน ในช่วงยุคที่คณะรัฐประหาร คสช. ยังอยู่ในอำนาจ และยังไม่มีการกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน หลังเวลาผ่าน ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งปี 2562, 2566, 2569 มารวมสามครั้งแล้ว คดีก็ยังดำเนินอยู่ แม้ที่สุดแล้วศาลจะทยอยยกฟ้องแทบทั้งหมด แต่ภาระ ต้นทุน และผลกระทบคดีที่เกิดขึ้น ทั้งในฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรม ก็สะท้อนปัญหาของการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐมาเป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมืองที่ยังดำเนินสืบเนื่องเรื่อยมา

รายงานนี้สรุปผลของชุดคดีคนอยากเลือกตั้งทั้งหมดในรอบเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา

.

ย้อนรอยการชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง ทหารกล่าวหา 10 คดี ผู้ถูกกล่าวหากว่า 130 คน

ย้อนไปในช่วงปี 2561 กลุ่มนักกิจกรรมและประชาชนหลายภาคส่วนได้จัดกิจกรรมและการชุมนุมเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดการเลือกตั้งภายในปีนั้น โดยไม่เลื่อนเวลาออกไปอีก พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสืบทอดอำนาจ จนเป็นที่มาของชื่อ “คนอยากเลือกตั้ง” โดยมีการจัดกิจกรรมทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตลอดครึ่งปี 2561 จนนำไปสู่การถูก คสช. และเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง 

สรุปข้อมูลการดำเนินคดีในช่วงดังกล่าวทั้งหมด 10 คดี คิดเป็นผู้ถูกดำเนินคดีจำนวน 130 คน  โดยแยกเป็นคดีในกรุงเทพฯ 8 คดี และคดีในต่างจังหวัด 2 คดี คือที่จังหวัดเชียงใหม่และพัทยา

ส่วนคดีในกรุงเทพฯ เกิดจากการชุมนุมทั้งหมด 4 ครั้ง แต่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแยกเป็น 2 ส่วนในแต่ละครั้ง โดยกลุ่มที่ถูกพิจารณาว่าเป็นแกนนำหรือมีบทบาทในการปราศรัยจะถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคงด้วย ทำให้คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญา ไม่ใช่ศาลแขวงเหมือนคดีในส่วนของผู้ชุมนุม

นอกจากนั้น รูปแบบการดำเนินคดียังมุ่งเน้นผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมจำนวนมาก แม้เพียงไปร่วมการชุมนุม ไม่ได้มีบทบาทใดก็ตาม ทำให้เกิดการชุมนุมที่มีผู้ถูกกล่าวหาดำเนินคดีสูงสุดถึง 62 คน และทหารยังเน้นการกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปด้วย และยังทำให้แกนนำและผู้ชุมนุมหลายคนถูกกล่าวหาในหลายคดี มีภาระทางคดีอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินคดีผู้ชุมนุมจำนวนมาก ยังทำให้มีการตั้งชื่อคดีเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษใช้บอกสถานที่ชุมนุม และตัวเลขคือจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี ในลักษณะเดียวกับการตั้งชื่อวงไอดอล BNK48 ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนั้น ได้แก่ คดี MBK39, RDN50, ARMY57, UN62

ขณะเดียวกันยังพบว่าระหว่างการดำเนินคดี มีเอกสารของฝ่ายทหาร ที่ถูกนำส่งเข้ามาโดยไม่ตั้งใจในสำนวนคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน (RDN50) ที่ระบุข้อพิจารณาในการดำเนินคดีในลักษณะประเมินข้อดี-ข้อเสียทางการเมือง โดยสรุประบุถึงการใช้การแจ้งความดำเนินคดีซ้ำ ๆ ต่อประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อทำให้เกิดความกดดัน สร้างความยุ่งยากสับสน และเป็นการจำกัดเสรีภาพ หวังทำให้การเคลื่อนไหวลดระดับลง ขณะเดียวกันยังระบุถึงข้อเสนอให้ใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ไปคู่กับการดำเนินคดี โดยให้ส่งเนื้อหาต่อประชาชนว่าการชุมนุมของคนอยากเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ เป็นการสร้างความแตกแยกในสังคมด้วย

แต่ทั้งนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ (ยศขณะนั้น) ฝ่ายกฎหมายของ คสช. ที่เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี ได้ปฏิเสธและไม่ยืนยันเอกสารดังกล่าว แต่พนักงานสอบสวนในคดีกลับยืนยันว่า เป็นเอกสารที่ได้รับมาจาก พ.อ.บุรินทร์ ที่ส่งมอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้

.

.

สำหรับผลลัพธ์ของคดีที่เกิดจากการชุมนุมของคนอยากเลือกตั้งในช่วงครึ่งปี 2561 ทั้งหมด เป็นดังต่อไปนี้ 

สำหรับชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่สกายวอล์กหน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK39) เป็นคดีแรกสุดที่เกิดขึ้นในชุดคดีเหล่านี้ เหตุจากการจัดกิจกรรม “หยุดยื้อเลือกตั้ง หยุดสืบทอดอำนาจ” เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2561 และทหารไปกล่าวหาดำเนินคดี แยกเป็นคดีของผู้ชุมนุม 30 คน และคดีของแกนนำ 9 คน และ

ในส่วนคดีของผู้ชุมนุม อัยการศาลแขวงปทุมวันได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในส่วนของผู้ต้องหา 28 คน โดยเห็นว่าได้มีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แล้ว ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ อัยการเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้ร่วมชุมนุม ไม่ได้พูดปราศรัย ถึงขนาดจะฟังได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนผู้จัดการชุมนุม จึงไม่ฟ้องในข้อหานี้

คดีใช้เวลาประมาณ 1 ปี 9 เดือน ตั้งแต่การแจ้งข้อกล่าวหาจนทราบคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ 22 พ.ย. 2562 จึงสิ้นสุดลง

[มีผู้ต้องหา 2 คน ให้การรับสารภาพไปก่อน และศาลแขวงปทุมวันพิพากษาจำคุก 6 วัน และปรับ 3,000 บาท โดยให้รอการลงโทษไว้]

.

ในส่วนคดีของแกนนำ 9 คน อัยการได้สั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา หลังการต่อสู้คดี เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2563 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ศาลเห็นว่าเนื้อหาคำปราศรัยเกี่ยวกับความต้องการให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพียงการสื่อความหมายว่าผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งอีก ไม่ถึงขนาดเป็นการยุยงปลุกปั่นฯ แต่อย่างใด

หลังจากนั้นไม่ได้มีการอุทธรณ์คดีอีก คดีใช้เวลาเกือบ 2 ปี 11 เดือน จนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น

.

ในเดือนถัดมา ได้มีการจัดการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งอีกครั้งที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน (RDN50) เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2561 ในชื่อ “หยุดยื้ออำนาจ หยุดยื้อเลือกตั้ง: หมดเวลา คสช. ถึงเวลาประชาชน” ทำให้เกิดการกล่าวหาดำเนินคดีอีกสองคดีตามมา ทั้งคดีในส่วนคดีของผู้ชุมนุม 43 คน และคดีของแกนนำ 7 คน 

คดีของผู้ชุมนุม เดิมพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีของผู้ชุมนุม 41 คนต่อศาลแขวงดุสิต แต่ระหว่างการพิจารณา พนักงานอัยการได้ยื่นขอถอนฟ้องคดี เนื่องจากได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไป

ศาลมีการอ่านคำสั่งให้ถอนฟ้องในวันที่ 23 ก.ค. 2562 คดีใช้เวลาตั้งแต่แจ้งข้อกล่าวหาจนมีการถอนฟ้องไปทั้งหมด 1 ปี 4 เดือนเศษ

[มีกรณีของพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม แต่ตำรวจออกหมายเรียกด้วย ต่อมาจึงไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และมีกรณีของผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่อัยการยังไม่ได้สั่งฟ้องคดี แต่ได้ถอนฟ้องคดีในส่วนของผู้ชุมนุม 41 คนก่อน จึงสิ้นสุดลงไปด้วย]

.

คดีของแกนนำ 7 คน อัยการได้สั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา หลังการต่อสู้คดี เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2562 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีทุกข้อกล่าวหาในส่วนของแกนนำ 6 คน ในส่วนข้อหาหลักตามมาตรา 116 ศาลเห็นว่า การชุมนุเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่มีความรุนแรง ความวุ่นวาย มีเนื้อหาหลักต้องการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ขณะที่มีการชุมนุมมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แล้ว การเรียกร้องของจำเลยยังเป็นการกระทำตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต 

หลังจากนั้นไม่ได้มีการอุทธรณ์คดีอีก และยังมีการถอนฟ้องส่วนของรังสิมันต์ โรม ที่ถูกสั่งฟ้องเข้ามาในภายหลังด้วย  รวมคดีใช้เวลาเกือบ 1 ปี 6 เดือนเศษ จนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น

.

.

ในเดือนเดียวกันนั้น ยังมีการจัดการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2561 ใช้ชื่อว่า “เทศกาลแห่งความหมดรัก” ทำให้มีนักศึกษาและประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมทั้งหมด 6 คน ถูกทหารกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมาอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ในช่วงต้นปี 2562 แม้จะมีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ไปแล้วก็ตาม 

ต่อมาในชั้นศาล ฝ่ายจำเลยได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย เนื่องจากมีการยกเลิกฐานความผิดไปแล้ว ศาลจึงให้งดการสืบพยาน ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2562 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ให้ลงโทษปรับในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตคนละ 100 บาท คดีใช้เวลา 1 ปี เศษ ๆ จึงสิ้นสุดลง

.

.

ในวันที่ 4 มี.ค. 2561 กลุ่มนักกิจกรรมนำโดย “นิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยังได้ไปจัดกิจกรรม “START UP PEOPLE ON TOUR : ปลุกพลังคนอยากเลือกตั้ง” ที่ชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี ทำให้ต่อมามีการดำเนินคดีต่อผู้จัดและผู้เข้าร่วมจำนวน 12 คน ในข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ 

ต่อมาอัยการได้สั่งเฉพาะข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะที่ศาลแขวงพัทยา โดยไม่ได้ฟ้องข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. เนื่องจากคำสั่งถูกยกเลิกแล้ว หลังการต่อสู้คดี ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 9 คน แต่เห็นว่าจำเลยอีก 3 คน นำโดยสิรวิชญ์ ว่ามีความผิด โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้จัดการชุมนุม และไม่ได้แจ้ังการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงให้ลงโทษปรับคนละ 3,000 บาท

จากนั้นอัยการยังยื่นอุทธรณ์คดีต่อ และฝ่ายจำเลยอีก 2 รายก็ยื่นอุทธรณ์ จนเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษายืนในส่วนของจำเลย 9 คน ให้ยกฟ้องคดี และกลับคำพิพากษาจำเลยอีก 2 คน จากเห็นว่ามีความผิดเป็นยกฟ้องคดีเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้จัดกิจกรรม

สรุปแล้วคดีนี้มีเพียงสิรวิชญ์ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และถูกลงโทษปรับ คดีใช้เวลาราว 2 ปี 5 เดือน จนถึงชั้นอุทธรณ์

.

.

ในวันที่ 24 มี.ค. 2561 ยังมีการจัดการชุมนุมชื่อว่า “รวมพลถอนราก คสช.” เรียกร้องการเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนเคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากองบัญชาการทัพบก ทำให้เกิดเป็นคดี ARMY57 โดยแยกเป็นส่วนของผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดี 47 คน และส่วนของแกนนำอีก 10 คน 

คดีของผู้ชุมนุม ได้ถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลแขวงดุสิต โดยระหว่างพิจารณามีจำเลย 1 คนเสียชีวิต ทำให้เหลือจำเลย 46 คนต่อสู้คดี ก่อนศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2562 โดยให้ยกฟ้องจำเลย 45 คน โดยเห็นว่าพยานหลักฐานไม่สามารถยืนยันได้ว่าเห็นจำเลยคนใดมั่วสุมหรือก่อกวน หรือกีดขวางการจราจร มีแต่เพียงภาพรวมของการชุมนุมเท่านั้น แต่เห็นว่าเฉพาะ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ในฐานะเป็นผู้จัดการชุมนุม ลงโทษปรับ 1,000 บาท

ต่อมาชลธิชาได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ และเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2565 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นยกฟ้องชลธิชา โดยเห็นว่าจําเลยในฐานะผู้แจ้งและจัดการชุมนุม ได้ดูแลรับผิดชอบการชุมนุมและให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะอย่างเต็มความสามารถตามที่กฎหมายกําหนดแล้ว คดีใช้เวลากว่า 4 ปี เศษจึงสิ้นสุดลงในชั้นอุทธรณ์นี้

.

คดีของแกนนำ 10 คน อัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญา หลังการต่อสู้คดี เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 ศาลก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหาหลักเช่นกัน ในส่วนข้อหาหลักตามมาตรา 116 ศาลเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบสันติ ไม่มีความรุนแรง หรือพฤติกรรมยุยงปลุกปั่น เป็นการกระทำซึ่งเป็นวิถีในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและสิทธิพลเมือง

แต่ศาลให้ลงโทษปรับจำเลยคนละ 200 บาท ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเห็นว่าแม้จะขออนุญาตกับเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ไม่ได้มีการยื่นหนังสือขออนุญาตกับเจ้าพนักงานเขตท้องที่ตามกฎหมาย

จากนั้นเฉพาะ เอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ โดยยืนยันว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของเครื่องขยายเสียง จึงไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงาน ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนว่าเอกชัยมีความผิดในข้อหานี้ แต่ให้แก้จากโทษปรับอาญา เป็นโทษปรับทางพินัย คดีใช้เวลาเกือบ 7 ปี จนถึงชั้นอุทธรณ์จึงสิ้นสุดลง

.

.

การชุมนุมสุดท้ายในชุดคนอยากเลือกตั้งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 พ.ค. 2561 โดยมีการนัดหมายชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนวันถัดมา ผู้ชุมนุมพยายามเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไว้ถึงบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN62) จึงมีการอ่านแถลงการณ์และตำรวจควบคุมตัวแกนนำ ต่อมามีผู้ถูกดำเนินคดีแยกเป็นคดีของผู้ชุมนุม 41 คน และแกนนำ 21 คน การชุมนุมครั้งนี้จึงนับว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีมากที่สุด ผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนยังเป็นผู้สังเกตการณ์การชุมนุมจากองค์กรสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

คดีของผู้ชุมนุม มีผู้ชุมนุมทั้งหมด 40 คน ได้ถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลแขวงดุสิต อีก 1 รายไม่มีพยานหลักฐานว่าเข้าร่วมการชุมนุม และระหว่างพิจารณาได้มีจำเลยเสียชีวิต 1 ราย ทำให้เหลือผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 39 คน 

หลังการต่อสู้คดีกว่า 4 ปี 8 เดือน เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2566 ศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เป็นการสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ประชาชนก็ยังใช้สัญจรบนถนนได้ในช่องทางที่เหลือระหว่างผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวน ไม่ได้ถึงขนาดกีดขวางจราจรหรือทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนเกินกว่าที่จะพึงคาดหมายได้

.

คดีของแกนนำ ส่วนของแกนนำในภายหลังมีการสั่งฟ้องคดีทั้งหมด 18 คน โดยระหว่างพิจารณามีผู้เสียชีวิต 1 ราย คดีใช้เวลาสืบพยานอย่างยืดเยื้อ และกลายเป็นคดีสุดท้ายที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 

ศาลได้พิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 116 และข้อหาหลักอื่น ๆ โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ กลุ่มจำเลยต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ได้แจ้งการชุมนุม มีการปราศรัยบอกขั้นตอนกับผู้ชุมนุมในการใช้สิทธิโดยสงบ แต่ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งหมดคนละ 200 บาท ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

คดีนี้ยังต้องรอว่ามีคู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ แต่รวมระยะเวลาการต่อสู้คดีจนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็น 7 ปี 11 เดือน

.

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง คนนอกคอก EP.7: มหากาพย์รวมคดีคนอยากเลือกตั้ง

.

X