ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 2 จำเลยคดี ‘คนอยากเลือกตั้ง’ พัทยา ช่วยลากลำโพง-ถือป้ายหนุนไม่เป็นผู้จัดชุมนุม

1 ตุลาคม 2563 – ที่ศาลแขวงพัทยา ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีของกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” พัทยา ชุมนุมตรงข้ามห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช ถนนเลียบชายหาดพัทยา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2561 โดยในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 12 คน ได้แก่ “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จำเลยที่ 1), นายวันเฉลิม กุนเสน (จำเลยที่ 2), นางสาวจิดาภา ธนหัตถชัย (จำเลยที่ 3), นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (จำเลยที่ 4), นายวีรชัย เฟ้นดี้ (จำเลยที่ 5), นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (จำเลยที่ 6), นางสาวอารีย์ โสภณ (จำเลยที่ 7), นางสาววลี ญาณะหงษา (จำเลยที่ 8), นางสาวสุวรรณา ตาลเหล็ก (จำเลยที่ 9), นางประนอม พูลทวี (จำเลยที่ 10), นายฉัตรมงคล วัลลีย์ (จำเลยที่ 11) และนายศศวัชร์ คมนียวนิช  (จำเลยที่ 12)

จากเดิมที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาปรับจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และที่ 12 คนละ 3,000 บาท ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 “ไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า” และให้ยกฟ้องสําหรับจําเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ต่อมาทั้งทางฝ่ายอัยการ และฝ่ายจำเลยที่ 2 และ 12 ได้ยื่นอุทธรณ์คดี โดยในอุทธรณ์ของอัยการพยายามยืนยันว่าจำเลยที่เหลือซึ่งศาลยกฟ้องเองก็เป็นผู้ร่วมจัดการชุมนุม ในส่วนของจำเลยทั้งสองได้ชี้แจงในอุทธรณ์ว่าตนไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมตามความหมายที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะแต่อย่างใด

สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อ ภายหลังจากเข้าฟังคำพิพากษาวันนี้

พิจารณาแล้ว ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาแก้ ชี้ว่าอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากขาดพยานหลักฐานว่าจำเลยรายอื่นเป็นผู้จัดการชุมนุมจริง ในส่วนของอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และ 12 ฟังขึ้น ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้น

>>> ปรับจ่านิวและเพื่อนคนละ 4,000 บาท ฐานไม่แจ้งการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งพัทยา

>>> อัยการยื่นอุทธรณ์คดีคนอยากเลือกตั้งพัทยา ยันจำเลยรายอื่นเป็นตัวการร่วมจัดชุมนุม

ในคำพิพากษาได้เท้าความถึงมูลเหตุแห่งคดี ระบุคำฟ้องของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2561 จําเลยทั้งสิบสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันชุมนุมสาธารณะที่บริเวณฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช ติดถนนเลียบชายหาดพัทยา ซึ่งเป็นที่สาธารณะสําหรับให้คนใช้ร่วมกัน โดยก่อนจะจัดการชุมนุม พวกจําเลยได้แจ้งนัดหมายเชิญประชาชนทั่วไปให้เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง แต่จําเลยทั้งสิบสองกับพวกไม่ได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะล่วงหน้าไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงต่อ พันตํารวจเอก อภิชัย กรอบเพชร ผู้กํากับการสถานีตํารวจภูธรเมืองพัทยา หัวหน้าสถานีตํารวจท้องที่ อีกทั้งยังไม่ยื่นคําขอผ่อนผันกําหนดเวลา

จําเลยทั้งสิบสองกับพวกได้ร่วมกันชุมนุมที่บริเวณลานสาธารณะดังกล่าวโดยจําเลยที่ 1 ได้ปราศรัยทางการเมืองต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุมราว 30 คนและประชาชนทั่วไป มีการกล่าวโจมตีการทํางานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง ให้ยกเลิกประกาศและคําสั่ง คสช. ทุกฉบับ อีกทั้งยังร่วมกันถือป้ายและแสดงสัญลักษณ์ ถือเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 3, 4, 10, 12, 14, 28 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จําเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ

ในส่วนของคำพิพากษาในศาลชั้นต้น พิจารณาแล้วพิพากษาว่า จําเลยที่ 1, 2 และ 12 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง, 12, 14, 28 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 4,000 บาท แต่ทางนำสืบของจําเลยที่ 1 คําให้การชั้นสอบสวนของจําเลยที่ 2 และที่ 12 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสี่ คงปรับทั้งสามคนละ 3,000 บาท ยกฟ้องสําหรับจําเลยที่ 3 ถึงที่ 11

อย่างไรก็ตาม โจทก์ จําเลยที่ 2 และที่ 12 ยื่นอุทธรณ์ สําหรับโจทก์ อธิบดีอัยการ สํานักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทนายจําเลยที่ 6  คือ นางสาว ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ได้ยื่นคำร้องว่าจำเลยถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ปรากฏตามมรณบัตรท้ายคําร้อง โจทก์รับว่าเป็นความจริง ศาลจึงให้จําหน่ายคดีสําหรับจําเลยที่ 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ จําเลยที่ 2 และที่ 12 ว่า จําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และ ที่ 7 ถึงที่ 12 เป็นผู้ร่วมจัดการชุมนุมกับจําเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตํารวจเอก อภิชัย กรอบเพชร ผู้กํากับการสถานีตํารวจภูธรเมืองพัทยา, พันตํารวจโท ธีรศักดิ์ สีแสง สารวัตรสืบสวน และพันตํารวจโท ออมสิน สุขการค้า พนักงานสอบสวน เบิกความทํานองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุ มีเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนแจ้งว่า จําเลยที่ 1 เป็นแกนนําได้แจ้งทางสื่อออนไลน์เชิญชวนประชาชนทั่วไปให้ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่ลานตรงข้ามห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช ซึ่งเป็นที่สาธารณะ

เมื่อถึงวันเกิดเหตุจําเลยที่ 1 ขับรถยนต์ จําเลยที่ 12 นั่งข้าง เข้ามาจอดในห้าง เมื่อเดินเข้าไปในห้าง พบจําเลยที่ 2 แล้วจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 12 ได้เดินออกไปที่ลานตรงข้ามห้างด้วยกัน จําเลยที่ 2 เป็นผู้ถือลําโพงขยายเสียงแบบเคลื่อนย้ายติดตัวมาด้วย เมื่อถึงลานที่เกิดเหตุมีผู้ร่วมชุมนุมรออยู่แล้วประมาณ 30 คน จําเลยที่ 1 ใช้เครื่องขยายเสียงดังกล่าวยืนพูดปราศรัยโจมตีรัฐบาล จําเลยที่ 2 เดินลากจูงอุปกรณ์เครื่องขยายเสียง จําเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ชูป้ายสนับสนุนการชุมนุม จําเลยที่ 12 แสดงสัญลักษณ์การชุมนุมด้วยการชู 3 นิ้ว ตํารวจได้ถ่ายภาพไว้และตรวจสอบพบว่าไม่มีการแจ้งการชุมนุมก่อน จึงจับกุมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ข้อหาจัดการชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย

ในส่วนของอุทธรณ์จำเลย มีจําเลยที่ 1 เบิกความว่า จําเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการชุมนุมเพียงผู้เดียว ส่วนจําเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นแค่ผู้ร่วมในการชุมนุมและไม่มีการวางแผนร่วมกันในการจัดการชุมนุมมาก่อน เห็นว่า ในข้อความในเฟซบุ๊ก“ประชาธิปไตยศึกษา v๒” ที่เชิญชวนให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมนั้น ไม่ปรากฏชื่อของจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 12 ว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก หรือมีข้อความระบุว่าจําเลยดังกล่าวเป็นผู้เชิญชวนคนให้มาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด

นอกจากนี้โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่า จําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 12 ได้ร่วมกันวางแผนจัดการชุมนุมในลักษณะเป็นตัวการร่วม เพียงแค่การที่จําเลยที่ 2 เป็นผู้ลากอุปกรณ์ลําโพงขยายเสียงให้จําเลยที่ 1 ปราศรัย จําเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 11 เป็นผู้ถือป้ายสนับสนุนการชุมนุม และจําเลยที่ 12 มาด้วยกันกับจําเลยที่ 1 และเข้าร่วมชุมนุมด้วยการแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ ตามคําจํากัดความในมาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสองแห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 12 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์จําเลยที่ 2 และที่ 12 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสําหรับจําเลยที่ 2 และที่ 12 และจําหน่ายคดีสําหรับจําเลยที่ 6 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้น

 

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดี “คนอยากเลือกตั้ง” พัทยา หลังเลื่อนจากเหตุโควิด

อัยการฟ้องคดีคนอยากเลือกตั้งพัทยาข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ

คดีคนอยากเลือกตั้งพัทยา: 7 คน เข้ารับทราบนัด อีก 5 คน นัดส่งตัวให้อัยการวันนี้

คนอยากเลือกตั้งพัทยา(PTY12) เข้ารับทราบข้อหาเพิ่มอีก 5 คน ตร.นัดส่งอัยการ 10พ.ค.นี้

ตร.ออกหมายเรียกเพิ่ม 5 ราย คดีคนอยากเลือกตั้งพัทยา