วันที่ 21 เม.ย. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “สายน้ำ” นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ และ “ออย” สิทธิชัย ปราศรัย สองนักกิจกรรมทางการเมืองวัย 21 ปี และ 28 ปีตามลำดับ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ “ร่วมกันขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ในที่สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12 กรณีพ่นสีสเปรย์ตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ เครื่องหมายอนาคิสต์ และข้อความ “หยกโดน 112 ตรงนี้” บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า เมื่อปี 2566
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุกตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกคนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาในช่วงเย็น ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีหลักประกันคนละ 50,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ
.
สายน้ำ-ออย ถูกจับกุม หลังถูกออกหมายจับกรณีพ่นสีสเปรย์ “ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” และ “เสาชิงช้า” ต่อมาพนักงานสอบสวนเข้าแจ้งความรวดอีก 5 คดี
ที่มาที่ไปของคดีนี้ เกิดขึ้นจากเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2566 “สายน้ำ” นภสินธุ์ และ “ออย” สิทธิชัย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีจากกรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า โดยหมายจับของทั้งสองคนออกโดยศาลอาญา ลงวันที่ 1 เม.ย. 2566 ระบุข้อกล่าวหา 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ “ร่วมกันทำลายหรือทำให้โบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วเสื่อมค่า” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ “ร่วมกันขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ในที่สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12
กรณีของออย ถูกจับกุมในช่วงเช้าของวันที่ 6 เม.ย. 2566 และถูกนำตัวไปที่ สน.สำราญราษฎร์ (สถานีตำรวจเจ้าของคดี) ต่อมาสายน้ำที่ติดตามไปที่ด้านหน้า สน.สำราญราษฎร์ ก็ถูกตำรวจเข้าแสดงหมายจับในลักษณะเดียวกัน จากนั้นตำรวจพาตัวออยแยกไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยไม่มีใครทราบ ขณะที่พาสายน้ำไปที่ สน.ฉลองกรุง โดยไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเหตุใดจึงต้องแยกไปสองสถานีตำรวจดังกล่าว โดยในชั้นตำรวจทั้งสองคนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
หลังจากนั้นในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนจาก 3 สถานีตำรวจ ได้แก่ สน.พญาไท, สน.ดินแดง และ สน.ดุสิต ได้ทยอยเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งสองคนในคดีจากการพ่นสีสเปรย์ในพื้นที่ต่าง ๆ แยกเป็นอีก 5 คดี
วันถัดมา (7 เม.ย. 2566) ตำรวจควบคุมตัวทั้งสองคนไปขอฝากขังที่ศาลอาญาจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า (คดีของ สน.สำราญราษฎร์) และพ่นสีสเปรย์รวม 5 จุดในเขตพญาไท (คดีของ สน.พญาไท) โดยคัดค้านการประกันตัว ศาลมีคำสั่งไม่ให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองคนในทั้งสองคดี โดยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องออกหมายขัง แต่นัดให้ผู้ต้องหามารายงานตัวตามกำหนดนัด ทำให้วันดังกล่าวทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัว
สำหรับกรณีการพ่นสีสเปรย์ที่ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 โดยศาลอาญาได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น 4 นัดระหว่างวันที่ 25-28 มิ.ย. 2567 ซึ่งในระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งสองคนถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง ก่อนศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2567 ให้จำคุกคนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และได้รับประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษและควบคุมความประพฤติไว้ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยสรุประบุว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะทำให้โบราณสถานเสียหาย เพียงแต่หวังให้สังคมสนใจสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวของ “หยก” เยาวชนที่ถูกจับกุมและไม่ได้รับการประกันตัวในขณะนั้น
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก สายน้ำ-ออย 12 เดือน เห็นว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
วันนี้ (21 เม.ย. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 714 สายน้ำและออยเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับผู้รับมอบฉันทะทนายความ โดยมีครอบครัว ประชาชน และเพื่อน รวมถึงเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนมาสังเกตการณ์ ที่นั่งในห้องพิจารณาคดีถูกจับจองมากกว่าครึ่งหนึ่งของห้อง ต่อมาในเวลาประมาณ 9.30 น. ศาลได้ออกพิจารณาคดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาเป็นคดีแรก โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่ากระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถึงแม้จะมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่จำเลยเป็นประชาชนทั่วไปมิอาจทราบได้ จำเลยไม่มีเจตนาทำลายโบราณสถาน อีกทั้งสีสเปรย์สามารถลบออกได้ เพียงแต่ทำให้เกิดความสกปรกและไม่สบายตาเท่านั้น เห็นว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
กรณีสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าขณะเกิดเหตุเป็นเยาวชนอายุ 19 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 อายุ 25 ปี อยู่ในสภาวะกดดันทางจิตใจเนื่องจากเพื่อนของจำเลยคือ “หยก” เยาวชนอายุ 14 ปี ถูกออกหมายจับในความผิดตามมาตรา 112 ถูกส่งเข้าสถานพินิจและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตามกฎหมาย จนกระทำการพ่นสีสเปรย์ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 กำลังศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง อาศัยอยู่กับครอบครัว ส่วนจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพค้าขาย อาศัยอยู่กับครอบครัว อีกทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว
เห็นว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสัญลักษณ์การปกครองของประเทศไทย โดยในทุกวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีจะมีการไปชุมนุม ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย สะท้อนรูปแบบการพัฒนาของประเทศ ส่วนเสาชิงช้า มีเพื่อใช้ประกอบพิธีโล้ชิงช้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นโบราณสถานตามขนบธรรมเนียมประเพณี
พิเคราะห์ตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 จำเลยไปพ่นสีสเปรย์ที่ฐานอนุสาวรีย์และฐานเสาชิงช้า เห็นว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามทรัพย์สิน ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกประชาชนทั่วไป
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว เห็นว่าเป็นความผิดในส่วนแพ่งที่ต้องชดใช้อยู่แล้ว ส่วนในข้อหา พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ซึ่งอยู่ในท้ายบัญชีของ พ.ร.บ.ปรับพินัย โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวกับ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับพินัย จึงเป็นอันยุติไป
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น คือให้จำคุกจำเลยทั้งสองคน คนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา
องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จัดทำคำพิพากษา ได้แก่ วรนุช ภูวรักษ์, พิริยา ศุภนิรัติศัย และ สมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น สายน้ำและออยได้ใช้เวลาพูดคุยและสวมกอดครอบครัว รวมทั้งเพื่อน ๆ ที่ติดตามมาให้กำลังใจ ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวลงไปบริเวณใต้ถุนศาลระหว่างการยื่นประกันตัวในชั้นฎีกา
ต่อมาในช่วงเย็น ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีหลักประกันคนละ 50,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ
.
ทบทวนคดี สายน้ำ-ออย พ่นสีสเปรย์ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ช่วงปี 66 ก่อนถูกดำเนินคดี ‘6 คดี’
“สายน้ำ” และ “ออย” ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 6 คดี จากเหตุการพ่นสีสเปรย์ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 31 มี.ค. 2566 ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เม.ย. 2566 ปัจจุบันคดีสิ้นสุดแล้ว 5 คดี เหลือเพียง 1 คดีที่ยังไม่สิ้นสุดลง คือคดีจากกรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้าที่มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในวันนี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีที่ 1 พ่นสีสเปรย์ในเขตดุสิต เป็นตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ และภาพเครื่องหมายอนาคิสต์รวม 2 จุด ได้แก่ บริเวณกำแพงและป้อมสัญญาณไฟจราจร
ศาลแแขวงดุสิตพิพากษาว่าทั้งสองคนมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ทั้งสองคนให้การรับสารภาพ คงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี (คดีสิ้นสุดที่ศาลชั้นต้น)
คดีที่ 2 พ่นสีสเปรย์ในเขตพญาไท เป็นตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ และภาพเครื่องหมายอนาคิสต์ รวม 5 จุด ได้แก่ บริเวณป้อมจราจร, แผ่นป้ายโฆษณา, ตอหม้อทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า, ด้านข้างลิฟท์สถานีรถไฟฟ้า และป้ายรถประจำทาง
ทั้งสองคนต่อสู้คดีนี้ ต่อมาศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดฐานทำให้ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์เสียหาย ตามมาตรา 360 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี (คดีสิ้นสุดที่ศาลชั้นต้น)
คดีที่ 3 พ่นสีสเปรย์ในเขตดินแดง เป็นตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ และภาพเครื่องหมายอนาคิสต์ บริเวณผนังโรงกรองน้ำแยกสามเสนใน และคดีที่ 4 พ่นสีสเปรย์ในเขตดินแดง เป็นข้อความ “ACAB” บริเวณตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร 2 แห่ง
สองคดีนี้ศาลแขวงพระนครเหนือรวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน ทั้งสองคนให้การรับสารภาพ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ปรับทั้งสองคนกรรมละ 5,000 บาท รวมสองกรรมปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับคนละ 5,000 บาท
คดีที่ 5 พ่นสีสเปรย์ในเขตดินแดง เป็นตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ และภาพเครื่องหมายอนาคิสต์ บริเวณผนังกำแพงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)
ทั้งสองคนถูกแจ้งข้อกล่าวหา “ทำให้เสียทรัพย์” ตามมาตรา 358 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ต่อมา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 2 มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีทั้งสองคนในกรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณกำแพงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ทำให้คดีความในส่วนนี้เป็นอันยุติไป
คดีที่ 6 พ่นสีสเปรย์ในเขตพระนคร บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า เป็นตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ และภาพเครื่องหมายอนาคิสต์ ส่วนที่เสาชิงช้ามีข้อความว่า “หยกโดน 112 ตรงนี้” เพิ่มอีกหนึ่งข้อความ
ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ต่อมาศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี รวม 2 กรรม จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กรรมละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และได้ประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
