หลังการประกาศพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผลในการนิรโทษกรรมคดีจากการชุมนุมหรือแสดงออกอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
แม้กฎหมายยังมีข้อยกเว้นไม่นับรวมการนิรโทษกรรมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งควรเป็นอีกหนึ่งประเภทคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่สำคัญในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่กฎหมายดังกล่าวก็ยอมรับว่าบรรดาการกระทำที่ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมหรือแสดงออกอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองมิใช่อาชญากรรม สมควรยุติการพิจารณา จำหน่ายคดี และลบประวัติอาชญากรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยกภาระทางกระบวนการยุติธรรมออกจากผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองจำนวนมาก
ทว่าภายหลังจากพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้ ปรากฏสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้และการตีความกฎหมายของศาล ในลักษณะที่ไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนแน่นอน ส่งผลให้ผู้ต้องหาและจำเลยที่ควรได้รับนิรโทษกรรมถูกจำกัดเสรีภาพและต้องแบกรับภาระทางคดีอาญาต่อไป
ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ พบสถานการณ์ในหลายรูปแบบ โดยที่ศาลอาญามีคำสั่งยุติคดีชุมนุมที่เห็นว่าเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที ขณะเดียวกันก็สั่งให้มีการไต่สวนคำร้องในกรณีผู้ต้องขังทางการเมืองที่เข้าเกณฑ์การได้รับการนิรโทษกรรมและยื่นขอให้ปล่อยตัว โดยมีการนัดหมายไต่สวนไว้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าหลังยื่นคำร้อง
ส่วนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ กลับมีคำสั่งส่งคำร้องทั้งหมดในประเด็นนี้ไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ยังรอการจัดตั้งขึ้น ดำเนินการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยระบุเหตุผลว่าการวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีใดจะได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ
นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิจารณาคำร้องในกรณีของผู้ต้องขังในคดีปิดหน่วยเลือกตั้ง เมื่อปี 2556 โดยมีคำสั่งให้ออกหมายปล่อยตัวเพราะเห็นว่าเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม หลังใช้เวลาพิจารณาราว 1 สัปดาห์ โดยไม่ต้องมีการไต่สวนใด ๆ เพียงแต่ส่งคำร้องให้โจทก์ทราบ
รวมทั้งมีคดีที่ศาลแขวงดุสิตแจ้งการยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ในกรณีการชุมนุมของกลุ่มพีมูฟ 2 คดี เนื่องจากเห็นว่าเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าว โดยฝ่ายจำเลยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ยังไม่นับการดำเนินการตามกฎหมายนี้ในชั้นอื่น ๆ อย่างชั้นตำรวจหรือพนักงานอัยการ ที่ยังไม่มีความแน่ชัดในขั้นตอนการยุติคดี
สถานการณ์การตีความกฎหมายดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาความไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอน และยังสร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าว
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง รวมถึงรวบรวมข้อมูล ติดตามสถานการณ์ เผยแพร่ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีความเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า
1. ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้แล้ว ในกรณีที่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 ยังมิได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี แล้วแต่กรณี หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ”
ถ้อยคำในบทบัญญัตินี้เป็นบทบังคับเด็ดขาด (Mandatory Provision) ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล ต้องดำเนินการ แต่ละหน่วยงานซึ่งเป็นผู้พิจารณาสำนวนคดีย่อมมีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบฐานความผิด และวันเดือนปีแห่งการกระทำความผิดตามคำฟ้องเทียบกับบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติฯ
หากปรากฎว่าคดีใดเข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดแจ้ง ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีทันที การที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรากฎหมายขึ้นเพื่อนิรโทษกรรมการกระทำความผิดแล้ว ศาลในฐานะองค์กรตุลาการผู้บังคับใช้และตีความกฎหมายที่เป็นอิสระ ต้องไม่ปฏิเสธหรือผลักอำนาจของตนเองที่มีตามมาตรา 8 กลับไปให้ฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย เพราะการตีความให้ส่งเรื่องไปสอบถามและรอผลคำสั่งของคณะกรรมการฯ เป็นการสร้างขั้นตอนทางกฎหมายที่ไม่จำเป็นและสร้างภาระแก่จำเลยเกินสมควร รวมทั้งการดำเนินการในชั้นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการด้วยเช่นกัน
2. สถานการณ์ที่แต่ละศาลมีแนวทางพิจารณาจัดทำคำสั่งในคดีต่าง ๆ ที่แตกต่างกันในหลายแนวทาง ส่งผลให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะกลุ่มที่คดียังดำเนินอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบางส่วนยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ และควรจะได้รับการดำเนินการโดยเร่งด่วนตามผลของกฎหมายฉบับนี้ จะได้รับประโยชน์ดังกล่าวล่าช้าออกไป โดยที่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ทราบแนวทางการตั้งและดำเนินการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ชัดเจน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จำเลยควรได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม หากคดีเข้าข่ายตามกฎหมายดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ศาลควรสั่งจำหน่ายคดีที่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7
โดยที่มาตรา 7 บัญญัติให้บรรดาการกระทำของบุคคลที่เข้าเงื่อนไขเนื้อหาและเงื่อนเวลาตามกฎหมายไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย จึงมีผลเป็นการลบล้างความผิดและโทษย้อนหลังทันทีโดยผลของกฎหมาย สิทธิในการลงโทษของรัฐย่อมระงับไปทันที ศาลย่อมหมดฐานอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือจำกัดเสรีภาพของจำเลยไว้ต่อไป
3. อำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มีเท่าที่มาตรา 6 (1) ได้ให้อำนาจไว้ เป็นอำนาจในการวินิจฉัยขี้ขาดคดีที่มีข้อโต้แย้งว่ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ คดีที่มีการร้องขอตามมาตรา 6 (2) และคดีเยาวชนที่ไม่เข้าข่ายจะได้รับการนิรโทษกรรม แต่ต้องการร้องขอเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 11 มิใช่อำนาจที่กฎหมายให้ไว้เพื่อใช้เป็นกลไกในการสั่งยุติการพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ซึ่งเป็นอำนาจโดยแท้ของศาลตามมาตรา 8 ที่ศาลควรสั่งเองได้เพื่อยุติการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว
รวมทั้ง หากพิจารณาถึงการพิจารณาร่างกฎหมายในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 พบว่าเดิมข้อความตามมาตรา 7 (ร่างมาตรา 6 เดิม) มีการบัญญัติว่า “…ทั้งนี้ นับแต่วันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป”
แต่กรรมาธิการพิจารณากฎหมายเห็นว่าเมื่อพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ควรให้มีผลทันที ไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบก่อน ต่อมากรรมาธิการจึงได้มีมติตัดข้อความดังกล่าวออกไป ทำให้ควรจะต้องตีความว่าการดำเนินการตามมาตรา 8 ของกฎหมายฉบับนี้นั้น จะต้องมีผลได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติในแต่ละคดีอีก
.
สุดท้าย ในส่วนของกระบวนการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งกฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาจะต้องมีการประชุมครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ (คือภายในวันที่ 22 กันยายน 2569) แต่จนถึงปัจจุบัน ในส่วนของคณะกรรมการในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ได้รับความเห็นชอบจากวิปรัฐบาล, วิปฝ่ายค้าน, ที่ประชุมอธิการบดี และประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการกระบวนการสรรหา หรือการเปิดเผยทั้งรายชื่อและกระบวนการสรรหาต่อสังคมแต่อย่างใด
ทำให้ยังต้องติดตามสถานการณ์การนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ทั้งในส่วนของการพิจารณาคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และส่วนของการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ต่อไป
.
