วันที่ 28 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง ของนักกิจกรรมจำนวน 22 คน โดยแบ่งเป็น 7 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 พร้อมข้อหาอื่น ๆ
วันนี้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลย 15 คนออกจากสารบบความ ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “หอย” ธนชัย เอื้อฤาชา, ชูเกียรติ แสงวงค์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, ธานี สะสม, ณัฐชนน ไพโรจน์, ภัทรพงศ์ น้อยผาง, “แอมมี่” ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์, อะดิศักดิ์ สมบัติคำ, สิทธิทัศน์ จินดารัตน์, ณัทพัช อัคฮาด, ธนพ อัมพะวัติ และอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (จำเลยที่ 8-22 ตามลำดับ) ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยดังกล่าวได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามมาตรา 7 และมาตรา 8
นอกจากนั้น ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาอื่น ๆ ที่จำเลยอีก 7 คนถูกฟ้องอยู่ด้วย ยกเว้นเพียงข้อหามาตรา 112 จึงทำให้จำเลยในคดีนี้เหลืออยู่จำนวน 7 คน ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “หมอลำแบงค์” ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (จำเลยที่ 1-7 ตามลำดับ)
.
สำหรับคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร มีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564 และ 8 มี.ค. 2564 จำเลยหลายคน เช่น อานนท์, “ไผ่” จตุภัทร์, “ไมค์” ภาณุพงศ์, “เพนกวิน” พริษฐ์, “หมอลำแบงค์” ปติวัฒน์, สมยศ เคยถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลาหลายเดือน อีกทั้งยังมีการอดอาหารประท้วงของพริษฐ์ และหลายคนติดโควิด-19 ก่อนทยอยได้รับการประกันตัว ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ และที่ผ่านมายังเผชิญกับข้อจำกัดในการออกหมายเรียกพยานเอกสารเพื่อใช้ถามค้าน
.
วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 811 “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อานนท์ นำภา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกนำตัวมาศาลเพื่อเข้าร่วมรับฟังการสืบพยานด้วย ในขณะที่วันนี้มีประชาชนหลายคนมาให้กำลังใจและร่วมสังเกตการณ์
ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลแจ้งว่าเนื่องจาก พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศบังคับใช้ โดยนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง ยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ศาลได้สอบถามโจทก์ตามคำฟ้องในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่ากลุ่มจำเลยทั้งหมดได้มีการชุมนุมทางการเมือง โดยมีการนัดหมายเพื่อทำกิจกรรมรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมืองกันเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2569
ตามฟ้องของโจทก์โดยสรุปบรรยายท้ายฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-7 ในฐานความผิดตามมาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, มาตรา 358, มาตรา 385, พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
ส่วนจำเลยที่ 8-22 โดยสรุปแล้ว โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, มาตรา 358, มาตรา 385, พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องและไม่ได้ขอให้ลงโทษในข้อหาตามมาตรา 112 อัยการโจทก์แจ้งว่าจะนำไปหารือกับอัยการเจ้าของสำนวน เพื่อมาแถลงยืนยันในช่วงบ่าย
ในช่วงบ่าย อัยการโจทก์เจ้าของสำนวนมาแถลงต่อศาลว่า มีเพียงจำเลยที่ 1-7 เท่านั้นที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาตาม 112 ส่วนจำเลยที่ 8-12 ประสงค์ให้ลงโทษในฐานความผิดตามมาตรา 116 เท่านั้น มิได้ประสงค์ลงโทษตามมาตรา 112
ศาลจึงมีคำสั่งว่า “เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 8-22 เป็นการรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมือง ประกอบกับโจทก์แถลงยืนยันตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว ในส่วนของจำเลยที่ 8-22 ว่ามิได้ประสงค์ให้ลงโทษตามมาตรา 112 จึงถือว่าจำเลยที่ 8-22 มิได้ถูกฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามมาตรา 112
ขณะนี้มี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาตรา 7 บัญญัติว่า บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความผิดทางอาญา และทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
มาตรา 8 บัญญัติไว้ความว่า หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาลและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กรณีจึงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 8-22 ตามฟ้อง และการกระทำของจำเลยที่ 1-7 ตามฟ้อง ที่ไม่ใช่การกระทำผิดตามมาตรา 112 นั้นมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองในช่วงเวลาตามมาตรา 7
และเพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ตามระบอบประชาธิปไตยอันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย อันจะทำให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเสริมสร้างสันติสุข และร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญอย่างมั่นคง และยั่งยืนสืบไปให้สมดังเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
จึงให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 8-22 ออกจากสารบบความ และให้จำหน่ายข้อหาตามมาตรา มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 358, มาตรา 385, พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ในส่วนของจำเลยที่ 1-7 ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ออกจากสารบบความ คงไว้เฉพาะความผิดตามมาตรา 112 และให้ออกหมายปล่อยจำเลยที่ 8-10”
สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายปล่อย ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล, “แอมป์” ณวรรษ และ “ไบรท์” ชินวัตร ซึ่งมีหมายขังอยู่ในคดีนี้ แต่ทั้งสามคนยังคงไม่ได้รับการปล่อยตัว สืบเนื่องจากกรณีของอรรถพล ศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวอยู่อีก 2 คดี ได้แก่ คดี ม.112 กรณีชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งถูกขังระหว่างอุทธรณ์ และคดี ม.112 กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งครูใหญ่ถอนประกันตนเองระหว่างถูกขังในคดีหลัก ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว
เช่นเดียวกับณวรรษเหลือเพียงคดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้เขาจะถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดีหลักแล้วก็ตาม ส่วนชินวัตรยังคงถูกคุมขังต่อไป เนื่องจากเขาตัดสินใจถอนอุทธรณ์ในคดี ม.112 ทำให้คดีบางส่วนสิ้นสุดลงแล้ว อยู่ระหว่างรับโทษคดีต่าง ๆ
.
ทั้งนี้ วันนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ไป 1 ปาก จนเสร็จสิ้น และนัดหมายสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 1-4 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ตามที่นัดไว้เดิม
นอกจากนั้นแล้ว วันนี้ศาลยังมีการไต่สวนคำร้องของ “อานนท์ นำภา” ที่ยื่นเรื่องปัญหาการย้ายแดนแยกผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีวินิจ อ่อนพร้อม ผู้อำนวยการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าไต่สวน
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประมวล #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร การชุมนุมที่ปักหมุดใหม่ให้ประวัติศาสตร์
การแตกตัวของจักรวาลคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร: สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นหลังแกนนำราษฎรถูกขังกว่า 100 วัน
ทบทวนมหากาพย์การร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
