ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องนิรโทษกรรม “มานี-จินนี่” คดีดูหมิ่นศาล ระบุไม่เข้าเงื่อนไขมูลเหตุทางการเมือง พร้อมยกคำร้องยุติบางข้อกล่าวหาคดีโพลขบวนเสด็จ

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2569 และวันที่ 1 พ.ย. 2569 ทนายความได้รับแจ้งคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า “ยกคำร้อง” กรณีขอนิรโทษกรรมในจำนวนสามคดี ได้แก่ คดีข้อหาดูหมิ่นศาลของ “มานี” เงินตา คำแสน และ “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง, คดีข้อหาดูหมิ่นศาลอีกคดีหนึ่งของ “จินนี่” จิรัชยา จากการปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยศาลมีคำสั่งในทำนองว่า ไม่ได้เป็นการกระทำที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง แต่ไม่ได้มีการอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ได้เป็นการเข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง และไม่ได้มีการนัดหมายไต่สวนเพิ่มเติมแต่อย่างใด

รวมถึงมีคำสั่งยกคำร้องนิรโทษกรรม ในคดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนขบวนเสด็จ ของทานตะวันและนักกิจกรรมรวม 7 คน ที่ยื่นคำร้องขอให้ยุติข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 

สำหรับคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังมีคดีของ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา และ “มานี” เงินตา คำแสน ในข้อหามาตรา 112 และดูหมิ่นศาลฯ จากการร่วมกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ ซึ่งได้ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมในบางข้อกล่าวหาไปตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2569 จากการติดตามพบว่าหลังศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง ก็ยังไม่มีคำสั่งมาแต่อย่างใด จนปัจจุบันผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว

กรณีดังกล่าว จึงทำให้ปัจจุบันทั้งสามคดีดังกล่าวยังไม่ได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรม “มานี”, “จินนี่” รวมถึง “ขุนแผน” ที่อยู่ระหว่างรอคำสั่งนิรโทษกรรมยังต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้นก็ตาม โดยทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งในส่วนนี้ต่อไป

.

คดีของ “จินนี่” จิรัชยา และ “มานี” เงินตา คำแสน ซึ่งถูกกล่าวหาจากการปราศรัยวิจารณ์การทำงานของศาลระหว่างทำกิจกรรมเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 

คดีนี้ถูกฟ้องในข้อหา “ดูหมิ่นศาล” ตามมาตรา 198, “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 326, 328 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2568 ปัจจุบันสถานะทางคดีถึงที่สุดแล้ว โดยทั้งสองรับโทษในคดีนี้ครบแล้ว แต่ยังถูกขังต่อในคดีอื่นที่ศาลสั่งให้นับโทษต่อจากคดีนี้ ซึ่งทุกข้อกล่าวหาอยู่ในบัญชีท้ายที่ได้รับการนิรโทษกรรม 

ก่อนหน้านี้ 26 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวและแก้ไขการบังคับโทษ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งคำร้องทั้งหมดไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้วินิจฉัย จึงมีการยื่นคำร้องเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ให้รอหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการก่อนจะพิจารณาสั่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2569 ได้รับหมายศาลแจ้งคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 21 ต.ค. 2569 ระบุว่า “ตามที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษ ลบประวัติ หรือมีคำสั่งตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 นั้น ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นการกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง”

.

คดีของ “จินนี่” จิรัชยา ซึ่งถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่ามีความผิดฐาน “ดูหมิ่นศาล” ตามมาตรา 198, “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 326, 328 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปัจจุบันสถานะทางคดีถึงที่สุดแล้ว แต่เธอยังถูกขังต่อในคดีอื่นที่ศาลสั่งให้นับโทษต่อจากคดีนี้

ก่อนหน้านี้ 26 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวและแก้ไขการบังคับโทษ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งคำร้องทั้งหมดไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้วินิจฉัย จึงมีการยื่นคำร้องเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ให้รอหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการก่อนจะพิจารณาสั่ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว พบว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง “ยกคำร้อง” เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่เข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรม (อยู่ระหว่างติดตามคำสั่งฉบับเต็ม)

.

คดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 โดยมี “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112, มาตรา 116 และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 368 รวมถึงเฉพาะบางคนที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 ประกอบ มาตรา 140 และดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 136

คดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116 แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน

.

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 8 เฉพาะข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม โดยระบุว่าคดีนี้มีพฤติการณ์ซึ่งปรากฎชัดแจ้งว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง ตามคำฟ้อง คำเบิกความพยานโจทก์ และข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการทำโพลสำรวจความคิดเห็น พร้อมทั้งระบุถึงกรณีที่ศาลยุติธรรมมีหนังสือกำหนดแนวทางการพิจารณาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดี

หลังจากทนายความติดตามคำสั่งเมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 2569) พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ “ยกคำร้อง” (อยู่ระหว่างติดตามคำสั่งฉบับเต็ม)

.

ทั้งนี้ จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า คดีกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มแรกที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้นิรโทษกรรม โดยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ในคดีดูหมิ่นศาลของมานีและจินนี่ว่าไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นคดีที่มีมูลเหตุทางการเมือง โดยไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ใช่คดีที่มีมูลเหตุทางการเมือง แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์  โดยทนายความเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อไป 

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยื่นคำร้องศาลอาญากรุงเทพใต้ขอปล่อยตัว “มานี – จินนี่ – ขุนแผน – พิชัย – พีรพงศ์” เป็นครั้งที่สอง หลังคดีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม ล่าสุดมีคำสั่ง 1 คดี ให้รอ คกก. อีก

X