ในวันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 และถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 รวมถึงในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, 138, 140 และ 368
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “ใบปอ”, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), “บีม” ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล), วรัณยา แซ่ง้อ, “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล) โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567
สำหรับคดีนี้มี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นผู้กล่าวหาในข้อหาอื่น ๆ
จนถึงปัจจุบันนับว่าผ่านระยะเวลามากว่า 4 ปี โดยในชั้นศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยรวม 15 นัด ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 ก.ค. 2569 จึงชวนอ่านสรุปภาพรวมคดีนี้
.
คดีโพลขบวนเสด็จ: การต่อสู้ยาวนานกว่า 4 ปี ใกล้ถึงวันพิพากษาและการเสียชีวิตของเนติพรยังคงเป็นปริศนา
ในช่วงปี 2564-65 มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านการตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ผ่านการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชนหลายครั้ง คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ทานตะวันและใบปอได้ร่วมกันชูป้ายโพลสำรวจความคิดเห็นด้วยข้อความว่า “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” บริเวณห้างสยามพารากอน
(ภาพนักกิจกรรมถือป้ายโพลสำรวจความเห็นในห้างสยามพารากอนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565)
.
จากเหตุการณ์ทำโพลสำรวจในประเด็นขบวนเสด็จดังกล่าว ทำให้นักกิจกรรมและประชาชนรวม 9 คน ทยอยถูกแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ 116 ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “ใบปอ”, “บุ้ง” เนติพร, ฐากูร, วรเวช, “บีม” ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ, “แบม” อรวรรณ และ “ไอซ์” เยาวชนอายุ 15 ปี จึงทำให้เหตุการณ์นี้ถูกแยกดำเนินคดีเป็นสองคดี ได้แก่ คดีของผู้ใหญ่ 8 คน และคดีเยาวชน 1 คน
แม้ทั้งหมดจะเดินทางเข้ารับทราบข้อหาตามหมายเรียก แต่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้นำตัวทั้งหมดไปขอฝากขังในชั้นสอบสวน คดีของผู้ใหญ่ทั้ง 8 คน ศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 200,000 บาท และกำหนดเงื่อนไข ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขคือกำหนดให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM)
ด้านคดีของ “ไอซ์” ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 20,000 บาท และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ (ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นสอบสวน)
ย้อนอ่านเหตุการณ์
.
(ภาพเนติพรและใบปอ จาก ไข่แมวชีส)
ในวันที่ 3 พ.ค. 2565 ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกันใบปอและเนติพร หลังไต่สวนถอนประกันตามคำร้องของพนักงานสอบสวน จากเหตุโพสต์เชิญชวนการชุมนุม โดยศาลเห็นว่าเป็นการเข้าร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งละเมิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว จึงทำให้ทั้งสองคนถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเป็นครั้งแรก ในระหว่างนั้นศาลอนุญาตให้ฝากขังในชั้นสอบสวนต่ออีกหลายผัด แม้จะทนายความจะยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง รวมถึงยังมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคนเรื่อยมา
คดีนี้ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันที่ 30 พ.ค. 2565 ต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย 6 คนในระหว่างพิจารณาคดี ยกเว้นใบปอและเนติพรที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
หลังจากที่เนติพรและใบปอถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง ในวันที่ 2 มิ.ย. 2565 ทั้งสองคนอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว จนกระทั่งวันที่ 4 ส.ค. 2565 ในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 8 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขกำหนดให้ห้ามออกนอกเคหสถานตามเวลาที่กำหนด และเงื่อนไขอื่น ๆ อันเป็นการสิ้นสุดการคุมขัง 94 วัน รวมถึงสิ้นสุดการประท้วงอดอาหารเป็นระยะเวลา 64 วัน
ย้อนดูไทม์ไลน์ ‘บุ้ง-ใบปอ’ อดอาหารประท้วง >> ย้อนดูเส้นทาง ‘บุ้ง-ใบปอ’ อดอาหารประท้วง ทวงสิทธิประกันตัว ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาจนอาการวิกฤต
.
จากนั้นในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ยื่นถอนประกันตัวเองเพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังในคดีจากแสดงออกทางการเมือง พร้อมกับทานตะวันที่ถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง (คดีมาตรา 112 ไลฟ์สดหน้า UN) และอดอาหารและน้ำประท้วงในเรือนจำ
(ทานตะวันและอรวรรณทำกิจกรรมหน้าศาลอาญาประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังในคดีจากแสดงออกทางการเมือง เมื่อวันที่ วันที่ 16 ม.ค. 2566)
ต่อมากว่าหนึ่งเดือน ศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งถอนหมายขังของตะวัน-แบม ตามคำร้องของผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ที่ไปยื่นต่อศาล ส่งผลให้ทานตะวันและแบมได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีหลักประกันหรือเงื่อนไข โดยฝ่ายจำเลยไม่ทราบ ภายหลังการได้รับการปล่อยตัว ทั้งสองได้ตัดสินใจเดินทางออกจาก รพ.ธรรมศาสตร์ ไปประท้วงอดอาหารต่อเนื่องที่บริเวณหน้าศาลฎีกา เพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ยังเหลืออยู่ในเรือนจำ จนยุติการอดอาหารในวันที่ 11 มี.ค. 2566 รวมระยะเวลาประท้วง 53 วัน
ระหว่างที่แบมและทานตะวันอดอาหารประท้วงดังกล่าว พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำในขณะนั้นได้รับสิทธิประกันตัวอย่างน้อย 10 คน
ผ่านมาประมาณหนึ่งปี ในวันที่ 26 ม.ค. 2567 เนติพรถูกศาลอาญากรุงเทพใต้เพิกถอนประกันตัวเธอในคดีนี้ พร้อมกับสั่งจำคุก 1 เดือน ในคดีละเมิดอำนาจศาล (อีกคดีหนึ่ง) สำหรับการเพิกถอนประกันระบุเหตุผลว่าได้ทำผิดเงื่อนไขประกันตัวจากการร่วมชุมนุมและพ่นสีที่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเรียกร้องให้ถอดถอนเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ วุฒิสภา จากการเป็นศิลปินแห่งชาติ
เนติพรถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเป็นครั้งที่สอง หลังจากนั้นเธอเริ่มประท้วงโดยการอดอาหารและน้ำ ในระหว่างนั้นมีการยื่นขอประกันตัวเธอไปหนึ่งครั้ง ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง จนกระทั่งในวันที่ 14 พ.ค. 2567 เนติพรเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวของกรมราชทัณฑ์ เป็นระยะเวลารวม 110 วันที่เธอถูกขัง และไม่น้อยกว่า 65 วันที่เธออดน้ำและอาหารประท้วง ปัจจุบันข้อเท็จจริงและสาเหตุการตายยังคลุมเครือ รวมไปถึงแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้ความช่วยเหลืออย่างถูกต้องตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ โดยศาลจังหวัดธัญบุรีนัดคำสั่งไต่สวนการตายในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นี้
ส่วนคดีนี้ ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2567 ทำให้จำเลยเหลืออยู่จำนวน 7 คน ทั้งนี้ระหว่างพิจารณาคดี วรเวชได้ถูกคุมขังในคดีส่วนตัว ทำให้เขาถูกนำตัวมาร่วมสืบพยานในฐานะผู้ต้องขังในคดีนี้ด้วย
(หลังบุ้งเสียชีวิต ใบปอ ได้นำรูปและโกศอัฐิของบุ้งร่วมเข้าฟังการพิจารณาคดีด้วย)
.
ภาพรวมการสืบพยาน: โจทก์กล่าวหาจำเลยมีเจตนามุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ ด้านจำเลยยืนยันว่า คำว่าขบวนเสด็จไม่ได้หมายถึงหรือเจาะจงพระมหากษัตริย์ เป็นการสำรวจความเห็นทั่วไป
การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 11 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 4 นัด
ฝ่ายโจทก์ สืบพยานในระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย. 2566, 30 ก.ย., 21 ต.ค., 4 พ.ย., 23 ธ.ค. 2567, 20 ม.ค., 17 มี.ค., 22 พ.ย. 2568, 26 ก.พ. 2569 และวันที่ 20 มี.ค. 2569 มีพยานโจทก์เข้าสืบจำนวน 19 ปาก ดังต่อไปนี้
- ผู้กล่าวหา 3 ปาก ได้แก่ ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์, พ.ต.ท.นพดล สินสิริ และ ร.ต.ท.ปาณัสม์ กลิ่นขจร
- ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ตำรวจฝ่ายสืบสวน 4 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นัฐกฤชพงษ์ ทรัพย์สิน, พ.ต.อ.หญิง กรกาญจน์ อรุณปลอด, พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร และ พ.ต.ต.ชูชีพ วงษ์บุญเพ็ง
- ตำรวจฝ่ายสอบสวน 3 ปาก ได้แก่ ร.ต.อ.พงศกร ข้องสาย, ร.ต.อ.หญิง ทิพย์วรนณ ภู่ประดิษฐ์ และ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ
- ตำรวจจราจร 1 ปาก ได้แก่ ร.ต.อ.นิยม รัดคีวี
- พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ สยามพารากอน 2 ปาก
- พยานความเห็น 4 ปากได้แก่ พะยอม พิชัยรัตน์, อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, ณฐพร โตประยูร และว่าที่ร้อยตรี นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล
- พยานจากราชบัณฑิตสภา 1 ปาก ได้แก่ กุลศิรินทร์ นาคไพจิตร
โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์พยายามกล่าวหาว่า กลุ่มจำเลยมีเจตนานัดหมายมาทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคลของห้างสยามพารากอน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนและคำสั่งห้ามของพนักงานรักษาความปลอดภัยและจงใจเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม นำไปสู่ความวุ่นวาย บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมพื้นที่ และมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ และมองว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทางการเมืองมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยใช้โพล ซึ่งเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อก้าวล่วง ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบันกษัตริย์
นอกจากนั้น ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ ศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาฯ ในปากเจ้าหน้าที่ราชบัณฑิตยสภาที่ศาลเคยสั่งสืบพยานลับหลังจำเลยไป ด้านทนายความจำเลยแถลงคัดค้าน เห็นว่า เคยได้ค้านเรื่องการสืบพยานลับหลังจำเลยไปแล้ว และการนำพยานเดิมมาเบิกความซ้ำ ทำให้พยานทราบคำให้การก่อนแล้ว จึงไม่มีโอกาสแสวงหาความจริงจากพยานปากนี้
ฝ่ายจำเลย สืบพยานระหว่างวันที่ 23, 28-30 เม.ย. 2569 มีพยานจำเลยเข้าสืบทั้งสิ้น 9 ปาก ดังนี้
- นักกิจกรรม 2 ปาก ได้แก่ ทานตะวัน (จำเลยที่ 1) และ ใบปอ (จำเลยที่ 2)
- ผู้สื่อข่าวอิสระ 3 ปาก ได้แก่ วรัณยา แซ่ง้อ (จำเลยที่ 4), วรเวช (จำเลยที่ 6) และ ณัฐพงศ์ มาลี ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวราษฎร
- ประชาชนที่ร่วมสังเกตการณ์ 3 ปาก ได้แก่ ฐากูร (จำเลยที่ 5), ณัฐกรณ์ (จำเลยที่ 8) และ อรวรรณ (จำเลยที่ 7)
- พยานความเห็น 1 ปาก ได้แก่ รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี ฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ
พฤติการณ์คดีนี้ ทานตะวันเริ่มทำโพลสำรวจที่ห้างสยามพารากอนร่วมกับใบปอ หลังทราบข่าวการคุกคามนักกิจกรรมจากขบวนเสด็จเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2565 ระหว่างกิจกรรม นักกิจกรรมเดินเลี่ยงเจ้าหน้าที่ไปยังบริเวณหน้าห้างฯ สยามดิสคัฟเวอรี่และเลี้ยวหยุดประมาณกลางซอยของห้างฯ เนื่องจากพบตำรวจในเครื่องแบบนำแผงเหล็กมากั้นและเกิดเหตุชุลมุน โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาอุ้มตัวทานตะวันในลักษณะกอดจากด้านหลัง ในท่าทางล่วงละเมิด เนื่องจากมือโดนบริเวณหน้าอก จึงสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน นำไปสู่การด่าทอ หลังจากความวุ่นวายได้สงบลง ประชาชนได้ตามตัวชายคนดังกล่าวมาขอโทษก็ได้ยุติกิจกรรม
ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112-116 นักกิจกรรม-เยาวชน 9 ราย หลังทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจาก ขบวน เสด็จ
.
บันทึกสืบพยานโจทก์
สมาชิก ศปปส. เข้าแจ้งความ แม้จะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ รู้จักเพียงตะวัน-ใบปอ มองว่าการทำโพลเป็นการด้อยค่าสถาบัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า โพลไม่มีพระนามของกษัตริย์องค์ใด
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ผู้กล่าวหา เบิกความโดยสรุปว่า พยานเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้งแปดในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 และเป็นสมาชิก ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ที่ติดตามดูข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมอยู่แล้ว ทั้งนี้ ศาลบันทึกว่า เป็นประชาชนที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมหรือม็อบ
ก่อนเกิดเหตุ ในวันที่ 7 ก.พ. 2565 พยานพบเห็นโพสต์ในกลุ่มเพจทะลุวังว่าจะมีการทำกิจกรรมที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนในวันที่ 8 ก.พ. 2565 เวลา 17.00 น. เนื้อหาในเพจทะลุวัง เขียนว่ามีการจัดทำโพลเกี่ยวกับขบวนเสด็จว่าทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือไม่
ในวันเกิดเหตุ (8 ก.พ. 2565) พยานดูการถ่ายทอดสดของสำนักข่าวราษฎร ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น. จากในคลิป เห็นทานตะวัน (จำเลยที่ 1) และใบปอ (จำเลยที่ 2) โดยพยานได้ชี้ตัวทั้งสองคนในห้องพิจารณา และเบิกความต่อว่าเห็นทั้งสองคนถือกระดาษโพลอยู่ที่บริเวณห้างสยามพารากอน มีหัวข้อว่า ขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือไม่ และมีช่องให้ลงความเห็นอยู่ 2 ช่อง คือ เห็นด้วย กับ ไม่เห็นด้วย และยังเห็นเนติพร, วรัณยา และอรวรรณ (จำเลยที่ 3, ที่ 4 และที่ 7) ปรากฏอยู่ในคลิปด้วย
ระหว่างการถ่ายทอดสดเห็นว่ามีคนนำสติกเกอร์ไปติดที่กระดาษโพล จนมาถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปที่บริเวณหน้าวังสระปทุม โดยการเคลื่อนขบวนและถือโพลมีการพูดว่า จะทำโพลดังกล่าวไปมอบให้กับบุคคลในวังสระปทุม แต่มีเจ้าพนักงานตำรวจสกัดไว้ก่อนถึง แต่พยานไม่ทราบชื่อเจ้าพนักงานตำรวจ
ในกลุ่มเพจทะลุวัง มีการโพสต์ข้อความว่า ขบวนเสด็จจากภาษีประชาชน ขบวนเสด็จถนนของประชาชน ขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อน เวลามีขบวนเสด็จแล้วให้ปศุสัตว์มากำจัดหมาจรจัดซึ่งทำให้เดือดร้อนทั้งคนและหมา ขบวนเสด็จทำให้มีคนตายและยังมีข้อความในทำนองให้รื้อระบบศักดินา
ตามความเข้าใจของพยาน คำว่า ‘ขบวนเสด็จ’ หมายถึง การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นขบวนเสด็จของพระองค์ใด ก็หมายถึงในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ การเหมารวมดังกล่าวจึงเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์
การทำดังกล่าวจึงเป็นการแอบแฝง เพื่อที่จะก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน นอกจากนี้ยังได้พรินต์ภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวไปมอบให้ด้วย
พยานไม่รู้จักจำเลยทั้งหมดเป็นการส่วนตัว แต่เคยเห็นจำเลยบางคนตามหน้าสื่อทราบว่าเป็นแกนนำและเป็นนักกิจกรรมอิสระ แต่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งหมดมาก่อน
ระพีพงษ์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานมีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ที่ จ.แพร่ ประกอบอาชีพรับจ้าง ขายอาหารตามสั่งและเป็นผู้ดูแลนักสู้อิสระเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)
ต่อมาได้รวมกับกลุ่ม ศปปส. (กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน) เพื่อเฝ้าระวังการชุมนุมกลุ่มที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 หลายคดีโดยไม่มีค่าตอบแทน
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานดูเหตุการณ์ไลฟ์สดจากมือถือจากกลุ่มสำนักข่าวราษฎรขณะอยู่ที่ จ.แพร่ ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปที่สยามพารากอนและสยามดิสคัฟเวอรี่ จากนั้นในวันที่ 12 ก.พ. 2565 จึงไปกล่าวหาและให้การต่อพนักงานสอบสวน ในลักษณะการถามตอบ เพราะในวันที่ไปกล่าวหา พยานทราบชื่อจำเลยเพียงบางคน ขณะแจ้งความพนักงานสอบสวนได้นำภาพถ่ายของจำเลยที่เกี่ยวข้องมาให้ดู ส่วนรายชื่อจำเลยที่กระทำความผิดทราบมาจากรายงานการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจในวันที่ไปแจ้งความ
พยานเห็นทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ถือกระดาษโพล แต่ไม่ทราบชื่อจริงของใบปอ ส่วนจำเลยอื่น รวมถึง ฐากูร (จำเลยที่ 5) ไม่เห็นว่ายืนอยู่ตรงไหนและไม่ทราบว่าคือผู้ใด ส่วนเยาวชน “ไอซ์” จะยืนอยู่ตรงใดไม่ขอตอบ
ในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 และมาตรา 2 พยานจำไม่ได้ ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ที่ให้การเพราะตำรวจเปิดให้ดู เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (6) พยานไม่ทราบว่ามีรายละเอียดอย่างไร แต่ทราบเกี่ยวกับมาตรา 6
พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และไม่ขอตอบว่า “ไอซ์” (เยาวชน) จะเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังหรือไม่
จากวิดีโอถ่ายทอดสด พยานเห็นโพลมีการแบ่งสองช่อง คือเดือดร้อนและไม่เดือดร้อน มีคนไปลงความเห็นทั้งสองช่อง แต่เห็นว่ามีคนลงความเห็นว่าเดือดร้อนมากกว่า จากนั้นทนายจำเลยถามว่า ถ้าพยานอยู่ในเหตุการณ์พยานจะเลือกติดฝั่งใด พยานตอบว่า คงไม่ไปติดสติกเกอร์ในโพลดังกล่าว
พยานเคยให้การไว้ว่า ขบวนเสด็จ หมายถึง ขบวนเสด็จรวมถึงบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกษัตริย์ไทย แต่สำหรับสมเด็จพระสังฆราชจะเป็นขบวนเสด็จหรือไม่ ไม่ขอตอบ เนื่องจากพยานไม่รู้คำราชาศัพท์อาจจะไม่ถูกต้อง และพยานยอมรับว่า ในกระดาษโพลไม่มีพระนามของพระมหากษัตริย์องค์ใด
ทนายจำเลยถามว่า หากมีการสอบถามว่าเห็นด้วยกับเงินดิจิตอล 10,000 บาทหรือไม่ จะเป็นการดูหมิ่นรัฐบาลเศรษฐา (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) หรือไม่ จะแสดงความเห็นอย่างไร พยานตอบว่าไม่ขอตอบ
จากเอกสารการแจ้งความ พยานระบุว่าเป็นการกล่าวโทษม็อบ 8 กุมภา ว่าการจัดกิจกรรมในรัศมีเขตพระราชฐาน ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่น และพยานรับว่า เคยแจ้งความทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) หลายคดีแล้ว เหตุที่เบิกความว่าโพลขบวนเสด็จเป็นการด้อยค่าสถาบัน เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ที่มีความคิดร้ายต่อสถาบัน
พยานไม่ทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินไปแล้วเลี้ยวกลับมาที่สยามพารากอนหรือไม่ และกล่าวว่าผู้ชุมนุมเดินทางไปถึงวังสระปทุมก่อนที่ตำรวจจะไปตั้งด่านแล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นขอไม่ตอบ ส่วนผู้ชุมนุมจะเลี้ยวขวาเข้าไปทางสยามพารากอนหรือไม่ พยานขอไม่ตอบ
พยานเห็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจผ่านคลิปถ่ายทอดสด อาจจะมีการเกิดความรุนแรง และเห็นว่ามีการอุ้มล็อกตัวทานตะวัน คนที่ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม คือ พ.ต.อ.นริศ และ พ.ต.ต.ชูชีพ เป็นผู้ควบคุมตัวทานตะวันไป
กลุ่มของพยานก่อตั้งมาตั้งแต่ก่อน ร.9 จะสวรรคตแล้ว ทนายจำเลยถามว่า ทราบหรือไม่ว่า ร.9 ให้เลขาสำนักพระราชวังทำหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อน พยานตอบว่าไม่ทราบ และไม่รู้ว่าจำเลยจะทราบหรือไม่ ทั้งนี้ ศาลจดเพียงว่า พยานตอบว่าไม่ทราบ
พยานไม่ทราบว่าการเสด็จพระราชดำเนินจะเป็นหน้าที่จัดการของเจ้าพนักงานตำรวจ และไม่ทราบว่าคนจัดการจะเป็นในหลวงหรือไม่
ในวันเกิดเหตุพยานไม่ทราบว่าจะมีคนถูกจับกี่คน และตามคำให้การไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินคดีกับใคร เนื่องจากเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ห้างสยามพารากอนจะอยู่แขวงเขตอะไร พยานก็ไม่ทราบ พยานดูจากวิดีโอถ่ายทอดสด ไม่ทราบว่าใครคือตำรวจนอกเครื่องแบบ
พยานตอบว่า ในช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ทราบว่าจะมีการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะหรือไม่ จากนั้นพยานตอบว่า หลังจากเกิดเหตุก็มีการจัดชุมนุมเรื่อย ๆ มีหลายครั้งที่การชุมนุมเกี่ยวกับขบวนเสด็จ ในคดีนี้พยานไม่ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และจากผู้ใด
พยานรับว่า เคยไปเป็นพยานในคดีมาตรา 112 หลายคดี ใช้สิทธิไม่ตอบอยู่หลายครั้ง เนื่องจากเชื่อว่าคำถามของทนายจำเลยเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับคดี
ระพีพงษ์ ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ตำรวจบอกพยานว่าจุดเกิดเหตุอยู่แขวงใด เขตใด พยานรู้จักจำเลยบางคนเพียงชื่อเล่น จากนั้นได้ชี้ตัวทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ส่วนตามคำให้การที่กล่าวถึงชื่อจำเลยอื่น อิงตามรายงานการสืบสวนของตำรวจ
.
ตำรวจผู้กล่าวหา-สืบสวนลงพื้นที่ รับว่ากิจกรรมไม่มีป้ายอื่นนอกจากโพล และรับว่าตำรวจนอกเครื่องแบบไม่มีสัญลักษณ์แสดง ทำให้ประชาชนไม่ทราบว่าเป็นใครจนเกิดเหตุปะทะ
พ.ต.ท.นพดล สินสิริ ผู้กล่าวหา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2565 พยานตรวจสอบพบจากสื่อออนไลน์ว่ามีการโพสต์ข้อความในเพจทะลุวังข้อความทำนองว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และมีการชักชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นโดยการทำโพลในวันที่ 8 ก.พ. 2565 จากนั้นพยานจึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาคือ พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์
จากนั้นในวันที่ 8 ก.พ. 2565 พยานแบ่งชุดปฏิบัติการเป็น 3 ชุด คือ ฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบ ปะปนกับประชาชนเพื่อบันทึกภาพ ชุดพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และชุดถอดเทป ในเวลา 14.30 น. ได้ออกเดินทางไปที่ห้างพารากอนกับตำรวจ 9 นาย รวมพยานเป็น 10 นาย แต่งกายนอกเครื่องแบบ
เวลาประมาณ 15.00 น. พบทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ต่อมาเบิกความแก้ว่าเป็นเวลาประมาณ 17.00 น. พบทั้งสองกำลังยืนชูป้ายกระดาษสีขาวบริเวณเชิงบันไดเลื่อนชั้น G เชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นโดยการแจกสติกเกอร์วงกลมสีเขียว ในกระดาษมีตาราง 2 ฝั่ง ด้านบนเขียนว่า คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไม่
จากนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ ประกาศว่าไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมภายในห้างฯ แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมเลิก พยานเบิกความว่าพบเนติพร (จำเลยที่ 3) อยู่ด้วย มีวรเวช (จำเลยที่ 6) และวรัณยา (จำเลยที่ 4) ถ่ายทอดสดอยู่ด้วย พยานได้ชี้ตัวจำเลยทั้งสามในห้องพิจารณา
เวลา 17.20 น. ทานตะวันและใบปอ นำโพลเดินมาที่ลานน้ำพุชั้น M แล้วประกาศเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความเห็นโดยการติดสติกเกอร์ที่นำมา
จากนั้น ทั้งหมดเดินลงทางลาดเพื่อย้อนกลับเข้าไปในห้างฯ ขึ้นไปชั้น 2 โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินติดตามตลอดเพื่อห้ามไม่ให้จัดกิจกรรม แต่จำเลยทั้งแปดไม่ปฏิบัติตาม และจากนั้นทานตะวันและใบปอไปยืนชูป้ายที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI หน้าร้านมีวรเวชและวรัณยา และจำเลยอื่น แต่จำไม่ได้ว่าฐากูร (จำเลยที่ 5) อยู่ด้วยหรือไม่ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายไปที่ลานน้ำพุ จนเมื่อเวลา 18.00 น. จำเลยทั้งหมดจะเดินไปที่หน้าวังสระปทุม โดยผ่านถนนพระราม 1
ขณะนั้นมี พ.ต.อ.พันษา เป็นหัวหน้าชุด และตำรวจนครบาล 6 โดยมี พ.ต.อ.นริศ, พ.ต.ต.ชูชีพ และตำรวจสืบสวนอีก 7 นาย ตั้งวางแผงเหล็กกั้นเป็นแนวสกัดอยู่ที่ซอยระหว่างห้างฯ สยามดิสคัฟเวอร์รีกับวังสระปทุม และมี พ.ต.อ.นริศ และพ.ต.อ.พันษา ชี้แจงกับผู้ชุมนุมว่าบริเวณนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ ไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามจะฝ่าฝืนเข้าไป โดยมีการใช้กำลังผลักดันกัน โดยมีจำเลยทั้งหมดและกลุ่มแนวร่วมอีก 15 คน
ทานตะวันและใบปอ ฝ่าแนวกั้นเข้าไปได้ แต่ พ.ต.ต.ชูชีพ เข้าสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เข้าไปถึงประตู วรัณยา ตะโกนด่า พ.ต.ต.ชูชีพว่า ไอ้เสื้อเบอร์ 2 มันคือใคร มันมาอุ้มเด็กได้อย่างไร เป็นนอกเครื่องแบบหรือไม่ พยานได้ยินด้วยตนเองเนื่องจากอยู่หน้าแนว
จากนั้น พ.ต.อ.พันษา ประกาศว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ควบคุมและขอให้ออกจากพื้นที่ แต่ผู้ชุมนุมไม่เชื่อฟังและจัดกิจกรรมต่อไป พ.ต.อ.พันษา จึงยึดแผ่นป้ายแสดงความเห็นดังกล่าว แต่ผู้ชุมนุมยังทำกิจกรรมกันต่อไป ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และเลิกกิจกรรมประมาณ 19.00 น.
จำนวนสติกเกอร์มีจำนวนเท่าไหร่พยานจำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 173 คนติดอยู่ฝั่งเห็นด้วย แต่ฝั่งไม่เห็นด้วยมีอยู่ 1-2 ดวง มีจำเลยบางคนเข้าไปติดด้วย ต่อมาพยานเบิกความว่าไม่แน่ใจ
พ.ต.ท. นพดล ตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยยอมรับว่าอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหน้าที่สืบสวน ผู้กล่าวหาเฉพาะข้อหาขัดคำสั่ง ขัดขวาง และดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และเป็นผู้ให้ความเห็นในคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนที่มีมติสั่งฟ้องจำเลย แม้พยานจะไม่เคยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็ตาม
พยานรับว่า ในวันเกิดเหตุ กลุ่มผู้ชุมนุมเพียงแค่ถือป้ายทำโพลและชักชวนให้คนร่วมแสดงความเห็นโดยไม่มีการปราศรัย ไม่มีป้ายข้อความอื่นเกี่ยวกับสถาบันฯ และไม่ได้ประกาศว่าจะเดินไปยังวังสระปทุม แต่เป็นฝ่ายตำรวจที่คาดการณ์เอง พยานยอมรับว่าแยกแยะผู้ชุมนุมกับประชาชนที่สัญจรไปมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
สำหรับเหตุการณ์ปะทะ เกิดขึ้นเมื่อตำรวจนอกเครื่องแบบ ซึ่งสวมเพียงเสื้อยืดและไม่มีสัญลักษณ์แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ได้ใช้แขนเข้าสกัดกั้นทานตะวัน ทำให้วรัณยา (จำเลยที่ 4) ซึ่งเป็นสื่ออิสระ/ยูทูบเบอร์ เข้าด่าทอ พ.ต.ต.ชูชีพ เพราะไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พยานเบิกความเกี่ยวกับวรัณยาว่า ไม่ใช่ผู้สื่อข่าวเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตนักข่าว แต่เป็นเพียงยูทูบเบอร์ที่มาในสถานที่เกิดเหตุ และไม่ทราบมาก่อนว่าวรัณยาเคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ปทุมวัน ในกรณีที่มีการทำร้ายสื่อมวลชน
สำหรับเหตุการณ์ที่วรัณยาได้เข้าไปด่าทอ พ.ต.ต.ชูชีพนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ พ.ต.ต.ชูชีพ ใช้แขนเข้าสกัดกั้นทานตะวัน อย่างไรก็ตาม พยานปฏิเสธการใช้คำว่า “อุ้ม” โดยยืนยันว่าเป็นเพียงการ “สกัดกั้น” ทนายจำเลยได้ถามว่า พ.ต.ต.ชูชีพได้โดนตัวทานตะวันหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทราบ ทราบเพียงแค่ว่ามีการเข้าไปสกัดกั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ พยานยอมรับว่าไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างเพจ “ทะลุวัง” กับจำเลยทั้งแปด และไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ และยืนยันว่าการจัดการจราจรหรือปิดถนนเมื่อมีขบวนเสด็จ เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงตามกฎหมาย พระบรมวงศานุวงศ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการ
สำหรับการทำกิจกรรมทางการเมืองมักไม่มีการประกาศรายละเอียดสถานที่ชัดเจนล่วงหน้า ทำให้สื่อมวลชนอิสระ ยูทูบเบอร์ รวมถึงวรเวช (จำเลยที่ 6) ต้องใช้วิธีเดินติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อไลฟ์สดรายงานสถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้ พยานยอมรับว่าการทำโพลคือการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะร่วมแสดงความเห็นหรือไม่ก็ได้
พยานเห็นอรวรรณ (จำเลยที่ 7) ครั้งแรกที่ลานน้ำพุชั้น M ขณะกำลังติดสติกเกอร์แสดงความคิดเห็นบนโพลร่วมกับประชาชนทั่วไป กิจกรรมในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่เปิดกว้าง ไม่จำกัดกลุ่ม และมีประชาชนที่สนใจเดินตามไปด้วยตลอดเส้นทาง โดยหลังจบกิจกรรมไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
พ.ต.ท.นพดล ตอบอัยการโจทก์ถามติง โดยยืนยันว่า นอกจากข้อกล่าวหาที่เบิกความไป มีการกล่าวหาในความผิดตามมาตรา 112 ด้วย
.
ตำรวจสอบสวนผู้กล่าวหา รับว่าไม่ได้ลงพื้นที่ในวันเกิดเหตุ และรับว่าพนักงานสืบสวนมีส่วนร่วมในคณะทำงานสอบสวน
ร.ต.ท.ปาณัสม์ กลิ่นขจร ผู้กล่าวหา เบิกความโดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุเป็นรองสารวัตรสอบสวน เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2565 มีคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ให้พยานไปร่วมการสืบสวนสอบสวนเป็นคณะทำงาน พยานจำไม่ได้ว่ามีจำนวนตำรวจในคณะทำงานกี่นาย
พยานเป็นผู้จัดทำเอกสารในคดี เป็นผู้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งหมดตามข้อกล่าวหาตามมาตรา 112, มาตรา 116 และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
สำหรับข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานฯ แจ้งจำเลย 6 คน ยกเว้นเนติพรและอรวรรณ และข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ แจ้งเฉพาะวรัณยาและเนติพร อัยการให้พยานชี้ตัวจำเลยในห้องพิจารณา พยานจำไม่ได้เพียงคนเดียวคือ ฐากูร (จำเลยที่ 5)
พยานเป็นผู้สอบปากคำ พ.ต.ท.นพดล สินสิริ รวมถึงตำรวจอีกหลายคน และสอบปากคำพยาน เช่น ไพวรรณ์ นิลศรี, กวี เลไลลำ, พ.ต.อ.พันษา, ณัฐพร โตประยูร, อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ และพะยอม พิชัยรัตน์
ที่ประชุมคณะทำงานฯ มีความเห็นควรสั่งฟ้องเพราะได้กระทำความผิดโดยการชูป้ายโพล อัยการถามต่อว่า ฐานความผิดและพฤติการณ์ใด พยานนิ่งเงียบและใช้เวลานึกประมาณ 3 ถึง 5 นาที แล้วตอบว่าพฤติการณ์คือชูป้ายให้ประชาชนเข้าร่วมทำกิจกรรมทำโพลแสดงความเห็นขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่ และมีไปทำกิจกรรมต่อที่วังสระประทุม
ร.ต.ท.ปาณัสม์ ตอบทนายจำเลยคำถามค้านว่า คณะทำงานชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งและมี พ.ต.ท.นพดล (พนักงานสืบสวน) เป็นทั้งผู้กล่าวหาและหนึ่งในคณะกรรมการที่มีมติสั่งฟ้องด้วย พยานรับว่าตนเป็นพนักงานสอบสวนมานาน และทราบดีว่าตาม ป.วิ.อาญา อำนาจการสอบสวนเป็นของพนักงานสอบสวนไม่ใช่พนักงานสืบสวน แต่ในการประชุมคณะทำงานกลับมีพนักงานสืบสวนเข้าร่วมด้วย จากนั้นทนายจำเลยกล่าวว่า การให้พนักงานสืบสวนมีอำนาจสั่งฟ้องอาจผิดหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ พยานยอมรับว่าตนเองไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ และจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้เรียก ณฐพร โตประยูร และอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ มาสอบปากคำ เนื่องจากไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
สำหรับประเด็นเรื่องป้ายโพล พยานรับว่ามีการติดสติกเกอร์ทั้ง 2 ฝั่ง มีเพียงคำว่า “ขบวนเสด็จ” โดยไม่มีการระบุพระนามผู้ใด ซึ่งคำว่าขบวนเสด็จ หมายรวมถึงการเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย ส่วนสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เอกชน การจัดกิจกรรม ทำประชามติ หรือใช้เครื่องขยายเสียงภายในศูนย์การค้า จึงต้องขออนุญาตจากห้างฯ ไม่ใช่การขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อทนายจำเลยให้พยานดูภาพถ่ายเหตุการณ์วันเกิดเหตุ พยานยอมรับว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพมีพฤติการณ์เพียงแค่ถือกล้องโทรศัพท์มือถือเดินตามผู้ที่ถือแผ่นป้ายไปตลอดเหตุการณ์เท่านั้น
พยานรับว่าพอทราบสภาพแวดล้อมและปัญหาการจราจรที่ติดขัดบริเวณถนนพระราม 1 ในช่วงเช้า และทราบว่ามักจะมีขบวนเสด็จผ่านบ้างประปราย เนื่องจากมีพระบรมวงศานุวงศ์ประทับอยู่ในละแวกนั้น
พยานจำป้ายโพลที่เป็นของกลางได้ แต่จำไม่ได้ว่าป้ายขาดในขั้นตอนการทำสำนวนหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ทำ ระหว่าง พ.ต.ต.ชูชีพ หรือ พ.ต.อ.พันษา ซึ่งพยานทราบว่า พ.ต.ต.ชูชีพ อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้สวมเครื่องแบบ และ พ.ต.อ.พันษา ก็อยู่ในที่เกิดเหตุ สวมชุดเครื่องแบบและออกมาขอโทษประชาชน
ทนายถามว่าจากข้อเท็จจริงดังกล่าว พยานเข้าใจหรือไม่ว่า ประชาชนไม่ทราบว่าใครมาชิงแผ่นป้ายไป พยานตอบว่าใช่ เข้าใจเช่นนั้น และยอมรับว่าจากเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้น ประชาชนในที่เกิดเหตุไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคือใคร ส่วนคนที่ด่าทอตำรวจ คือเนติพร (จำเลยที่ 3)อัยการโจทก์ไม่ได้ถามติงพยานปากนี้
.
ผกก.สน.ปทุมวัน ยอมรับว่า ตำรวจซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้าไปอุ้มทานตะวัน และพยานได้บังคับให้ออกมาขอโทษแล้ว
พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ในขณะเกิดเหตุ เบิกความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2565 เวลาประมาณ 19.00 น. พยานพบเพจเฟซบุ๊กทะลุวังโพสต์ชวนทำกิจกรรม “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ที่ลานน้ำพุสยามพารากอน จึงสั่งการให้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่
ต่อมาในวันเกิดเหตุ (8 ก.พ. 2565) เวลาประมาณ 17.00 น. พบทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ถือแผ่นป้ายโพลพร้อมแจกสติกเกอร์ แม้ห้างฯ จะประกาศใส่ไมค์และชูป้ายเตือนว่า การทำกิจกรรมต้องขออนุญาต แต่กลุ่มจำเลยยังคงเข้าไปทำกิจกรรมด้านในห้าง โดยมีวรัณยาและวรเวช (จำเลยที่ 4 และที่ 6) เป็นผู้ไลฟ์สด
จากนั้นมีการไปชู 3 นิ้วหน้าร้าน SIRIVANNAVARI ประมาณ 1 นาที ก่อนจะเดินออกไปยังลานน้ำพุ และเคลื่อนขบวนไปยังวังสระปทุมในเวลา 18.00 น. พยานจึงสั่งให้นายตำรวจนำแผงเหล็กมาตั้งสกัดกั้น ทำให้กลุ่มจำเลยไม่พอใจและพยายามดันแนวแผงเหล็ก
พยานได้เข้าดึงยึดแผ่นป้ายดังกล่าวจนเกิดการโต้เถียง โดย พ.ต.ต.ชูชีพ ได้เข้าไปอุ้มตัวผู้ทำกิจกรรมทำให้เกิดการด่าทอเจ้าหน้าที่ พยานจึงประกาศปากเปล่าให้ยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นพื้นที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ และเลิกชุมนุมในเวลา 18.30 น.
พ.ต.อ.พันษา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนไม่ได้เป็นผู้กล่าวหาในข้อหา ม.112 แต่พยานให้การว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานเพียงอย่างเดียว ไม่ทราบว่าห้างสยามพารากอนได้แจ้งความข้อหาบุกรุกหรือไม่ และจากการสอบสวนไม่ทราบว่าจำเลยทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังหรือไม่ และนอกจากวรัณยาและวรเวช (จำเลยที่ 4 และที่ 6) ไลฟ์สดก็มีนักข่าวที่อื่นทำข่าวอยู่ด้วยประมาณ 4-5 คน
ป้ายโพลมีเพียงคำถามเรื่องขบวนเสด็จ โดยไม่มีการระบุถึงพระนามของกษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์องค์ใด และป้ายดังกล่าวมีสภาพสมบูรณ์ดี จนกระทั่งพยานเข้าไปดึงยึดจึงฉีกขาด
พยานทราบว่า ร.9 เคยมีหนังสือแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการจัดการจราจรขบวนเสด็จไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งพยานยอมรับว่าถนนพระราม 1 และพญาไทรถติดขัดมาก หากมีการปิดถนนจะยิ่งทำให้รถติดมากขึ้น
ในวันเกิดเหตุมีตำรวจในเครื่องแบบ 10 นาย และนอกเครื่องแบบ 8-9 นาย รวมถึง พ.ต.ต.ชูชีพ ที่แต่งกายชุดนอกเครื่องแบบ ซึ่งหลังเหตุการณ์ที่มีตำรวจอุ้มกลุ่มผู้ชุมนุม พ.ต.อ.พันษา ได้ทำการลงโทษ และบังคับให้คนที่อุ้มกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาแสดงตัวและขอโทษ และยืนยันว่าหลังจากนั้น พ.ต.ต.ชูชีพ ได้เป็นผู้ออกมาขอโทษกลุ่มผู้ชุมนุม
พยานทราบในข้อกฎหมายว่า สมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่องค์รัชทายาทจึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 112 และคำว่า “ขบวนเสด็จ” สามารถหมายรวมถึงการเสด็จของกษัตริย์ต่างประเทศในฐานะอาคันตุกะได้ด้วย
พ.ต.อ.พันษา ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า วังสระปทุมมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เนื่องจากในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี), เคยเป็นที่ประทับของ ร.9 และเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีหมั้นหมายระหว่าง ร.9 กับสมเด็จพระพันปีหลวง
.
ชุดสืบสวน 4 ปาก ระบุตำรวจนอกเครื่องแบบ ไม่มีเครื่องหมายใดแสดงว่าเป็นตำรวจเพื่อแฝงตัว อีกทั้งยืนยันกิจกรรมมีเพียงป้ายโพล ไม่มีป้ายอื่นใดอีก
ตำรวจชุดสืบสวน 4 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท. นัฐกฤชพงษ์ ทรัพย์สิน, พ.ต.อ. นริศ ปรารถนาพร, พ.ต.ต. ชูชีพ วงษ์บุญเพ็ง และ พ.ต.อ.หญิง กรกาญจน์ อรุณปลอด พยานสามปากแรกเป็นตำรวจชุดลงพื้นที่ เบิกความสอดคล้องกันถึงลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 8 ก.พ. 2565 ว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่มจำเลยได้มาจัดกิจกรรมที่ห้างสยามพารากอน โดยมีจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นผู้ถือป้ายคำถามว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่
จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนออกจากห้างฯ มุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม แต่เมื่อไปถึงได้พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมาสกัดกั้นไว้ไม่ให้ผ่าน จนเกิดการโต้เถียง ยื้อแย่ง ผลักดันแผงเหล็ก และมีการด่าทอเจ้าพนักงานตำรวจเกิดขึ้น
ด้าน พ.ต.อ.หญิง กรกาญจน์ เบิกความว่า ตนเป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวนรวบรวมพฤติการณ์ของกลุ่มทะลุวัง และได้ให้ข้อพิจารณาประเมินในรายงานว่า กิจกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบัน และทำให้ประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เห็นควรให้หน่วยงานความมั่นคงระงับยับยั้ง
ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานชุดลงพื้นที่ทั้ง 3 นายตอบตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุแต่งกายด้วยชุดนอกเครื่องแบบทั้งหมด และไม่มีเครื่องหมายใดที่แสดงตัวว่าเป็นพนักงานตำรวจ เพื่อต้องการแฝงตัวหาข่าวและปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม
ส่วน พ.ต.อ.หญิง กรกาญจน์ ยอมรับว่าตนไม่ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ แต่ได้ทำรายงานตามที่เจ้าหน้าที่สืบสวนคนอื่นส่งข้อมูลมาให้ และยอมรับว่าทราบข้อเท็จจริงที่ ร.9 เคยมีพระราชกระแสรับสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ขบวนเสด็จต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และยืนยันว่ากิจกรรมในวันนั้นมีเพียงป้ายโพลสอบถามความเห็น ไม่มีป้ายแสดงความเห็นอื่นใดอีก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเหตุระหว่างนักกิจกรรมกับเจ้าหน้าที่ พ.ต.ท.นัฐกฤชพงษ์ ตอบว่า ตำรวจได้เตรียมแผงกั้นและกำลังเจ้าหน้าที่รอไว้แล้ว เมื่อผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงจึงนำมากั้น ส่วน พ.ต.อ.นริศ ไม่ทราบว่ามีแผงเหล็กและการจัดกำลังเตรียมไว้หน้าวังสระปทุมก่อนอยู่แล้วหรือไม่
พ.ต.ท.ชูชีพ ยอมรับว่าตนได้ใช้มือคว้าจับทานตะวัน (จำเลยที่ 1) ไว้จนทำให้มีกลุ่มคนไม่พอใจ และตนได้เป็นผู้ออกไปกล่าวขอโทษทานตะวันด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ทั้งนี้ พ.ต.อ.นริศ ตอบว่าจำไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ชูชีพ ได้กล่าวคำขอโทษหรือไม่
ช่วงพนักงานอัยการโจทก์ถามติง พ.ต.ท.ชูชีพ ยืนยันว่า วรัณยา (จำเลยที่ 4) มีการด่าทอและชี้หน้าตนจริง ส่วน พ.ต.ท.นัฐกฤชพงษ์ เบิกความว่า ตนเห็นเหตุการณ์ที่มีการดึงป้ายเก็บไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าตำรวจที่ยึดป้ายจะแต่งกายในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ ส่วน พ.ต.อ.นริศ เบิกความว่า การทำโพลของกลุ่มจำเลยส่อเจตนาให้เห็นว่า คนเห็นด้วยว่าขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อน
.
พนักงานสอบสวน 3 ปาก ยอมรับว่า พยานส่วนใหญ่ที่สอบสวนไม่ใช่ประจักษ์พยาน และบนป้ายโพลก็ไม่มีการระบุพระนามใคร
ร.ต.อ.พงศกร ข้องสาย, ร.ต.อ.หญิง ทิพย์วรนณ ภู่ประดิษฐ์ และ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน เบิกความสอดคล้องกัน โดย ร.ต.อ.พงศกร เป็นผู้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ราชบัณฑิตยสภา, ร.ต.อ.หญิง ทิพยวรรณ สอบปากคำพะยอม (พยานผู้เห็นข่าวจากเฟซบุ๊กแล้วรู้สึกว่าเป็นการด้อยค่าสถาบัน) และ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ สอบสวนพยานทั้งหมด รวบรวมหลักฐานและแจ้งข้อหามาตรา 112 และ 116 โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองมาประกอบความเห็นสั่งฟ้อง
ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พนักงานสอบสวนทั้งหมดรับข้อเท็จจริงตรงกันว่า ห้างสยามพารากอนไม่ได้แจ้งความเอาผิดจำเลยในข้อหาบุกรุก และบนป้ายโพลก็ไม่มีการระบุพระนามของกษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์องค์ใด
นอกจากนี้ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ และ ร.ต.อ.หญิง ทิพยวรรณ เบิกความตรงกันว่า ระพีพงษ์ (ผู้กล่าวหา)และพะยอม (พยานความเห็น) และ ร.ต.นรินทร์ ล้วนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เห็นเหตุการณ์ผ่านเฟซบุ๊กและตำรวจเป็นฝ่ายนำภาพป้ายโพล ตลอดจนโพสต์ของเพจทะลุวัง ไปให้พยานเหล่านี้ดูก่อนทำการสอบปากคำ
พยานยอมรับว่าตำรวจไซเบอร์ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง และรับทราบตรงกันถึงกระแสรับสั่งของ ร.9 และ 10 ที่ให้จัดจราจรขบวนเสด็จโดยไม่ปิดถนนทั้งหมด เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน อัยการโจทก์ไม่ได้ถามติงพยานทั้งสามปาก
.
ตำรวจจราจร รับว่า การจัดการจราจรและปิดถนนเวลามีขบวนเสด็จ เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ร.ต.อ.นิยม รัดคีวี ตำรวจจราจร เบิกความโดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรจราจร สน.ปทุมวันตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรบริเวณแถวหน้าห้างสยามพารากอนตั้งแต่เวลา 17.00 น. ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. ทราบจากในไลน์กลุ่มว่ามีกลุ่มทะลุวังจัดกิจกรรม เดินลงจากลานน้ำพุ ใช้ถนนพระราม 1 ไปทางวังสระปทุม
เกี่ยวกับขบวนเสด็จนั้นต้องมีการอำนวยการจราจรให้มีความปลอดภัยสูงสุด สมพระเกียรติ ขณะมีขบวนเสด็จ สน.ปทุมวันจะมีการออกแผนจัดการจราจร โดยปฏิบัติการร่วมกับสายตรวจ และดูแลการจราจรตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งขบวนเสด็จหมายถึง การเสด็จของพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์
ร.ต.อ.นิยม ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานเป็นสารวัตรจราจร สน.ปทุมวัน ตั้งแต่ปี 2564 มีหน้าที่จัดการจราจรเวลามีขบวนเสด็จด้วย
วันเกิดเหตุพยานอำนวยการจราจรอยู่หน้าห้างบริเวณริมถนนพระราม 1 ไม่ได้เข้าไปด้านใน พยานเดินติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมไปตามถนน เมื่อรวมจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และเจ้าพนักงานตำรวจแล้วมีประมาณ 50 คน ขณะนั้นไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำโพล กลุ่มผู้ชุมนุมไปหยุดอยู่บริเวณทางเข้าสยามพารากอนด้านหลังมีแผงเหล็กกั้นอยู่ประมาณ 20 นาทีแล้วเลิกไป ในระหว่างนั้นพยานอยู่ระหว่างการจัดการจราจร จึงไม่ทราบรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ดูจากโซเชียลมีเดียแล้วเห็นว่ามีการผลักดันกันเล็กน้อย
ในส่วนคำให้การที่เป็นรายละเอียดของจำเลยในคดีนี้ พนักงานสอบสวนเป็นผู้พิมพ์ พยานก็เซ็นไป โดยจริง ๆ แล้วไม่รู้รายละเอียดของจำเลย
ทนายจำเลยให้พยานดูแนวทางการจัดขบวนเสด็จของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยานดูและตอบว่า เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับตำรวจจราจรในท้องที่ที่มีขบวนเสด็จ เนื่องจาก ร.9 เคยมีความเห็นว่าขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงให้มีหนังสือเพื่อทำให้ขบวนเสด็จเดือดร้อนน้อยที่สุด
ก่อนขบวนเสด็จมา ตำรวจจะมีการจัดกำลังตำรวจล่วงหน้าประมาณ 1 ชั่วโมง โดยไม่ได้มีการปิดถนน เมื่อขบวนเสด็จใกล้จะถึง จึงจะปิดถนน เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้วจึงเปิดการจราจรตามปกติ จะมีการล็อกรถไว้ตามสี่แยกไม่เกิน 15 นาที
สำหรับขบวนของสมเด็จพระสังฆราช ของกษัตริย์บรูไน ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ก็จะเรียกขบวนเสด็จเหมือนกัน หากมีขบวนเสด็จมา รถก็ยังสามารถวิ่งผ่านไปได้ การจัดการจราจรเวลามีขบวนเสด็จเป็นภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง พระมหากษัตริย์ไม่ได้สั่งการ
ร.ต.อ.นิยม ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า รายละเอียดของจำเลยทั้งแปดคน พนักงานสอบสวนได้เปิดวิดีโอในยูทูปให้พยานดู จึงให้การรายละเอียดตามที่เห็นในวิดีโอ
.
2 พนักงานรักษาความปลอดภัยห้าง ยืนยันว่า ไม่ได้แจ้งความข้อหาบุกรุก แม้จะมีการห้ามไม่ให้ทำกิจกรรม แต่ก็เห็นว่ากิจกรรมเป็นไปโดยสงบ มีคนทั่วไปเข้ามาติดสติกเกอร์
พนักงานรักษาความปลอดภัยเบิกความโดยสรุปว่า ได้รับแจ้งทางไลน์ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. และ 8 ก.พ. 2565 ว่ากลุ่มทะลุวังจะมาจัดกิจกรรม จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. ศูนย์วิทยุแจ้งว่ากลุ่มทะลุวังและสื่อมวลชนกว่า 30 คน อยู่บริเวณลานพาร์คพารากอน พยานทั้งสองพบทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1และที่ 2) ถือป้ายโพลสำรวจความคิดเห็น และมีลูกค้าทั่วไปมาติดสติกเกอร์ในช่องเดือดร้อนกว่า 10 คน
พยานได้เข้าไปชี้แจงโดยใช้โทรโข่ง และชูป้ายประกาศว่าพื้นที่ห้างเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ต้องขออนุญาตก่อน หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่กลุ่มจำเลยทำกิจกรรมต่อไปที่ชั้น G, ชั้น M, ชั้น 3 และกีดขวางบริเวณหน้าร้าน SIRIVANNAVARI ก่อนที่ในเวลาประมาณ 18.00 น. จะเคลื่อนขบวนไปยังลานน้ำพุ ลงบันได BTS และมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม
ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานทั้งสองตอบตรงกันว่าจนถึงปัจจุบันไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกกับกลุ่มจำเลยแต่อย่างใด
พยานทั้งสองรับว่า ในวันเกิดเหตุมีผู้ติดตามทั้งประชาชนและนักข่าวประมาณ 30 คน ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร และไม่รู้จักจำเลยคนอื่นนอกจากผู้ที่ถือป้าย และป้ายโพลระบุเพียงคำว่า ‘ขบวนเสด็จ’ ไม่ได้ระบุเจาะจงถึงพระนามของกษัตริย์ พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด
ทั้งสองทราบว่า เมื่อบุคคลสำคัญหรือขบวนเสด็จผ่านถนนหน้าห้าง จะมีการปิดการจราจรเพียงชั่วคราวประมาณ 5 นาที ไม่ได้ปิดถนนหมด นอกจากนี้ พยานปากหนึ่งรับว่ากิจกรรมไม่มีความวุ่นวาย เป็นเพียงการเชิญชวนคนมาแสดงความเห็นและกีดขวางทางขึ้นลงบันไดเลื่อนเท่านั้น
ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานปากหนึ่ง ที่ระบุข้อมูลส่วนตัวของจำเลย เช่น นามสกุลและเลขบัตรประจำตัวประชาชน พยานเบิกความว่าไม่ได้เป็นคนให้การ แต่ตำรวจเป็นผู้พิมพ์ข้อมูลเหล่านั้นลงไปเองโดยที่ตนไม่ทราบ ทั้งนี้ อัยการโจทก์ไม่ได้ถามติงพยานทั้งสองปาก
.
ประชาชนรายหนึ่งรู้สึกว่า “กรุงศรีอยุธยาใกล้แตก” เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางขบวนเสด็จ หากผลโพลออกมาว่าขบวนเสด็จไม่ได้ทำให้เดือดร้อน ก็จะตอกย้ำความเชื่อของตน และเป็นผลดี
พะยอม พิชัยรัตน์ หรือ ธัญยธรณ์ พิชัยรัตน์ ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท เบิกความโดยสรุปทราบว่าวันที่ 8 ก.พ. 2565 จากเฟซบุ๊กว่ามีกลุ่มทะลุวัง จะไปประท้วงที่ห้างสยามพารากอนและบริเวณใกล้แยกปทุมวัน ในหัวข้อขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือไม่
เมื่อได้ยินคำว่าทะลุวังและทราบว่าจะไปประท้วงหน้าวัง พยานรู้สึกว่าทำไมต้องไปประท้วงหน้าวัง และมีความรู้สึกเหมือนช่วง “กรุงศรีอยุธยาใกล้แตก” พยานมองว่า การที่จำเลยเชิญชวนให้คนมาลงชื่อไม่เห็นด้วยกับขบวนเสด็จนั้น ถือเป็นการขัดขวางขบวนเสด็จ
พยานอาศัยอยู่บริเวณแยกปทุมวันมานาน ไม่เคยเห็นว่าขบวนเสด็จจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากท่านเสด็จไปทรงงานเพื่อประชาชนเท่านั้น และพยานเห็นว่า ผลโพลที่มีคนเห็นด้วย 100% ว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อน เป็นเพียงคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่คนทั้งประเทศที่มีหลายสิบล้านคน จึงเข้าใจว่าน่าจะมีการเตรียมการกันมาก่อน พยานยืนยันว่าไม่รู้จักคู่ความหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับกลุ่มจำเลยมาก่อน
พะยอมตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มการเมืองใด ๆ และในวันเกิดเหตุไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ดูผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก ที่ตนมาเป็นพยาน เนื่องจากเห็นข้อมูลจากเฟซบุ๊กว่ามีกลุ่มคนไปแจ้งความดำเนินคดี จึงเข้าไปขอเป็นพยานด้วยตนเอง
พยานยอมรับว่า ตั้งแต่ ร.10 ขึ้นครองราชย์ ขบวนเสด็จมีการปิดถนนน้อยลง โดยกั้นเป็นบางส่วนเท่านั้น แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่อาจจะมีการกั้นมากกว่าและนานกว่า นอกจากนี้ ทนายจำเลยถามถึงข่าวกรณีขบวนเสด็จปิดถนนและกำจัดสุนัขจรจัด พยานเคยเห็น แต่ว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งศาลไม่ได้บันทึกคำถามนี้
พยานเคยเห็นข่าวว่า ร.9 มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ให้กั้นถนนนานเมื่อมีขบวนเสด็จ แต่พยานไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าว ตามความเข้าใจของพยาน หน้าที่ปิดถนนเป็นของฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่รับคำสั่งจากสำนักพระราชวัง
เกี่ยวกับป้ายโพลที่มีช่องเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งในเฟซบุ๊กพยานเห็นไม่ชัดแต่รู้สึกว่าฝั่งช่องที่เห็นด้วยจะมีจำนวนมากกว่า เมื่อทนายถามว่าหากผลโพลออกมาว่าขบวนเสด็จไม่ได้ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ย่อมเป็นผลดีต่อสถาบันฯ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ปกติก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าผลบอกว่าไม่เดือดร้อน ก็จะตอกย้ำความเชื่อของพยาน และเป็นผลดี
.
อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ เห็นว่า โพลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รับว่าในไทยก็มีโพลที่ไม่เป็นตามหลักวิชาการ
ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความในฐานะพยานความเห็นโดยสรุปว่า พยานจบการศึกษาระดับปริญญาเอก เป็นอาจารย์สอนวิชาสถิติศาสตร์และวิทยาการข้อมูล เคยเป็นผู้อำนวยการนิด้าโพล และปัจจุบันเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภา
พยานทราบเหตุการณ์ในคดีนี้จากการที่พนักงานสอบสวนเรียกไปพบและเปิดคลิปวิดีโอและรูปภาพให้ดู พบว่ากลุ่มทะลุวังทำโพลที่ห้างพารากอนในเรื่องว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่ ซึ่งผลโพลออกมาว่าเดือดร้อน 100% โดยมีคนรอบนอกสวมเสื้อ “compromise mode” โดยพยานจำไม่ได้ว่าเป็นป้ายหรือเสื้อ
พยานได้ให้ความเห็นว่า การทำโพลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการของการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะทั้ง 6 ประการคือ
- คำนึงถึงวัตถุประสงค์การสำรวจอย่างชัดเจน
- ออกแบบเครื่องมือวัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
- ออกแบบการสุ่มตัวอย่างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
- ออกแบบและจัดเก็บข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
- ออกแบบและวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
- นำเสนอผลสำรวจให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
พยานเห็นว่า การทำโพลขบวนเสด็จฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และขัดต่อมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลสั่งให้คนที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายหยุดการกระทำดังกล่าวในทันที แม้การสำรวจความเห็นเป็นเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นภัยความมั่นคง ไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ขัดแย้งกับศีลธรรมอันดีของประชาชน
พยานเห็นว่า การสำรวจครั้งนี้ผิดกฎหมาย ก้าวล่วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และมีการถ่ายทอดสด ย่อมเป็นการยุยงปลุกปั่นให้กระด้างกระเดื่อง และดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากขบวนเสด็จสามารถหมายถึงกษัตริย์ได้ด้วย จึงเป็นความผิดมาตรา 112
การใช้เสรีภาพทำโพล จะต้องควบคู่กับรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงและเกียรติภูมิของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พยานเห็นว่าสิ่งที่จำเลยทำขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวทั้งหมด
นอกจากนี้ การออกแบบคำถามในโพลต้องไม่ชี้นำ พยานเห็นว่าโพลนี้เป็นปัญหามาก คือ ไม่มีตัวเลือกที่ครบถ้วน โดยในโพลมีแค่เดือดร้อนกับไม่เดือดร้อน แต่ในความเป็นจริงต้องมีความเห็นกลาง ๆ และไม่แสดงความเห็นด้วย โพลจึงไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
การสุ่มตัวอย่างจะต้องมีเป้าหมายและกรอบ หรือมีวิธีเทคนิคตามหลักวิชาการ ไม่เอนเอียง ไม่อคติ มีการคำนวณขนาดตัวอย่างที่เพียงพอ เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำและไม่คาดเคลื่อนในระดับที่รับได้
นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยมีการใส่เสื้อ compromise mode ยืนแถวนั้น ซึ่งพยานไม่ทราบว่าเป็นการล้อเลียน ร.10 หรือไม่ เนื่องจาก ร.10 เคยให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยเป็น Land of compromise ทำให้ผู้ตอบโพลไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกและถูกชี้นำ อีกทั้งมีการชวนให้คนไปติดสติกเกอร์ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่สุจริต และการนำเสนอผลต้องไม่แผ่ขยายเกินกว่าข้อมูลที่ค้นพบ เช่น สำรวจเฉพาะห้างพารากอน แต่นำเสนอว่าคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้ พยานไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย
อานนท์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้สำเร็จการศึกษาทางนิติศาสตร์ ทั้งนี้ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานตอบว่า แต่พยานจบปริญญาตรีบัญชีที่จุฬา ซึ่งได้เรียนกฎหมายมาเยอะพอสมควร
พยานเขียนหนังสือเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ชื่อว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ความจริงที่ถูกบิดเบือน และมีบทความทางวิชาการให้ความเห็นตามมาตรา 112 ลงหนังสือพิมพ์ แต่พยานไม่เคยขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยเรื่องนี้
พยานเป็นผู้อำนวยการนิด้าโพล 2 สัปดาห์แล้วลาออก เนื่องจากถูกเซ็นเซอร์ผลโพล 2 ครั้งจากอธิการบดี เกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร และเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาล ทำให้ผลโพลออกล่าช้า
ทนายจำเลยถามว่า มีเหตุขัดแย้งเพราะอธิการบดีและมหาวิทยาลัยบอกว่าการชี้นำสังคมใช่หรือไม่ พยานตอบว่า คำถามโพลไม่ได้ชี้นำสังคม แต่ผลโพลอาจชี้นำสังคมได้ พยานทำตามหลักวิชาการโดยสุจริต และไม่สามารถทรยศประชาชนได้ หลังพยานลาออก นิด้าโพลยังคงมีอยู่โดยมีอาจารย์คนอื่นเป็นผู้อำนวยการแทน และมีผลสำรวจออกมาเรื่อย ๆ
พยานเบิกความว่า การทำโพลเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจความเห็นสาธารณะ ทนายจำเลยถามว่า เมื่อเดินห้างก็มีการสำรวจความเห็น เช่น กาแฟเปรี้ยวหรือหวานไปใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เป็นการวิจัยทางธุรกิจแต่ไม่ใช่การทำโพล เนื่องจากโพลเป็นการสำรวจสาธารณะ ในเรื่องกาแฟเป็นการสำรวจความเห็นทางธุรกิจ ไม่ใช่การสำรวจความเห็นสาธารณะ
ทนายความถามว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่พยานให้การไม่เกี่ยวข้องกับการทำโพล แต่เป็นเรื่อง 10 ข้อเรียกร้องใช่หรือไม่ พยานตอบว่าคำวินิจฉัยมีเกี่ยวกับการทำโพลด้วย ทั้งนี้ศาลไม่ได้บันทึกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่อง 10 ข้อเรียกร้อง
พยานรับว่า จำเลยในคดีนี้ไม่มีชื่อเป็นผู้ถูกร้องตามวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยเป็นเรื่องของการร้องพรรคการเมือง แต่จำได้ว่าจำเลยเป็นเครือข่าย
ทนายความถามว่า ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ที่พยานอ้างถึง ไม่ได้กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีบทลงโทษ แต่อาจผิดกฎหมายมาตรา 112 และ 116 ได้ ขึ้นกับว่าจะไปดำเนินการหรือดำเนินคดีหรือไม่ก็ได้
พยานถูกเลือกเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภา ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา โดยไม่มีเงินเดือนแต่มีเบี้ยประชุม พยานทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์สถาบันกษัตริย์พยานไม่ได้เสนอความเห็นและไม่เคยเห็นว่ามีการเสนอให้ดำเนินคดีกับนักกิจกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ซึ่งมีกรรมาธิการคนหนึ่งท้วงติงว่าการใช้มาตรา 112 ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และพยานเห็นด้วย
คำว่า “เสด็จ” พยานเห็นว่า ใช้กับเจ้านาย อาจหมายถึงพระมหากษัตริย์หรือรัชทายาทด้วย ทั้งนี้ศาลไม่ได้บันทึกคำถามที่ทนายจำเลยถามว่า หมายรวมถึงเชื้อพระวงศ์ สุลต่านบรูไน หรือแขกของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใช่หรือไม่ และพยานตอบว่าใช่ โดยมีการคุ้มครองอยู่ในอีกมาตรา แต่เห็นว่าการทำโพลแบบนี้ ทำให้เข้าใจว่าหมายถึงราชวงศ์และพระมหากษัตริย์ไทย
พยานรับว่า โพลมีข้อความว่า “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” และมีช่องเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย และไม่มีคำพูดอื่น
พยานเบิกความเพิ่มเติมว่า โพลไม่มี Master Sample (กลุ่มตัวอย่างที่ถูกคัดเลือกและออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของประชากรทั้งหมด) แต่จำเป็นต้องมีกรอบเพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีอีกหลายวิธีทางวิชาการในการทำโพล แต่นิด้าโพลจะมี Master Sample เป็นวิธีที่ดีและถูกต้องตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยไม่ได้ทำโพลถูกต้องตามหลักวิชาการทุกโพล ซึ่งการออกแบบแบบสอบถามต้องมีที่ให้ความเห็นเป็นกลาง การตั้งคำถามมีส่วนให้โพลน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ได้
โพลสุดท้ายที่พยานทำในฐานะผู้อำนวยการนิด้าโพล คือ นาฬิกาของพลเอกประวิตร ส่วนหัวข้อ “นาฬิกาที่ยืมเพื่อนเป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง” เป็นคำพาดหัวของสำหรับสำนักข่าว ให้โพลนี้ดูน่าสนใจ แต่ไม่ใช่คำถามที่ตั้งในโพลและไม่ใช่ชื่อโพล อย่างไรก็ตาม พยานโดนปิดกั้น โดยไม่ทราบว่า พาดหัวหลุดมาได้อย่างไร
ในเอกสารที่อธิการบดีชี้แจงว่า โพลของพยานอาจชี้นำสังคม พยานยืนยันว่า คำถามและหัวข้อไม่ได้ชี้นำ แต่ผลโพลจะชี้นำหรือไม่ พยานไม่ทราบ อย่างไรก็ตามนิด้าโพลมีภารกิจที่จะต้องชี้นำสังคม
ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานตอบทนายจำเลยว่า พยานจำได้ว่า มาตรา 34 มีหลายวรรค ในส่วนเสรีภาพทางวิชาการอยู่คนละวรรคกับเสรีภาพการแสดงออก ทั้งนี้ อัยการโจทก์ไม่ถามติง
.
“ณฐพร” ให้ความเห็นว่า การกล่าวถึงกษัตริย์สามารถทำได้ แต่ต้องกล่าวถึงในทางที่ดี
ณฐพร โตประยูร ทนายความ เบิกความในฐานะพยานความเห็นโดยสรุปว่า พนักงานสอบสวนเชิญพยานไปในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เนื่องจากพยานเป็นพยานในคดีมาตรา 112 เกือบทุกคดี พยานจำเหตุแห่งคดีไม่ได้ แต่จำได้ว่าเกี่ยวกับการทำโพล อัยการโจทก์ให้พยานดูภาพโพล พยานจึงตอบว่า ในโพลมีช่องเดือดร้อนและไม่เดือดร้อน
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” และ มาตรา 50 บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”พยานให้ความเห็นทางกฎหมาย ส่วนการกระทำของจำเลยจะเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
อัยการโจทก์ให้พยานดูเอกสารโพสต์ของเพจทะลุวัง พยานเห็นว่า ไม่ทราบว่าการโหวตทำจริงหรือไม่ ไม่เห็นว่าใครโหวต คิดว่าผลโหวตน่าจะทำขึ้นมาเอง เชื่อว่าเป็นจริงบางส่วนและไม่เป็นจริงบางส่วน
การกระทำนี้ไม่สมควรกระทำ เพราะสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ การกระทำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและสังคม มีแต่จะสร้างความแตกแยกในสังคม เนื่องจากสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ การที่ไม่เห็นด้วยจะสร้างความแตกแยก
โพลดังกล่าวมุ่งหมายถึงสถาบันกษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน รวมถึงเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดด้วย จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิโดยสุจริต เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จำเลยอาจทำไปโดยคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ณฐพร ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ ทราบเหตุจากการที่มีคนส่งวิดีโอมาให้ทางโทรศัพท์ จำไม่ได้ว่าวิดีโอยาวกี่นาที แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมด พยานยอมรับว่าที่เบิกความว่าเป็นพยานในคดีมาตรา 112 หลายคดี เนื่องจากตำรวจเห็นว่าพยานเป็นผู้เชี่ยวชาญ ส่วนที่เบิกความว่าไม่รู้จักผู้ชุมนุม แต่ติดตามการเคลื่อนไหวมาโดยตลอดและเห็นว่าการเคลื่อนไหวเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ทนายจำเลยถามว่า ในรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ไม่ได้หมายความว่าผู้ใดจะกล่าวถึงกษัตริย์ไม่ได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า กล่าวถึงได้ในลักษณะส่งเสริมไปในทางที่ดี
ทนายจำเลยถามว่า หากกษัตริย์สละความเป็นพุทธมามกะแล้ว ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ยังสามารถกล่าวถึงได้หรือไม่ พยานตอบว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กษัตริย์ก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พยานไม่ทราบคำตอบแต่คิดว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญ
ทนายจำเลยถามว่า พยานเห็นด้วยหรือไม่กับโพลดังกล่าว พยานตอบว่า ขบวนเสด็จเป็นประเพณีทั่วประเทศที่ให้การอารักขาประมุขประเทศ กฎหมายทุกประเทศให้ความสะดวกและปลอดภัยแก่ประมุขของประเทศ ขบวนเสด็จไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน
ทนายจำเลยให้พยานดูเอกสาร พยานดูและตอบว่า ทราบว่า ร.9 เคยทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเรื่องการจัดขบวนเสด็จไม่ให้สร้างความเดือดร้อน ทราบว่าการจัดขบวนเสด็จไม่ใช่หน้าที่ของสำนักพระราชวัง เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยปกครองส่วนท้องถิ่น พยานไม่ทราบว่า ร.9 เคยตรัสว่าหากไม่จำเป็นไม่ต้องปิดถนน
กระดาษโพลไม่มีถ้อยคำพูดถึงในหลวงโดยตรง พยานไม่ทราบว่าหลังทำกิจกรรมผู้ชุมนุมจะนำโพลไปให้ สน.ปทุมวัน เพื่อให้แก้ไขปัญหารถติด และพยานทราบว่าบริเวณแยกปทุมวันมีปัญหารถติด
ณฐพร ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า แม้ไม่มีถ้อยคำระบุถึงกษัตริย์ แต่ก็เข้าใจว่าหมายถึงกษัตริย์ เพราะคำว่าเสด็จใช้กับพระมหากษัตริย์ ประชาชนทั่วไปไม่ใช้ และประเทศอื่นที่มีการปกครองแบบเดียวกับไทยและมีการอารักขาบุคคลสำคัญ เช่น ประเทศอังกฤษ และ ประเทศแถบตะวันออกกลาง
.
ทนายความในฐานะพยานความเห็น ระบุว่ากรณีทำโพลเข้าข่ายผิดมาตรา 112 เพราะอาจกระทบต่อสถาบันกษัตริย์
ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ทนายความ เบิกความในฐานะพยานความเห็นโดยสรุปว่า ตำรวจสน.ปทุมวัน เรียกพยานไปให้การด้านกฎหมาย จากกรณีการทำโพลดังกล่าว พยานเห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดตามมาตรา 112 และขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6
พยานเข้าใจว่าคำว่าขบวนเสด็จหมายถึงกษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน รวมถึงพระบรมศานุวงศ์ ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความกระด้างกระเดื่อง ซึ่งมีคำพิพากษาเทียบเคียงคือ ฎีกาที่ 6374/2556 และการกระทำของจำเลยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ขัดต่อมาตรา 112 และอาจเข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116
การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อาจทำให้สถาบันกษัตริย์ถูกดูแคลน เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย ในขณะนั้นมีตำรวจห้ามแล้วแต่ก็ไม่เลิก เป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง
ว่าที่ ร.ต. นรินทร์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนไม่ได้เป็นทหาร แต่สำเร็จการศึกษานักศึกษาวิชาทหาร จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ประกอบอาชีพทนายความมา 27 ปี
ตามคำให้การ พยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในคดีนี้ แต่ทราบข่าวจากโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ทนายจำเลยถามว่า พยานไม่ได้ให้การเรื่องการถึงสถานที่ เวลา และลักษณะการเดินทำกิจกรรมด้วยใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้ให้การไว้ แต่เห็นรายละเอียดตามสื่อ
ทนายจำเลยถามพยานว่ามาตรา 112 คุ้มครอง 4 สถานะ คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
พยานรับว่าฎีกาที่ 6374/2556 ที่เบิกความไป คือกรณีที่จำเลยพาดพิง ร.4 และฎีกาดังกล่าวพิพากษากลับคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ และในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย พยานเคยอ่านหนังสือและศึกษางานของ อ.หยุด แสงอุทัย และทราบว่า อ.หยุด มีความเห็นว่า มาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แต่พยานไม่เห็นด้วย
ทนายจำเลยให้พยานดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ที่พยานเบิกความไป กรณีวินิจฉัยว่าการปราศรัยข้อเรียกร้อง 10 เป็นการล้มล้างการปกครอง พยานรับว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกรณีการทำโพลในคดีนี้ และแม้คำวินิจฉัยจะไม่ระบุห้ามประชาชนพูดถึง วิจารณ์กษัตริย์ แต่พยานเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะกระทบต่อสถาบันกษัตริย์
พยานไม่ทราบว่า ร.9 เคยทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเรื่องการจัดขบวนเสด็จไม่ให้สร้างความเดือดร้อน พยานทราบว่าขบวนเสด็จของพระบรมศานุวงศ์หมายถึง เช่น ขบวนเสด็จฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รวมถึงประมุขประเทศอื่น เช่น ขบวนเสด็จกษัตริย์จิกมี ทราบว่าการจัดการขบวนเสด็จเป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่หน้าที่ของสำนักพระราชวัง
พยานยอมรับว่า ตนเป็นพยานโจทก์ในคดีมาตรา 112 หลายคดี เฉพาะศาลอาญากรุงเทพใต้ก็ประมาณ 10 กว่าคดี ในการเบิกความทุกครั้งก็มีความเห็นว่าจำเลยผิดตามมาตรา 112
ทนายจำเลยถามว่า นอกจากคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ หรือของพนักงานสอบสวน ที่ถึงที่สุดแล้วถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่บรรทัดฐานทางกฎหมาย
พยานทราบว่าอาจารย์กฎหมายหลายท่านรวมถึง อ.หยุด เคยถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 และสุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่ไม่ทราบข้อเท็จจริงรายละเอียด เนื่องจากไม่ได้ศึกษา ทราบเล็กน้อย ศาลไม่ได้บันทึกคำถามและคำตอบนี้ ทนายจำเลยจึงไม่ถามประเด็นนี้
ทนายจำเลยถามว่า 27 ปี ที่เป็นทนายความเคยเห็นฎีกาที่กลับคำพิพากษาชั้นก่อนหน้าหรือไม่ พยานตอบว่าเคย ทนายจำเลยถามว่าพยานรู้และเข้าใจวิธีการใช้รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ พยานตอบว่า รู้และอ่านออก ศาลถามว่า อ่านออกแล้วอ่านแตกฉานหรือไม่ เนื่องจากใครที่อ่านหนังสือออกก็อ่านได้ แต่อ่านแล้วแตกฉานหรือไม่ ศาลจึงบันทึกว่า พอรู้วิธีการใช้
จากนั้นพยานตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ในคำให้การเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ ส่วนการจัดการขบวนเสด็จ สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวัง
ทนายจำเลยขอถามค้านเพิ่ม เนื่องจากประเด็นสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่คำถามที่ถามค้านไว้ ศาลอนุญาต พยานยืนยันว่าตามที่อัยการโจทก์ถาม คือคำถามของพนักงานสอบสวน ซึ่งพยานไม่ได้ตอบเรื่องสถานที่
จากนั้นอัยการโจทก์ถามติงเพิ่มเติม ศาลอนุญาต โดยพยานตอบว่า พยานตอบที่พนักงานสอบสวนถามเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ
.
ราชบัณฑิตฯ เห็นว่า ตามอำนาจไม่สามารถตีความประโยค “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แต่ระบุคำว่า “เสด็จ” ใช้กับเจ้านาย ไม่จำกัดการใช้เฉพาะกษัตริย์
กุลศิรินทร์ นาคไพจิตร นักวรรณศิลป์ชำนาญการพิเศษ ราชบัณฑิตยสภา ได้เข้าเบิกความ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในวันที่ 26 ก.พ. 2569 ก่อนที่ศาลจะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากเบิกความลับหลังจำเลย โดยการเบิกความครั้งที่สองในวันที่ 20 มี.ค. 2569 ทนายจำเลยคัดค้านเนื่องจากพยานทราบคำถามแล้ว และเคยค้านการสืบพยานลับหลังไปก่อนหน้านี้แล้ว
ในการเบิกความทั้งสองครั้ง อัยการโจทก์ได้ซักถามเนื้อหาทำนองเดียวกัน โดยพยานตอบทั้งสองครั้งว่า พยานไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ทำงานเป็นนักวรรณศิลป์ชำนาญการพิเศษที่ราชบัณฑิตยสภา มีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย
เกี่ยวกับข้อความว่า “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ซึ่งตำรวจได้สอบถามมาทางหน่วยงาน ขอสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เลขาราชบัณฑิตยสภาจึงมอบหมายให้ตนเป็นผู้แทนสำนักงาน
พยานยืนยันตามที่เคยให้การในชั้นตำรวจว่า สำนักงานมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย อนุรักษ์ไม่ให้ภาษาไทยแปรเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อม การตีความต้องดูการกระทำของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงทรรศนะของประชาชน การตีความหมายในเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของสำนักงานฯ แต่การนิยาม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายไว้เป็นคำ
อัยการโจทก์ถามถึงคำว่า “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” หมายความว่าอะไร พยานตอบว่า ขออ้างคำให้การตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่อาจให้ความเห็นได้ แต่ได้ให้ความเห็นเป็นคำและบทนิยามในพจนานุกรม ยืนยันตามคำให้การที่ให้กับพนักงานสอบสวน
อัยการโจทก์ถามถึงความหมายของ 5 ข้อความ ได้แก่ “เดือดร้อน, ไม่เดือดร้อน” “ตัวเหี้ย” “เจ้าหน้าที่ตำรวจสันดานชาติชั่ว” “ไอเหี้ย” และ “ไอสัตว์ อีเหี้ย” ซึ่งพยานได้ให้ความหมายอิงตามบทนิยามในพจนานุกรม พยานหันหลังดูจำเลยแล้วเบิกความว่าไม่รู้จักจำเลย
กุลศิรินทร์ ตอบทนายจำเลยถามค้านในการเบิกความครั้งแรกว่า พยานไม่ได้ให้ความเห็นในภาพรวม เพราะตามอำนาจหน้าที่ไม่สามารถกระทำได้ พยานให้การเป็นคำ ๆ ไม่ได้ให้การเป็นประโยค ไม่อาจให้ความเห็นภาพรวม ไม่สามารถนำคำมารวมกันและให้ความหมายได้
คำว่า “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” และ “เจ้าหน้าที่ตำรวจสันดานชาติชั่ว” พยานไม่สามารถให้ความเห็นได้ตามอำนาจหน้าที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา และในข้อความแรกพยานตอบไม่ได้ว่าเป็นโครงสร้างประโยคเป็นแบบไหน เป็นประโยคคำถามหรือไม่ เพราะตามอำนาจหน้าที่ของราชบัณฑิตยสภาไม่สามารถทำได้
ส่วนที่พยานให้การว่าคำว่า “เสด็จ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ระบุว่าเป็นคำนาม หมายถึง คำเรียกเจ้านาย พระองค์เจ้า เป็นคำกริยา หมายถึง ไป
ทนายจำเลยถามว่า คำว่า “เสด็จ” ใช้กับเจ้านาย พระราชธิดา ไม่จำกัดการใช้กับกษัตริย์ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ผู้พิพากษาถามว่า ใช้กับพระสังฆราชหรือไม่ จากนั้นทนายจำเลยถามต่อว่าไม่จำเป็นต้องใช้กับกษัตริย์ ใช้กับเจ้านายชั้นไหนก็ได้ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ในพจนานุกรมเขียนว่า ใช้กับเจ้านาย เป็นคำกริยา
พยานรับว่าคำว่า “เสด็จ” สามารถใช้กับพระสังฆราชได้ แต่ไม่ขอตอบว่า ใช้กับกษัตริย์ต่างชาติ ประมุขต่างประเทศที่ปกครองระบอบกษัตริย์ด้วยหรือไม่ ทนายจำเลยถามต่อว่า ขอทราบเหตุผลที่ไม่ตอบได้หรือไม่ จากนั้นศาลถามว่า ใช้กับกษัตริย์จิกมีหรือไม่ พยานยืนยันคำตอบเดิม
กุลศิรินทร์ ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า การตีความประโยคทั้งหมด ภาพรวม เป็นหน้าที่ใคร พยานตอบว่า พนักงานสอบสวน ศาล เป็นดุลยพินิจเจ้าพนักงาน แต่ความหมายอิงตามพจนานุกรม
.
.
บันทึกสืบพยานจำเลย
ทานตะวัน ยืนยันว่า กิจกรรมเป็นไปโดยสงบ ก่อนจะถูกตำรวจนอกเครื่องแบบมารัดตัวและถูกชิงกระดาษโพลไปจากมือ
ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า เหตุการณ์ในวันที่ 8 ก.พ. 2565 มีมูลเหตุมาจากข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2565 ซึ่งมีนักกิจกรรม จ.นครสวรรค์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคามเนื่องจากจะมีขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ
พยานเกิดความสงสัยเพราะทราบอยู่แล้วว่าขบวนเสด็จมักมีปัญหาเรื่องการสัญจรที่กระทบต่อประชาชน และเมื่อมีข่าวการคุกคามจึงเกิดคำถามว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่ นอกจากนี้ พยานทราบข้อมูลว่า ร.9 เคยรับสั่งว่าไม่ต้องการให้ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
กิจกรรมเริ่มขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 8 ก.พ. 2565 ที่ชั้นใต้ดินบริเวณหน้าบันไดเลื่อน ห้างสยามพารากอน โดยพยานเดินทางไปกับใบปอ (จำเลยที่ 2) เพื่อทำโพลสอบถามความเห็นโดยมี 2 ช่องให้เลือกคือ “ เดือดร้อน” และ “ไม่เดือดร้อน”
พยานพูดเชิญชวนประชาชนที่มาเที่ยวห้างให้ร่วมแสดงความเห็น แต่ต่อมามีพนักงานห้างฯ มาแจ้งว่าทำกิจกรรมไม่ได้และเดินตามตลอดเวลา พยานจึงขยับพื้นที่ไปเรื่อย ๆ ทั้งในและนอกห้าง ได้ไปที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI และออกมาที่ลานน้ำพุ โดยใช้เวลาทำกิจกรรมไม่ถึง 1 ชั่วโมง และมีสื่ออิสระตามสังเกตการณ์
จากนั้นตน ใบปอ และสื่ออิสระ ได้เดินตามทางเท้ามุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม เพื่อนำผลโหวตไปแสดง เมื่อถึงบริเวณบริเวณห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ มีตำรวจนอกเครื่องแบบสวมกางเกงยีนส์ เสื้อคอกลมอย่างน้อย 2 คน พยายามเข้ามากันไม่ให้เดินต่อ โดยไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุผล หลังจากนั้นตำรวจได้นำรั้วมากั้น และก่อนที่พยานจะนำผลโหวตไปตั้ง ตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งได้เข้ามารัดตัวพยานเอาไว้ ประชาชนรอบข้างจึงเข้ามาช่วย
ตำรวจคนดังกล่าวเดินหนีไปขึ้นรถแท็กซี่ แต่ประชาชนเกิดความโมโหจึงเดินตามไปกดดันให้ลงมาขอโทษ ซึ่งตำรวจนายนั้นก็ยอมลงจากรถมาขอโทษ หลังจากนั้น พ.ต.อ.พันษา ได้เข้ามาดึงและฉีกกระดาษโพลไปจากมือของพยาน ทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก ก่อนที่พยานจะยุติกิจกรรมและกลับบ้าน ภาพรวมกิจกรรมไม่มีการปะทะรุนแรง
ทานตะวัน ตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า ยืนยันว่าทุกรูปคือตัวพยานและใบปอ จากนั้นผู้พิพากษาถามว่า เป็นเหตุการณ์ตอนไหนบ้าง พยานตอบว่า มีหลายจังหวะและไม่แน่ใจว่าเป็นตอนไหนบ้าง
อัยการโจทก์ถามถึงกลุ่มเคลื่อนไหวที่ จ.นครสวรรค์ พยานยอมรับว่า รู้จักกลุ่มดังกล่าวในขณะนั้น จากนั้นอัยการให้ดูภาพในวันเกิดเหตุเพิ่มเติม พยานดูและตอบว่า บางภาพไม่แน่ใจว่าใช่ตนเองหรือไม่ บางภาพเป็นตนเอง แต่ไม่แน่ใจว่ากำลังเดินไปไหน จากนั้นศาลถามว่า มีภาพที่ไม่มีกระดาษโพล กระดาษหายไปไหน พยานตอบว่าไม่แน่ใจ อาจถูกนำไปแล้ว
ทานตะวัน ตอบทนายจำเลยถามติง โดยดูภาพวันเกิดเหตุ เป็นภาพที่พยานกำลังชู 3 นิ้ว และไม่มีกระดาษโพลในมือ พยานตอบว่าเป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่ปิดกิจกรรมไปเรียบร้อยแล้ว
.
ใบปอ ยืนยันว่า โพลลักษณะนี้เคยถูกจัดขึ้นมาก่อนแล้ว และยืนยันว่าการสำรวจความเห็นขนาดเล็กสามารถทำได้
“ใบปอ” (สงวนชื่อสกุล) จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุเป็นนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทราบว่าที่ จ.เชียงใหม่ มีการทำกิจกรรมลักษณะเดียวกันจึงอยากทำบ้าง
พยานเคยมีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยวิจัย ศาลถามว่า การทำโพลดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักวิชาการใช่หรือไม่ พยานยืนยันว่า โพลสเกลเล็กเพื่อสำรวจเบื้องต้นก็สามารถทำได้ และพยานทราบถึงพระราชดำรัสของ ร.9 ที่ไม่อยากให้ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อน
พยานถือกระดาษโพลและพูดเชิญชวนคนมาติดสติกเกอร์ที่ชั้นใต้ดิน มีคนมาติดบ้าง ก่อนจะถูกห้างฯ จำกัดพื้นที่จึงย้ายไปที่ลานน้ำพุ จากนั้นเดินไปเรื่อย ๆ จนถูกตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ช่วงแรกประมาณ 2-3 คน สกัดกั้นโดยไม่แจ้งเหตุผล
พยานเห็นว่า มีการตั้งแผงกั้น แต่คนอื่นยังเดินได้ยกเว้นพวกพยาน ต่อมามีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาอุ้มทานตะวัน (จำเลยที่ 1) บริเวณปากซอยที่จะเลี้ยวไปยังห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ ประชาชนจึงตะโกนด่าทอที่ผู้ชายมาอุ้มเด็กผู้หญิง และให้ตำรวจช่วย แต่ตำรวจยืนเฉย ๆ จากนั้นมีตำรวจในเครื่องแบบมาดึงกระดาษโพลไปจากมือจนฉีกขาด พยานทราบว่าชื่อพันษาจากป้ายชื่อ ทั้งนี้ อัยการโจทก์ไม่ถามติง
.
วรัณยา ยืนยันว่า ตนเป็นสื่อ ที่ด่าทอตำรวจนอกเครื่องแบบ เพราะทำกิริยาไม่เหมาะสม เข้ามากอดรัดเด็กผู้หญิง และไม่ทราบว่าเป็นตำรวจในตอนแรก
วรัณยา แซ่ง้อ จำเลยที่ 4 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า พยานเป็นสื่ออิสระและยูทูบเบอร์ของเพจศักดินาเสื้อแดง เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมืองและการชุมนุม เปิดช่องเมื่อปี 2564-ปัจจุบัน พยานทราบข่าวจากกลุ่มสื่ออิสระจึงตามมาไลฟ์สด เมื่อมาถึงเห็นทานตะวันและใบปอถือสติกเกอร์ และมีน้องอีกคนคอยช่วยแจก โดยมีสื่อมวลชนและประชาชนอยู่ประมาณ 15 คน
ทางห้างฯ ได้ประกาศห้ามและพยายามล็อกประตูสกัดกั้น พยานเข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ห้างฯ ทำนองว่าให้เด็กทำกิจกรรมให้เสร็จ หลังจากทำกิจกรรมที่ลานน้ำพุ กลุ่มนักกิจกรรมได้เดินลงทางเท้าไปทางซอยกั้นระหว่างห้างสยามดิสคัฟเวอรี่กับวังสระปทุม
บริเวณกลางซอยมีตำรวจนอกเครื่องแบบวิ่งกรูกันนำแผงเหล็กมากั้นไม่ให้เข้าใกล้กำแพงวัง แต่รถยังสัญจรได้ มีตำรวจสวมเสื้อโปโลสีขาว แขนเสื้อติดหมายเลข 2 มาขวางทางเดิน และไม่แสดงตัวว่าเป็นใคร จากนั้น ผู้กำกับพันษาได้จับรวบป้ายโพลจากมือของทานตะวัน และโยนลงข้างต้นไม้
เมื่อทานตะวันจะเข้าไปขอป้ายคืน มีชายไม่ทราบว่าเป็นใครเข้ามากอดรัดตัวทานตะวัน พยานพูดพร้อมทำท่าเอามือสวมกอดประกอบการเบิกความ พยานได้ใช้กล้องถ่ายและตะโกนถามว่า มีสิทธิอะไรมากอดรัดเด็ก ชายคนนั้นหลบหลังตำรวจและหนีขึ้นแท็กซี่
จากนั้นฐากูรและวรเวช (จำเลยที่ 5 และ ที่ 6) ได้ไปขวางรถไว้ จนผู้กำกับต้องสั่งให้ชายคนนั้นลงมาแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นตำรวจและกล่าวขอโทษ พยานได้ถามผู้กำกับว่า หากเป็นลูกสาวตนจะยอมหรือไม่ ผู้กำกับรับปากว่าจะนำไปอบรม พยานยืนยันว่ากิจกรรมไม่รุนแรง และตนได้ไปแจ้งความเพื่อยืนยันว่าเป็นสื่ออิสระ ไม่ได้ถูกจ้างมาล้มล้างสถาบันฯ ตามที่ถูกใส่ความ
วรัณยาตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า มีรูปของพยานปรากฏอยู่ในภาพวันเกิดเหตุ จากนั้นวรัณยาตอบทนายจำเลยถามติงว่า พยานถือกล้องสำหรับถ่ายทอดสดที่มีไม้ติดกับตัวกล้อง
.
ฐากูร ยืนยันว่า ตนไปสังเกตการณ์ ไม่รู้จักจำเลยคนอื่นมาก่อน ภาพรวมกิจกรรมเป็นไปโดยสงบ ยกเว้นตอนที่มีเหตุการณ์อุ้มทานตะวัน
ฐากูร (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า พยานเริ่มสนใจการเมืองช่วงปี 2563 ทราบข่าวการทำกิจกรรมวันที่ 8 ก.พ. 2565 จากเพื่อนที่ส่งให้ทางเฟซบุ๊ก เมื่อไปถึงห้างสยามพารากอนเวลา 17.40 น. พยานยืนสังเกตการณ์ร่วมกับประชาชนและสื่อราว 30 คน
พยานเห็นเจ้าหน้าที่ห้างฯ ถือป้ายและเปิดลำโพงไล่พร้อมระบุว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลต้องขออนุญาตก่อน ขณะพยานกำลังจะเดินกลับผ่านทางเท้าหน้าห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ พบตำรวจนำรั้วมากั้น จากนั้นมีชายสวมเสื้อขาววิ่งเข้ามากอดรัดทานตะวันจนตัวลอย โดยเห็นว่ามือไปโดนหน้าอก
จากนั้น พบว่าประชาชนโกรธและกดดันให้ตำรวจตามตัวชายคนดังกล่าว แต่ตำรวจบอกว่า “อย่า ๆ เดี๋ยวเป็นข้อหา” ต่อมาชายเสื้อขาวหลบหนีไปขึ้นรถแท็กซี่ ประชาชนจึงตามไปกดดันจนชายคนนั้นลงมาหาทานตะวัน พยานไม่ทราบว่ามีการขอโทษหรือไม่ ส่วนกิจกรรมไม่มีผู้ใดมีอาวุธ ไม่มีความวุ่นวายอื่น ยกเว้นเหตุการณ์นี้ และพยานไม่รู้จักจำเลยคนอื่นมาก่อน
ฐากูรตอบอัยการโจทก์ถามค้าน โดยได้ให้พยานดูภาพถ่ายวันเกิดเหตุ พยานตอบว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นพยานหรือไม่ จากนั้นทนายจำเลยถามติงว่า เหตุใดจึงไม่แน่ใจ พยานตอบว่าเพราะในที่เกิดเหตุมีคนจำนวนมาก
.
“วรเวช” ยืนยันว่า ตนเป็นสื่อที่ถ่ายทอดสดติดตามนักกิจกรรมในวันเกิดเหตุ
วรเวช (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 6 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความตอบโดยสรุปว่า พยานเป็นสื่ออิสระชื่อ “ปล่อยเพื่อนเรา” ทราบข่าวจากไลน์กลุ่มสื่อมวลชนตอน 14.00 น. จึงเดินทางมาถึงเวลา 16.00 น. และได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์
พยานเห็นเจ้าหน้าที่ห้างฯ ทั้งที่ใส่สูทและไม่ใส่สูทประกาศห้ามทำกิจกรรม ก่อนได้เดินตามนักกิจกรรมที่ออกไปริมถนนเพื่อเดินไปยังแยกปทุมวัน โดยเมื่อถึงหน้าห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ก็พบแผงเหล็กกั้น
จากนั้นมีชายสวมเสื้อโปโลสีขาวกางเกงยีนส์เข้ามากีดกัน และกอดรัดทานตะวันจากด้านหลัง พยานได้เดินถ่ายทอดสดตามชายคนดังกล่าวที่หนีขึ้นรถแท็กซี่ โดยได้ไปขวางหน้ารถแท็กซี่และอ่านปากชายเสื้อขาวที่บอกคนขับว่า “อย่าปลดล็อกประตู ไปเลย”
พยานจึงบอกคนขับว่า เปิดให้หน่อยไม่มีอะไร จนประตูปลดล็อก พยานได้พูดกล่อมให้ชายคนนั้นไปขอโทษ ชายคนดังกล่าวจึงยอมลงมาขอโทษพร้อมแสดงบัตรตำรวจ
ต่อมาพยานพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กนำภาพของตนและผู้อื่นไปโพสต์กล่าวหาว่าเป็นกลุ่มล้มเจ้า พยานจึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ปทุมวัน และ บก.ปอท. ด้วย ทั้งนี้ อัยการโจทก์ไม่ได้ถามค้าน
.
อรวรรณ ยืนยันว่า ไปที่เกิดเหตุเพื่อไปร่วมสังเกตการณ์ ภาพรวมกิจกรรมไม่ได้มีความวุ่นวาย กิจกรรมเป็นไปโดยสงบ
อรวรรณ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 7 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า พยานทราบข่าวจากสื่อออนไลน์ จึงไปสังเกตการณ์ที่ลานน้ำพุห้างฯ เวลา 17.30 น. พบคนประมาณ 30 คน และพบเจ้าหน้าที่ห้างฯ ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่าห้ามทำกิจกรรม
ต่อมามีตำรวจนอกเครื่องแบบมาไล่ ขณะเดินทางกลับบริเวณหน้าห้างฯ สยามดิสคัฟเวอรี่ พบชายสูงวัยคาดว่าอายุ 40 ปีขึ้นไป สวมเสื้อโปโลสีขาวกางเกงขายาว เข้าไปโอบรัดผู้หญิงคนหนึ่งจากด้านหลังจนมือโดนหน้าอก
ประชาชนไม่พอใจจึงล้อมรถแท็กซี่ที่ชายคนนั้นวิ่งหนีไปขึ้น ชายคนดังกล่าวได้แสดงบัตรตำรวจขณะอยู่ในรถและกล่าวขอโทษ โดยมีตำรวจในเครื่องแบบช่วยเจรจา พยานไม่ทราบว่าผู้หญิงที่ถูกกอดรัดคือใคร และภาพรวมกิจกรรมไม่มีความวุ่นวาย
อรวรรณ ตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า ได้ทราบข่าวการชุมนุมจากการเลื่อนผ่านหน้าฟีดเฟซบุ๊กทั่วไป จำไม่ได้ว่าเป็นโพสต์จากเพจหรือกลุ่มใด ทนายจำเลยไม่ได้ถามติง
.
ณัฐกรณ์ ยืนยันว่า ตนไปสังเกตการณ์กิจกรรมในวันเกิดเหตุ และเห็นว่ามือของชายที่เข้ามาล็อกตัวทานตะวัน โดนบริเวณหน้าอก
ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 8 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความโดยสรุปว่า พยานทราบข่าวการจัดกิจกรรมจากเฟซบุ๊ก จึงเดินทางไปสังเกตการณ์เพราะสนใจหัวข้อการทำโพล เมื่อไปถึงชั้น 1 ยังไม่พบนักกิจกรรม แต่ที่ชั้น 2 พบ รปภ. ของห้างมาห้าม พยานจึงเข้าไปช่วยห้ามไม่ให้เกิดความชุลมุน จากนั้นพยานเดินไปที่ลานน้ำพุเห็นคนมาติดสติกเกอร์ และเดินตามผู้ทำกิจกรรมไปทางวังสระปทุมโดยไม่ทราบจุดหมายปลายทาง
เมื่อเดินตามทางเท้ามาถึงแยกปทุมวัน บริเวณห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ พยานเห็นชายสวมเสื้อโปโลสีขาว กางเกงยีนส์ ซึ่งตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ เข้ามาล็อกรัดตัวทานตะวัน (จำเลยที่ 1) แน่น มือโดนบริเวณหน้าอก กลุ่มประชาชนจึงไม่พอใจและไปตามตัวชายคนดังกล่าวมาขอโทษ เมื่อขอโทษเสร็จก็เลิกกิจกรรม ภาพรวมกิจกรรมไม่มีความรุนแรง
อัยการโจทก์ถามค้านว่า นอกจากตำรวจนอกเครื่องแบบแล้ว มีตำรวจในเครื่องแบบด้วยหรือไม่ พยานตอบว่ามี ศาลถามแทรกว่าตอนที่มีการรัดตัวมีตำรวจกี่คน พยานตอบว่า เท่าที่จำได้มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 1 คน อัยการโจทก์ถามต่อว่า ทราบหรือไม่ว่าสมเด็จพระเทพฯ เป็นพระราชธิดาของ ร.9 และเป็นพี่น้องกับ ร.10 พยานตอบว่า ทราบ
.
นักข่าวสำนักข่าวราษฎร ยืนยันว่า วันเกิดเหตุมีทั้งสื่ออิสระ-สื่อกระแสหลัก รวมถึง วรัณยาและวรเวชก็เป็นนักข่าวอิสระด้วย
ณัฐพงศ์ มาลี ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวราษฎร เบิกความโดยสรุปว่า พยานเป็นนักข่าวประจำสำนักข่าวราษฎรมาตั้งแต่ปี 2564 โดยมีรายได้หลักมาจากช่องทาง YouTube และ Facebook ซึ่งสำนักข่าวราษฎรมีจุดประสงค์หลักในการติดตามประเด็นทางสังคม การเมือง และสิทธิมนุษยชน
พยานทราบข่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 2565 ผ่านทางกลุ่มไลน์ของนักข่าว ถึงการจัดกิจกรรมทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ของกลุ่มทะลุวังในวันที่ 8 ก.พ. 2565 เวลา 17.00 น.
จากนั้นในวันที่ 8 ก.พ. 2565 พยานเดินทางไปถึงลานน้ำพุห้างฯ ในเวลา 16.00 น. แต่เนื่องจากฝนตกหนักจึงลงไปรอที่ชั้นใต้ดิน จนกระทั่งเวลา 17.00 น. ได้รับแจ้งจากเพื่อนว่าผู้จัดกิจกรรมอยู่ที่บันไดเลื่อนชั้น G พยานจึงตามไปและเริ่มทำการถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือ
เมื่อไปถึงพบทานตะวันและใบปอ (จำเลยที่ 1 และที่ 2) กำลังถือป้ายคำถามเพื่อให้ประชาชนนำสติกเกอร์มาติดในช่องเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยมีประชาชนบางส่วนให้ความสนใจและบางส่วนเดินผ่านไป ในขณะนั้นมีสื่อมวลชนสำนักอื่นและสื่ออิสระมาร่วมทำข่าวประมาณ 5-6 ราย เช่น ประชาไท, Friend Talk, Voice TV รวมถึงช่องของวรัณยาและวรเวช (จำเลยที่ 4 และที่ 6) ด้วย
ต่อมาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯ นำป้ายข้อความมาถือและประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ขอสงวนสิทธิ์ในการทำกิจกรรม ทำให้ประมาณ 15 นาทีต่อมาทานตะวันและใบปอจึงย้ายไปที่ลานน้ำพุของห้างฯ
พยานได้ติดตามกลุ่มนักกิจกรรมไปที่ลานน้ำพุ ซึ่งยังมีประชาชนมาร่วมติดสติกเกอร์ แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยยังคงตามมาแจ้งให้ยุติกิจกรรม กลุ่มนักกิจกรรมอยู่ที่ลานน้ำพุราว 15 นาที ก่อนจะเดินกลับเข้าไปวนเวียนในห้างอีก 10-15 นาที เนื่องจากบันไดเลื่อนถูกปิดกั้น
จากนั้นนักกิจกรรมได้ออกมาที่ลานน้ำพุอีกครั้ง พร้อมกับประชาชนที่เดินตามราว 10 คน โดยมีสื่อมวลชนและตำรวจนอกเครื่องแบบคอยสังเกตการณ์ นักกิจกรรมได้เดินเท้าต่อไปตามถนนพระรามที่ 1 มุ่งหน้าไปยังแยกปทุมวัน เลี้ยวขวาผ่านห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยตลอดทางมีมวลชนและตำรวจนอกเครื่องแบบเดินตามรวมประมาณ 20 คน
เมื่อเดินถึงหน้าห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่ มีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาสกัดกั้นไม่ให้เดินต่อ และมีตำรวจในเครื่องแบบนำแผงเหล็กมากั้นเลียบถนนทางไปวังสระปทุม จากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น โดยมีชายคนหนึ่งสวมกอดทานตะวันจากด้านหลังและมือได้ไปโดนบริเวณหน้าอก ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้ชายคนดังกล่าวขอโทษ ซึ่งต่อมาชายผู้นั้นได้ทำการขอโทษ และกิจกรรมทำโพลก็ยุติลง
คำว่าขบวนเสด็จในความเข้าใจของพยาน หมายถึง การเสด็จของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชอาคันตุกะ และพระสังฆราช และพยานไม่ได้รู้จักกับจำเลยคนใดเป็นการส่วนตัว
.
อาจารย์นิติ มธ. เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทั้งมาตรา 112 และ 116 ทั้งการสำรวจความเห็น เป็นการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความโดยสรุปว่า พยานจบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านกฎหมายอาญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชนจากลอนดอน (LSE) และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
พยานมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 โดยเป็นผู้แต่งตำราคำอธิบายกฎหมายอาญา เคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรา 112 และเป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชานี้ที่เนติบัณฑิตยสภา
ทนายจำเลยได้สอบถามความเห็นพยานเกี่ยวกับกิจกรรมทำโพลในหัวข้อ “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ว่าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ 116 หรือไม่ พยานได้เบิกความอธิบายว่า องค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. การดูหมิ่น การเหยียดหยามลดทอนศักดิ์ศรี 2. การหมิ่นประมาท ยืนยันข้อเท็จจริงที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงหรือถูกเกลียดชัง และ 3. การแสดงความอาฆาตมาดร้าย เป็นการกระทำที่เล็งเห็นได้ว่าจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวถึงในอนาคต
เมื่อพิจารณาจากการกระทำเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากไม่ได้มีการลดทอนศักดิ์ศรี ไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงที่ทำให้เสื่อมเสีย และไม่มีการแสดงข้อความประทุษร้ายในอนาคต
ในส่วนของความผิดตามมาตรา 116 กฎหมายมาตรานี้ต้องการองค์ประกอบความผิดที่เป็นเจตนาพิเศษ คือต้องทำไปเพื่อยุยงให้เกิดความวุ่นวาย หรือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จากคำฟ้องไม่พบว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาพิเศษดังกล่าว จึงถือว่าขาดองค์ประกอบภายในของมาตรา 116
นอกจากนี้ การทำกิจกรรมสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในลักษณะนี้ เป็นการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครองและรับรองตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกด้วย ทั้งนี้ อัยการโจทก์ไม่ถามค้าน
.






