ศาลสั่งสืบพยานโจทก์ คดี ม.112 ทำโพลขบวนเสด็จ ลับหลังจำเลย แม้ทนายค้าน ก่อนภายหลังเพิกถอนกระบวนพิจารณาฯ ให้พยานเบิกความใหม่ – นัดหน้าเริ่มสืบพยานจำเลย

วันที่ 20 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดสืบพยานคดีของ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

ต่อมา 20 มี.ค. 2569 ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีที่พยานโจทก์จากราชบัณฑิตยสภาเบิกความลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 และให้เบิกความใหม่ทนายจำเลยค้านการนำพยานเดิมเข้าเบิกความซ้ำ เนื่องจากพยานทราบคำถามแล้ว และเคยค้านการสืบพยานลับหลังไปก่อนหน้านี้แล้ว

.

จำเลยติดภารกิจจึงขอเลื่อนสืบพยาน ศาลเห็นว่าสามารถสืบพยานลับหลังได้ตาม ม.172 ทวิ (2) แห่ง ป.วิ.อาญา แม้โจทก์จะให้เหตุผลว่าพยานเกี่ยวข้องกับจำเลยทุกคนก็ตาม

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 503 ในนัดสืบพยานโจทก์ อัยการโจทก์ได้นำพยาน 1 ปาก จากราชบัณฑิตยสภา มาเบิกความต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสืบพยาน ในวันที่ 26 – 27 ก.พ. 2569 เนื่องจากจำเลยสองคนติดภารกิจด้านการศึกษา โดยเห็นว่าพยานปากดังกล่าวเบิกความกระทบต่อจำเลยทุกคน จึงไม่สามารถสืบพยานลับหลังได้ หากสืบพยานลับหลังอาจจะเสี่ยงทำให้กระบวนการพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ (2) บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจหากโจทก์แถลงเกี่ยวกับพยานที่นำเข้าเบิกความ หากศาลเห็นว่าพยานดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยคนใดโดยตรง ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยที่ไม่มาศาลได้ 

ด้านทนายจำเลยเห็นว่ามาตราดังกล่าวบัญญัติว่า “ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจตามคำแถลงของโจทก์ว่า การพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใด ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยคนนั้นก็ได้” ดังนั้นต้องให้อัยการโจทก์แถลงให้ศาลพอใจก่อน

อัยการโจทก์กล่าวว่าตนไม่ขอแถลง เพราะพยานที่มาเบิกความเกี่ยวข้องกับจำเลยทุกคน อย่างไรก็ตามในรายงานกระบวนพิจารณาได้บันทึกไว้ว่า โจทก์แถลงว่า วันนี้มีพยานมาศาล 1 ปาก ซึ่งเป็นราชบัณฑิต ต้องเบิกความให้ความเห็นทางภาษา และพยานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีนี้

ศาลจึงวินิจฉัยว่า พยานที่โจทก์นำเข้าสืบ เป็นพยานผู้มาให้ความเห็นทางภาษาศาสตร์ ซึ่งเป็นความหมายตามที่บัญญัติในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จึงอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากดังกล่าวเข้าสืบลับหลังจำเลยที่ 1- 2 ได้ โจทก์จึงนำพยานคนดังกล่าวเข้าเบิกความจนจบ และแถลงหมดพยาน

.

อธิบดีให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาฯ ให้พยานเข้าเบิกความใหม่ ด้านทนายจำเลยคัดค้าน เห็นว่า การนำพยานมาเบิกความซ้ำทำให้เสียเปรียบและขอไม่ใช้สิทธิถามค้าน

วันที่ 20 มี.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 503 ทนายความและจำเลยทั้ง 7 คนเดินทางมาศาล โดยวรเวช ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคดีส่วนตัวก็ถูกเบิกตัวมาที่ศาลในวันนี้ด้วย

เดิมทีวันนี้เป็นนัดสืบพยานจำเลย ขณะที่ทนายจำเลยกำลังเตรียมนำจำเลยเข้าเบิกความ พบว่ามีพยานโจทก์ปากราชบัณฑิตยสภาที่เคยเบิกความไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 มาศาลด้วย เมื่อสอบถามพยานตอบว่า ได้รับการติดต่อให้มาศาลอีกครั้ง

เวลา 09.41 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาโดยได้แจ้งว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ตรวจสำนวนคดีและพบว่า การสืบพยานปากก่อนหน้านี้ ไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลย จึงสั่งเพิกถอนคำเบิกความเดิม และประสานให้นำพยานเข้าเบิกความอีกรอบ

ทนายจำเลยขอปรึกษากับศาลว่า การสืบพยานใหม่ทำให้เสียเปรียบหรือไม่ เพราะพยานทราบคำซักถามและคำถามค้านล่วงหน้าแล้ว ศาลจึงได้ถามว่าทนายจำเลยจะคัดค้านหรือไม่ ทนายจำเลยยืนยันว่าขอคัดค้าน ศาลจึงได้ออกไปปรึกษากับอธิบดีฯ

ต่อมาผู้พิพากษาได้ออกนั่งพิจารณาอีกครั้งโดยจากการปรึกษาได้ความว่า 1. ยอมให้กระบวนการผ่านไป โดยไม่ต้องนำพยานเข้าสืบซ้ำ หรือ 2. ให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาตั้งแต่พยานปากราชบัณฑิตยสภานี้เป็นต้นมา ถือว่าที่พยานเคยเข้าเบิกความก่อนหน้านี้ใช้ไม่ได้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเพิกถอนกระบวนการพิจารณารีบแก้ไขก่อนที่สำนวนจะขึ้นไปศาลสูงจะเป็นการดีกว่า

จากนั้นจึงนำพยานโจทก์ปากนี้เข้าเบิกความตอบอัยการโจทก์ซักถามเสร็จสิ้น ทนายจำเลยทั้งแปดแถลงว่าขอไม่ใช้สิทธิถามค้าน และขอให้ศาลจดเหตุผลลงในคำเบิกความพยานว่า “พยานปากนี้เคยตอบคำถามโจทก์และคำถามค้านของทนายจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 เพราะพยานปากนี้ทราบคำถามโจทก์และคำถามค้านของทนายจำเลยแล้ว เป็นกรณีที่พยานทราบคำให้การมาก่อนแล้ว จึงไม่มีโอกาสแสวงหาความจริงจากพยานปากนี้ และขอคัดค้านการนำพยานปากนี้มาเบิกความซ้ำ”

จากนั้นโจทก์ได้แถลงหมดพยาน ด้านทนายจำเลยขอเลื่อนการพิจารณาคดีไปสืบพยานจำเลยในนัดถัดไป เนื่องจากพยานปากนี้เป็นพยานที่มาเบิกความเรื่องถ้อยคำอันเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดี ซึ่งเมื่อมีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้น มีการนำพยานที่เคยเบิกความไปแล้ว และอัยการทราบแนวทางการต่อสู้คดีและการถามค้านของทนายจำเลยแล้วมาเบิกความซ้ำ จึงมีความจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงกับจำเลยในคดีก่อนที่จะสืบพยานจำเลย

ศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้เลื่อนนัดสืบพยานจำเลย ไปเป็นวันที่ 23, 28 – 30 เม.ย. 2569 ตามที่มีนัดหมายเดิมอยู่

.

ฐานข้อมูลคดีนี้

คดี 112-116 นักกิจกรรม-เยาวชน 9 ราย หลังทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ

X