ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา

วันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 เห็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน

.

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิ้น 8 คน และอัยการได้สั่งฟ้องทั้งหมดใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (ม.112), ยุยงปลุกปั่น (ม.116) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ม.368) 

  • อรวรรณ ถูกฟ้องเพียง 3 ข้อหาหลัก
  • ทานตะวัน, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช และณัฐกรณ์ ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 4 ข้อหา
  • เนติพร ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) รวมเป็น 4 ข้อหา 
  • วรัณยา ถูกฟ้องเพิ่มในทั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) และข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 5 ข้อหา

คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน

ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป ทำให้เหลือจำเลย 7 คน

การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 11 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 4 นัด 

โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า กลุ่มจำเลยมีเจตนานัดหมายมาทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคลของห้างสยามพารากอน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนและคำสั่งห้ามของพนักงานรักษาความปลอดภัยและจงใจเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม นำไปสู่ความวุ่นวาย บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมพื้นที่ และมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ และมองว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทางการเมืองมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยใช้โพล ซึ่งเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อก้าวล่วง ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบันกษัตริย์

ส่วนฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี 

ฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ 

อ่านบันทึกสืบพยาน: เมื่อ ‘ขบวนเสด็จ’ กลายเป็นคำถาม: เปิดประมวลการต่อสู้คดี ม.112 นักกิจกรรม 7 คน จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”

.

วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดี 503 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนเวลา 10.00 น. มีประชาชนและผู้ที่สนใจคดีมารออยู่หน้าห้องราว 10 คน ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่ศาลยืนอยู่หน้าห้องและถามประชาชนทุกรายว่า เป็นใคร เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร หากไม่เกี่ยวข้องกับคดีต้องลงชื่อในใบลงทะเบียนที่ชั้น 2 และให้แลกบัตรประชาชนไว้ โดยระบุว่า เฉพาะคดีนี้เท่านั้น เพราะมีคนมาเยอะ เลยต้องจดชื่อไว้ก่อน

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนที่เดินขึ้นมายังห้องพิจารณาคดีแล้ว ต้องลงไปที่ชั้นสองอีกครั้งเพื่อเขียนชื่อตนเอง โดยในลงชื่อ “รายชื่อผู้มาติดต่อวันที่ 6 กรกฎาคม” มีช่องให้เขียนลำดับที่ และชื่อสกุล เจ้าหน้าที่จึงจะให้บัตรผู้ติดต่อราชการ จากการสอบถามประชาชนพบว่ามีบางส่วนถูกเก็บบัตรประชาชนไว้ แต่บางส่วนก็ไม่ถูกเก็บบัตรประชาชน

เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดหมาย ประชาชนหลายรายได้เข้ามานั่งในห้องพิจารณา ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ศาลทั้งชายและหญิงประมาณ 5 คนได้เดินเข้ามาในห้องพิจารณาและขานรายชื่อประชาชนที่ลงชื่อไว้และมอบบัตรผู้ติดต่อราชการเป็นบัตรที่ถ่ายเอกสารใส่กระดาษให้

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พิพากษายังไม่ออกนั่งพิจารณาคดี ประชาชนต่างก็ทยอยเข้ามาในห้องพิจารณา จนล้นเต็มที่นั่ง นับรวมทั้งครอบครัว เพื่อน จำเลยทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ มีประมาณ 60 คน โดยมีทั้งนักวิชาการ ได้แก่ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักการเมือง ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน นักกิจกรรม เช่น อันนา อันนานนท์ พี่สาวของเนติพร รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ iLaw และ ThumbRights 

เวลา 10.23 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลชายได้พูดผ่านไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ในคอกพยาน ระบุว่าขอให้มีการปรับผังที่นั่ง ขอให้จำเลยมานั่งด้านหน้า เนื่องจากท้ายการอ่านคำพิพากษาจะมีการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยต้องยืนขึ้น หากจำเลยนั่งคนละแถวอาจทำให้ทุกคนต้องยื่นและจะเสียเวลา จากนั้นจำเลยทั้งหมด รวมถึงวรเวชที่ถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางได้เดินมานั่งแถวด้านหน้าสุด

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังแจ้งว่า หากจะไปเข้าห้องน้ำ หรือ ออกไปใช้โทรศัพท์มือถือ ก่อนออกจากห้องให้โค้งคำนับก่อนเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนที่ประชาชนรายหนึ่งจะถามถึงเหตุผลการโค้งคำนับ เจ้าหน้าที่จึงตอบว่าหากไม่โค้งก็ได้แต่ขอให้ยืนขึ้น

เวลา 10.35 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ธวัช สถิรเศรษฐ์ ออกนั่งพิจารณาพร้อมผู้พิพากษาหญิง ก่อนที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะเรียกจำเลยในคดีนี้ ศาลกล่าวว่าจะขออ่านในส่วนพิเคราะห์คดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ดังนี้

  • ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116

เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” การพิจารณาความผิดดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องกระทำความผิดครบองค์ประกอบ ตามคำนิยามของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ให้คำนิยามคำว่า 

ดูหมิ่น หมายถึง แสดงกิริยาท่าทาง พูด หรือเขียน เป็นเชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อยหรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น

หมิ่นประมาท หมายถึง แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือ เป็นฐานความผิดอาญา ที่ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ส่วนคำว่าอาฆาตมาดร้าย หมายถึง พยาบาทมุ่งจะทำร้ายให้ได้

ดังนั้นการจะผิดตามมาตรา 112 ต้องเป็นการด่า ใส่ร้ายป้ายสี กล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน ใช้สิทธิในการแสดงความเห็นหรือการแสดงออกเป็นปฏิปักษ์ โดยรัฐต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรมไม่ใช้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง

พิจารณาการกระทำของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) เป็นการกระทำเพียงตั้งประโยคคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จโดยไม่ได้ระบุถึงบุคคลใด ไม่มีการเอ่ยถึงพระนาม จากการนำสืบจำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีการปราศรัยหรือแสดงประการอื่นใด จึงไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112

แม้จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) จะมีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว แต่ก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่บุคคลสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 อาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อการกระทำอยู่ในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และในทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ได้ปรากฏความวุ่นวายถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116

  • ข้อหา “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368

ระหว่างการสืบพยานโจทก์ได้ส่งคลิปเหตุการณ์ มีความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาที ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบกิจกรรม โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งหลักฐานชิ้นนี้ จึงนำคลิปเหตุการณ์มาประกอบการพิจารณา

จากคลิปเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ออกจากห้างฯสยามพารากอนเดินถือป้ายมายังบริเวณห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบถามว่า “ไปไหน ไปไหน” และดันจำเลยทั้งสอง ในช่วงชุลมุน จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในซอยและพบกับตำรวจ

จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้กล่าวกับตำรวจว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะเดินบนทางเท้า ตำรวจไม่มีสิทธิห้าม ก่อนที่จะเกิดการผลักดันขึ้น และ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้ชูป้ายนอกรั้วก่อนที่ พ.ต.อ. พันษาจะดึงป้ายไป

ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 บัญญัติหามไม่ให้จัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป 

การที่จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าจะทำกิจกรรมที่ห้างฯสยามพารากอน และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็มีบุคคลมารวมตัวกัน การรวมตัวดังกล่าวเป็นการชุมนุมตามนิยาม มาตรา 4 ที่ให้ความหมายว่า “การชุมนุมสาธารณะ” คือ การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถ ร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่

เมื่อเป็นการชุมนุมสาธารณะจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 คือต้องมีการแจ้งการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่แจ้งการชุมนุมและเคลื่อนขบวนมาในรัศมี 150 เมตร ในที่ประทับของพระขนิษฐา จึงถือว่าการชุมนุมไม่ชอบตามมาตรา 14

ตำรวจมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ 150 เมตรจากพระบรมราชราชวัง ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจเกิดความวุ่นวายรุนแรงหรืออาจมีมือที่สามที่ไม่ประสงค์ดีทำให้สถานการณ์รุนแรง คำสั่งเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทราบแต่ไม่ปฏิบัติตาม จึงมีความผิดในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 368 ปรับคนละ 5,000 บาท

  • ข้อหา “ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ” ตามมาตรา 138

จากคลิปเหตุการณ์ พ.ต.อ. พันษาจะดึงแผ่นป้ายสำรวจความเห็นไป จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ตะโกนถามว่า ทำแบบนี้ทำไม และเกิการผลักดันขึ้น จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้เข้าไปห้ามและดึงตัวจำเลยที่ 6 (วรเวช) กับเยาวชนชื่อ ไอซ์

จำเลยที่ 5 (ฐากูร) ได้ยกมือขึ้นห้าม จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้เข้าโต้เถียงแต่ไม่ได้ร่วมผลักดัน จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ได้จับรั้วหลังมีการหยิบรั้วมาตั้งใหม่แต่ไม่ได้ผลักดัน จากนั้นจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้มายืนขวางและกางแขนออกห้ามทั้งสองฝ่าย

เห็นว่า มีเพียงจำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมผลักดันแนวรั้วกั้นของเจ้าพนักงานร่วมกับชายสวมเสื้อแขนยาวและเยาวชนชื่อไอซ์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายคนดังกล่าวด้วยจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมกับเยาวชนชื่อไอซ์ ผลักดันรั้ว วรเวชจึงมีผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ลงโทษจำคุก 3 เดือนและเพิ่มโทษ 1 ใน 3 (ลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ หากผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก) เป็นจำคุก 4 เดือน

  • ข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 136 (มีเพียงวรัณยาถูกฟ้องในข้อหานี้)

จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้พูดถ้อยคำว่า “…ไอเหี้ยเบอร์ 2 นั่นคือใคร มาอุ้มเด็กผู้หญิงได้ยังไง ถ้าพี่จับหนูจะไม่ว่าอะไร…” เห็นว่า มีที่มาจากการที่ พ.ต.ต.ชูชีพไม่ได้สวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใคร และเข้ามากอดรัดจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) มือของ พ.ต.ต.ชูชีพโดนบริเวณหน้าอก เมื่อถูกจำเลยที่ 4 ถาม ก็หลบไปหลังแนวรั้วของตำรวจ พฤติกรรมน่าเชื่อว่า พ.ต.ต.ชูชีพทราบว่าการกระทำของตนนั้นเป็นอย่างไร

มีเหตุให้จำเลยสงสัยว่าอาจมีคนแอบแฝงเพื่อเข้ามาอุ้มตัวจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) คำกล่าวของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จะดูรุนแรงบ้าง แต่ก็ทำเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นและต้องการความรับผิดชอบ เป็นเหตุอันสงสัยได้ว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

พิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ลงโทษปรับจำเลยทั้งหมด คนละ 5,000 บาท ในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำเลยที่ 6 (วรเวช) พิพากษาจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยไม่ได้นับโทษต่อกับคดีส่วนตัว

.

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาได้สอบถามว่าในคดีนี้มีผู้ที่ถูกคุมขังหรือไม่ หากถูกคุมขังสามารถนำวันที่ถูกขังไปเปรียบเทียบกับค่าปรับ 5,000 บาทได้ 

ผู้คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องมาร่วมแสดงความยินดีกับจำเลยทั้ง 7 คน ขณะที่บางคนน้ำตาไหลออกมาด้วย วรเวชได้กล่าวขอบคุณทุกคนก่อนถูกนำกลับไปที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเพื่อขังตามโทษในคดีส่วนตัว ส่วนจำเลยอีก 6 คนถูกตำรวจศาลไปยังห้องเวรชี้เพื่อเปรียบเทียบปรับ และเดินทางกลับบ้าน

.

ฐานข้อมูลคดีนี้

คดี 112-116 นักกิจกรรม-เยาวชน 9 ราย หลังทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจาก ขบวน เสด็จ 

X