ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดี “หอย-บอส” เข้าร่วมกิจกรรม #ตามหานาย หน้า ม.พัน 4 เมื่อปี 63 แต่แก้เป็นปรับพินัยข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “หอย” ธนชัย เอื้อฤาชา และ “บอส” ฉัตรมงคล วัลลีย์ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น, ทำให้เสียทรัพย์, ทำให้โสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม “ตามหานาย” เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563 ที่บริเวณหน้ากองพันทหารม้าที่ 4 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 พล.1 รอ.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากผู้บังคับบัญชา ในการลงโทษพลทหารนอกเครื่องแบบจำนวน 3 นาย ที่เข้ามาล็อกแขนและคอของผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ก่อนหน้าคดีนี้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่แก้เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 หรือ ภาณุพงศ์ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นลงโทษในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว โดยให้เปลี่ยนฐานความผิดดังกล่าวเป็นความผิดทางพินัยตาม พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัยฯ และกำหนดค่าปรับเป็นพินัยจำนวน 200 บาท 

.

ศาลชั้นต้นลงโทษรายข้อหา และให้รอการลงโทษจำคุกไว้

มูลเหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2563 ภายหลังประชาชนเสร็จสิ้นจากกิจกรรมเดินเท้าไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นรายชื่อประชาชนจำนวน 100,732 รายชื่อ ที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะผู้ร่วมกิจกรรมกำลังทยอยเดินทางกลับ มีประชาชนรายหนึ่งถ่ายภาพบริเวณป้าย ม.พัน 4 พล.1 รอ. ก่อนถูกทหารนอกเครื่องแบบ 3 นาย สั่งให้ลบภาพ พยายามล็อกแขนและคอ รวมถึงแย่งโทรศัพท์ โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งมาจาก “นาย” ต่อมาเมื่อตำรวจ สน.บางโพ เข้าระงับเหตุ ผู้เสียหายยืนยันที่จะดำเนินคดี ตำรวจจึงนำตัวทหารทั้งสามไปสอบสวน อย่างไรก็ดีทหารทั้ง 3 นายให้การปฏิเสธว่าไม่มีผู้ใดสั่งให้กระทำการในลักษณะดังกล่าว ก่อนกล่าวขอโทษผู้เสียหาย

กระทั่งวันที่ 28 ก.ย. 2563 “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก พร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้จัดกิจกรรม “ตามหานาย” เพื่อทวงถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ที่บริเวณหน้า ม.พัน 4 พล.1 รอ. หลังทำกิจกรรมเป็นเวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารออกมาชี้แจง ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการปาไข่และสาดสีใส่ป้ายกองพัน รวมถึงพื้นที่ด้านหน้า ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับนักกิจกรรมที่เข้าร่วมจำนวน 7 ราย แยกออกเป็น 3 คดี 

ในส่วนคดีของหอย บอส และไมค์ ถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลอาญา และเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2565 ศาลอาญามีคำพิพากษาคดีนี้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 (ภาณุพงศ์) มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท, ฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 200 บาท, ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท, ฐานกระทำการใด ๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ ปรับ 1,000 บาท และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมโทษจำคุก 12 เดือน และปรับเป็นจำนวน 20,200 บาท

จำเลยที่ 2 (ธนชัย) เห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท, ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมโทษจำคุก 12 เดือน และปรับ 19,000 บาท

จำเลยที่ 3 (ฉัตรมงคล) เห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท, ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท รวมโทษจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท

ศาลเห็นว่าทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ คงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 เดือน ปรับ 15,150 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 9 เดือน ปรับ 14,250 บาท และจำเลยที่ 3 จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,500 บาท

เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงให้รอการลงโทษจำคุกทั้งหมดไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมคุมประพฤติจำเลยคนละ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด และให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง

.

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เปลี่ยนโทษปรับเป็นพินัยเฉพาะข้อหาใช้เครื่องเสียง ส่วนข้อหาอื่นพิพากษายืน

ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษา จำเลยทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยประเด็นสำคัญที่ยกขึ้นอุทธรณ์ ได้แก่ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งจำเลยเห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ในช่วงเวลาเกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อภายในประเทศตามรายงานจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 อีกทั้งการชุมนุมก็จัดในพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก มิใช่สถานที่แออัด และภายหลังการชุมนุมก็ไม่ปรากฏว่ามีการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามยังอุทธรณ์ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุม ไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม จึงไม่มีหน้าที่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง ส่วนข้อหาบุกรุกจำเลยทั้งสามอธิบายว่า การนั่งบนรั้วโดยมิได้เข้าไปภายในนั้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ภายในกองพันยังสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ กรณีจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด

สำหรับข้อหาทำให้โสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ไข่ที่ใช้ขว้างปาเป็นไข่ต้มซึ่งเตรียมไว้เป็นอาหารของผู้ชุมนุม จึงไม่ใช่ “ของโสโครก” ตามความหมายของกฎหมาย ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จำเลยเห็นว่าการสาดสีน้ำอะคริลิคซึ่งสามารถล้างออกได้ ไม่ทำให้ทรัพย์เสียหาย เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ โดยภายหลังทำความสะอาดป้ายยังคงอยู่ในสภาพเดิม อีกทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมาแสดง กรณีจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ 

.

ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 609 เวลา 09.22 น. ศาลเจ้าของสำนวนออกนั่งพิจารณา โดย “หอย” ธนชัย เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง ขณะที่มีสื่อมวลชนอิสระและประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์คดีด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์แจ้งว่ายังไม่สามารถติดต่อกับเรือนจำกลางเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังของ “บอส” ฉัตรมงคล ได้ โดยบอสถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ที่เขาถูกกล่าวหาไว้ที่จังหวัดเชียงรายอยู่

ภายหลังศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอื่นจนแล้วเสร็จก็ลงจากบัลลังก์ไป กระทั่งเวลาประมาณ 10.25 น. ระบบจอภาพในห้องพิจารณาจึงสามารถเชื่อมต่อกับเรือนจำได้ ต่อมาเวลา 11.16 น. ศาลเจ้าของสำนวนได้ออกนั่งบัลลังก์อีกครั้งก่อนเริ่มขานชื่อจำเลยทั้งสองและตรวจสอบการแสดงตัวของฉัตรมงคลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากนั้นจึงแกะซองคำพิพากษาและแจ้งผลให้ทราบเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ให้แก้ไขในส่วนของโทษปรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้แก้เป็นปรับเป็นพินัย ส่วนข้อหาอื่น ๆ พิพากษาตามศาลชั้นต้น

.

ต่อมา ทางทนายความได้ติดตามรายละเอียดคำพิพากษาเพิ่มเติม เนื้อหาโดยสรุปศาลอุทธรณ์ วินัจฉัยในส่วนของข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 ที่ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าทางนำสืบในคดีปรากฏชัดเจนว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก จึงไม่ใช่สถานที่แออัดประกอบกับผู้เข้าร่วมชุมนุมมีเพียงประมาณ 20 – 30 คนเท่านั้น อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศแม้แต่รายเดียว 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จากการเบิกความตอบคำถามติงของพยานโจทก์ได้ความว่า ในช่วงที่เกิดเหตุมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในต่างประเทศอย่างรุนแรงและมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากเสียชีวิต ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อดังกล่าว เมื่อพิจารณาสภาพที่เกิดเหตุประกอบจำนวนผู้ร่วมชุมนุมย่อมเข้าลักษณะเป็นสถานที่แออัดแล้ว การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันเข้าร่วมชุมนุมตามวันและเวลาเกิดเหตุ จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อป้องกันและระงับยับยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 มิให้ดำเนินไปจนถึงขั้นที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 

นอกจากนี้ ในส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า หน้าที่ในการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมหรือจัดกิจกรรม ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องขยายเสียงในการแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องทวงถามความยุติธรรมให้ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ที่จะทำการโฆษณาด้วยการบอกกล่าวหรือแสดงความคิดเห็นแก่ประชาชนโดยใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งอยู่ในบังคับของกฎหมายที่จะต้องขอรับอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดการชุมนุมหรือเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมก็ตาม จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ในการขออนุญาตโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงตามกฎหมาย 

ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสามปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนรั้วของ ม.พัน 4 พล.1 รอ โดยมิได้เข้าไปภายในรั้ว หรือหาได้มีเจตนารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้เข้าไปในที่เกิดเหตุ แต่ถือได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยทั้งสามมีเจตนาเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุบางส่วนเพื่อรบกวนการครอบครองของกองทัพบกโดยปกติสุข อันเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามฟ้อง 

อีกทั้งขณะที่มีการชุมนุม จำเลยที่ 1 ยังได้ขว้างไข่เข้าไปในที่เกิดเหตุ โดยไข่ที่ขว้างเป็นไข่ลวกและไข่ต้มทำให้มีกลิ่นเหม็นคาว จึงเป็นการทำให้เกิดของโสโครกเปรอะเปื้อนหรือน่าจะเปรอะเปื้อนที่เกิดเหตุ หรือแกล้งทำให้เกิดของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแล้ว ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่า ไข่ที่ขว้างเข้าไปในกองพันหรือที่ขว้างใส่ป้ายกองพันนั้นเป็นเพียงไข่ต้มที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเตรียมไว้เป็นอาหารให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังที่อุทธรณ์กล่าวอ้างโต้แย้งไม่ 

กรณีที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เทสีและสาดสีที่ประตูรั้วและทาสีป้ายชื่อกองพันที่เกิดเหตุแล้ว ฝนตกลงมาเป็นเหตุให้น้ำฝนชะล้างทำความสะอาดสีดังกล่าว เพราะเป็นสีน้ำอะคริลิคสามารถล้างออกได้ทั้งหมดด้วยน้ำเปล่า เห็นว่า การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้ประตูรั้วและป้ายชื่อดังกล่าวเสียหายหรือเสื่อมค่าลง อันเป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ที่สำเร็จแล้ว แม้สีที่ทาจะไม่ติดถาวรก็ไม่ทำให้ไม่เป็นความผิดดังที่อุทธรณ์โต้แย้ง 

ข้อกล่าวอ้างอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 39 บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเป็นอัตราค่าปรับพินัย ดังนั้น เมื่อในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ส่งผลให้ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับเป็นพินัย 200 บาท แทนโทษปรับอาญาเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ได้แก่ ชาคริต จุลมนต์, สิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ และภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์ 

.

สำหรับคดีของนักกิจกรรมรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ คดีที่ศาลแขวงดุสิตของ“รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง คดีศาลลงโทษปรับคนละ 25,200 บาท ปัจจุบันศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของข้อหาร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เปลี่ยนโทษปรับทางอาญาเป็นค่าปรับเป็นพินัยคนละ 200 บาท 

ส่วนคดีของ “ภูมิ” ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2565 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี

X