วันที่ 27 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีที่ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้ง, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต, ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 398 กระทําด้วยประการใด ๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ และมาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์ จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม “ตามหานาย” ที่บริเวณหน้ากองพันทหารม้าที่ 4 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 พล.1 รอ.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563
ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยระบุว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของข้อหาร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ให้เปลี่ยนเป็นความผิดตามพินัย ตาม พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยให้ปรับเป็นพินัยคนละ 200 บาท
.
ศาลชั้นต้นลงโทษใน 3 ข้อหา แต่ยกฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่าผู้ร้องทุกข์ไม่ได้รับมอบอำนาจ
เกี่ยวกับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563 นักกิจกรรมได้รวมตัวกันไปทวงถามความคืบหน้าในการลงโทษพลทหาร 3 นาย ที่ล็อกคอมวลชนที่ไปถ่ายรูปหน้ากองพัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2563 ขณะภาคประชาชนเดินขบวนนำ 100,732 รายชื่อของประชาชนที่เข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญไปยื่นที่รัฐสภา แต่เมื่อไม่มีใครออกมาพบ จึงได้มีการจัดกิจกรรมปราศรัย-ปาไข่-สาดสี ที่บริเวณด้านหน้าป้ายกองพัน
ต่อมา เจ้าหน้าที่มีการดำเนินคดีกับนักกิจกรรม รวม 7 คน โดยมี ร.อ.สําเนา ดําเนื้อดี นายทหารเวร ม.พัน 4 พล.1 รอ. ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พ.ท.อิทธิศักดิ์ เสนตา ผบ.ม.พัน 4 พล.1 รอ. เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ โดยตำรวจแยกดำเนินคดีเป็น 3 คดี
ในคดีนี้ ปนัสยา, ชินวัตร และณัฐชนน ไพโรจน์ ได้ทยอยเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.เตาปูน เมื่อวันที่ 3, 4 และ 16 พ.ย. 2563 ซึ่งทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ต่อมา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 พนักงานอัยการยื่นฟ้องเฉพาะปนัสยาและชินวัตร โดยกล่าวหาว่าทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นแกนนําการชุมนุมทางการเมืองได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ตามหานาย” ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองพันทหารม้าที่ 4 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองทัพบก เพื่อเรียกร้องทวงถามความคืบหน้ากับผู้บังคับบัญชาของทหาร ที่บังคับให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองลบภาพถ่ายป้ายหน้าหน่วย
อัยการระบุว่า จําเลยทั้งสองไม่แจ้งความประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะต่อหัวหน้าสถานีตํารวจท้องที่ ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งตามกฎหมาย ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ทั้งการชุมนุมได้กระทำในสถานที่แออัด เสี่ยงต่อการแพร่โรค นอกจากนี้ จําเลยทั้งสองยังได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้า โฆษณาแสดงความคิดเห็นแก่ผู้ร่วมชุมนุมและประชาชน โดยไม่ได้ขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ปนัสยา, ภาณุพงศ์ และธนชัย ซึ่งพนักงานสอบสวนแยกไปดําเนินคดีที่ศาลอาญา ได้ร่วมกันใช้สีเท สาดใส่ที่ประตูรั้วทางเข้า ทําให้ประตูรั้วทางเข้าและป้ายชื่อหน่วย ซึ่งเป็นทรัพย์ของกองทัพบกได้รับความเสียหาย ถูกทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์ คิดเป็นเงินรวมจํานวน 45,000 บาท
ต่อมาหลังการต่อสู้คดี ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาในวันที่ 28 มิ.ย. 2566 เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ปรับคนละ 20,000 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต ปรับคนละ 200 บาท และฐานทำให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ มาตรา 389 ปรับคนละ 5,000 บาท รวมปรับทั้งสิ้นคนละ 25,200 บาท
ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ศาลเห็นว่า ผู้ร้องทุกข์ไม่ได้รับมอบอำนาจมาจากกองทัพบก ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำข้อกล่าวหานี้มาฟ้องจำเลยในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงยกฟ้องเฉพาะข้อหานี้
.
ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับศาลชั้นต้น เห็นว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่ข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง ให้แก้เป็นโทษปรับพินัยคนละ 200 บาท
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2566 พนักงานอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เฉพาะในส่วนของข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยเห็นว่า ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น นอกจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เสียหายแล้ว ยังรวมถึงบุคคลที่เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ด้วย
คดีนี้ทรัพย์ที่เสียหายคือ ประตูรั้วและป้ายชื่อหน่วยงานซึ่งเป็นทรัพย์ของกองทัพบกผู้ร้อง โดยมีพันโทอิทธิศักดิ์ เสนตา ซึ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ จากผู้บัญชาการทหารบก จึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น พันโทอิทธิศักดิ์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้”
ทั้งนี้ ม.44/1 ไม่ได้บัญญัติถึงขนาดเป็นเงื่อนไขว่าผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือฟ้องให้ลงโทษเท่านั้น แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ผู้ร้องก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าประตูรั้วทางเข้าและป้ายชื่อหน่วยงานเข้ามาในคดีอาญาได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงยังคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายดังกล่าว จึงขอให้ศาลพิพากษากลับและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง
ต่อมา วันที่ 27 ก.พ. 2567 ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอแก้อุทธรณ์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญโดยสรุป ในประเด็นผู้มีอำนาจร้องทุกข์ หากถือตามข้ออ้างของโจทก์ ผู้ที่ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนก็คือ พันโทอิทธิศักดิ์ เสนตา แต่เมื่อพันโทอิทธิศักดิ์ไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเอง และทางนำสืบของโจทก์ปรากฏเพียงว่าพันโทอิทธิศักดิ์มอบหมายให้ร้อยเอกสำเนาเป็นผู้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏหนังสือมอบอำนาจตามกฎหมาย ย่อมเป็นกรณีที่เป็นการมอบอำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยผู้ไม่มีอำนาจร้องทุกข์
สำหรับประเด็นการยื่นคำร้องตาม ม.44/1 นั้น คดีนี้ผู้เสียหายไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำร้องเข้ามาด้วยตนเอง แต่พนักงานอัยการโจทก์เป็นผู้ยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายในส่วนแพ่งเข้ามาในคดี เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากเป็นการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษโดยผู้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คำร้องขอเรียกค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์เป็นผู้ยื่นต่อศาลจึงเป็นการยื่นคำร้องโดยไม่มีอำนาจ
อย่างไรก็ดี ในช่วงท้ายของคำแก้อุทธรณ์ได้ระบุเอาไว้ด้วยว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกนั้นสูงเกินกว่าความเป็นจริงไปมาก ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้ร้อง ดังจะเห็นได้ว่าทรัพย์ของผู้ร้องยังคงใช้งานได้ภายหลังทำความสะอาดแล้ว
ฉะนั้น หากจะมีค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชอบ ก็เป็นเพียงค่าทำความสะอาดเท่านั้น อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอพิสูจน์ความเสียหายที่เรียกร้องมาตามฟ้องได้ ซึ่งค่าเสียหาย (หากมี) ทั้งสิ้นก็ไม่เกิน 3,000 บาท
.
วันนี้ (27 เม.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 509 จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีที่บริเวณหน้าห้องพบว่ามีคดีนัดหมายรวมทั้งสิ้น 19 คดี โดยคดีนี้อยู่ในลำดับที่ 15
เวลาประมาณ 09.00 น. คู่ความจากคดีอื่น ๆ ทยอยเข้ามานั่งรอภายในห้องพิจารณา กระทั่งเวลา 09.34 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ 1 ท่าน ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้แจ้งต่อศาลว่า จำเลยที่ 2 (ไบร์ท) ไม่ได้ถูกเบิกตัวมาศาล
ภายหลังศาลได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ ก็ได้ชี้แจงต่อผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยและผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องที่มาในวันนี้ว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่ได้มีการเบิกตัวจำเลยที่ 2 มาศาลในวันนี้ อย่างไรก็ดีสำหรับผลคำพิพากษาอุทธรณ์ ศาลจะมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่อยู่ในเรือนจำต่อไป
จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ โดยมีใจความสำคัญระบุว่า ในคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่เป็นสาระแก่คดีไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์
อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 39 ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดตามพินัย เมื่อความผิดฐานร่วมกันการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง เป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว จึงให้ปรับเป็นพินัยสำหรับความผิดฐานดังกล่าว
พิพากษาแก้ ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับเป็นพินัยคนละ 200 บาท นอกเหนือจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ สำหรับค่าปรับเป็นพินัยที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระดังกล่าวนั้น ศาลกำหนดให้ชำระภายในระยะเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันนี้
องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จัดคำพิพากษา ได้แก่ ภัทรศักดิ์ ศิรินสินธว์, สมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล และสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
.
สำหรับคดีในส่วนของนักกิจกรรมคนอื่น ๆ จากเหตุการณ์เดียวกัน แยกเป็นคดีที่ศาลอาญาของ “ไมค์” ภาณุพงษ์ จาดนอก, “หอย” ธนชัย เอื้อฤาชา และ “บอย” ฉัตรมงคล วัลลีย์ ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 09.00 น.
ในส่วนของ “ภูมิ” ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2565 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทุก 4 เดือน
