วันที่ 10 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ 4 ผู้ร่วมชุมนุมทะลุแก๊ส ได้แก่ “อาร์ม” วัชรพล (จำเลยที่ 1), “เก่ง” พลพล (จำเลยที่ 2) “ต้อม” จตุพล (จำเลยที่ 3) และ “แบงค์” ณัฐพล (จำเลยที่ 4) กรณีถูกฟ้องในข้อหาหลักร่วมกันเผารถยนต์ตำรวจ สน.ดินแดง ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ หรือ #ม็อบ11มิถุนา2565
คดีนี้จำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องในความผิดรวม 5 ข้อหา ได้แก่ 1. ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ตาม ป.อาญา มาตรา 217, 2. ร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358, 3. ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามมาตรา 215, 4. ไม่เลิกการชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 216 และ 5. ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกวัชรพล, จตุพล, ณัฐพล คนละ 3 ปี และให้จำคุกพลพล 1 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวจำเลย 3 คน ในชั้นฎีกา โดยให้ติดกำไล EM
.
ถูกขังระหว่างสอบสวน-พิจารณาคดีกว่า 240 วัน ก่อนถูกขังระหว่างอุทธรณ์อีก 3 เดือน จนได้รับประกันตัว แต่ยังคงติดกำไล EM ต่อเนื่องเกือบ 3 ปี
เกี่ยวกับคดีนี้ ทั้งสี่คนเคยถูกคุมขังระหว่างการสอบสวนต่อเนื่องจนถึงชั้นพิจารณาคดีคนละกว่า 240 วัน หลังจากที่มีสองคนถูกจับกุม รวมถึงสองคนไปมอบตัวตามหมายจับ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังไล่เลี่ยกันตั้งแต่ในช่วงวันที่ 14-17 มิ.ย. 2565 กระทั่งได้รับประกันตัวเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2566 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM)
ทั้งสี่คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา คดีจึงมีการสืบพยานโจทก์และจำเลย จากนั้นวันที่ 30 ส.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษให้วัชรพล, จตุพล, ณัฐพล จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่ เหลือจำคุกคนละ 3 ปี ตามบทลงโทษที่หนักที่สุดคือข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ ส่วนพลพลให้จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน ในฐานความผิดเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกการชุมนุมมั่วสุม โดยยกฟ้องในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ โทษจำคุกของทั้งสี่คนไม่รอลงอาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกนำตัวไปคุมขังเป็นครั้งที่สอง
ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสี่คนหลายครั้ง จึงทำให้ถูกขังยาวกว่า 3 เดือน จึงได้รับประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขให้ติดกำไล EM และปัจจุบันทั้งหมด (ยกเว้น “แบงค์” ณัฐพล เนื่องจากถูกคุมขังในคดีอื่น ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568) ยังคงถูกติดกำไล EM ยาวนานกว่า 2 ปี 9 เดือนแล้ว
จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 โดยระบุว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความผิดให้ปราศจากข้อสงสัย แต่พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยหลายประการ เนื่องจากไม่มีพยานประจักษ์หรือพยานหลักฐานระบุรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ชัดเจนในที่เกิดเหตุ
อีกทั้งการระบุตัวบุคคลจากภาพถ่ายและวิดีโอก็ใช้เพียงการเปรียบเทียบเครื่องแต่งกายทั่วไปที่หาซื้อได้ง่ายและผู้ชุมนุมคนอื่นก็แต่งกายคล้ายกัน ภาพเหตุการณ์ในวิดีโอยังแสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างคนต่างกระทำตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ได้มีการวางแผนหรือเตรียมการร่วมกันมาก่อน จึงไม่อาจฟังว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดได้ ส่วนข้อหาร่วมกันมั่วสุมก่อความวุ่นวาย จำเลยยืนยันว่าได้แยกย้ายเดินทางกลับทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศให้ยุติการชุมนุม
จำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลอุทธรณ์ให้รอการลงโทษ หรือลงโทษสถานเบา เนื่องจากขณะเกิดเหตุจำเลยเพิ่งพ้นวัยเยาวชน ประกอบกับจำเลยทุกคนมีความประพฤติดี ไม่เคยต้องโทษจำคุก หรือมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน และปัจจุบันยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน การถูกลงโทษจำคุกจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตและการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมาก
.
ศาลสรุปใจความให้ฟัง ไม่ได้อ่านคำพิพากษาเต็ม ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 4 จำเลย ไม่รอลงอาญา
วันนี้ (10 ส.ค. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 609 จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีบริเวณหน้าห้องพบว่าวันนี้มีนัดหมายรวม 6 คดี โดยคดีนี้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 2 ก่อนถึงเวลานัดหมายมีประชาชนบางส่วนทยอยมารอให้กำลังใจและร่วมรับฟังคำพิพากษา ต่อมาเวลา 09.00 น. วัชรพล พลพล และจตุพลเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดีพร้อมกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัว
เวลา 09.03 น. ณัฐพลถูกเบิกตัวมายังห้องพิจารณาคดีพร้อมกับจำเลยในคดีอื่น โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เฝ้าติดตามมาด้วยจำนวน 1 คน โดยบริเวณข้อเท้าของณัฐพลถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มีขนาดใหญ่กว่าจำเลยคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อภายในห้องพิจารณาคดีเริ่มหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่มารอฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จึงแจ้งแก่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีให้ออกไปรอด้านนอก โดยในระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้กล่าวย้ำอยู่หลายครั้งเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องพิจารณาและการปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ พร้อมระบุว่าหากประชาชนท่านใดฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้
กระทั่งเวลา 09.45 น. ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ 1 คน เริ่มต้นอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน หลังจากนั้นก็ลงจากบัลลังก์ไปในเวลาประมาณ 10.30 น. จากนั้นมีผู้พิพากษาอีกท่านออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาในคดีที่เหลืออยู่แทน ก่อนผู้พิพากษาคนดังกล่าวจะเริ่มอ่านคำพิพากษา เขาสอบถามเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถึงทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตอบกลับไปว่าบุคคลที่นั่งอยู่ด้านหลังห้องเป็นญาติของจำเลย
ต่อมาในเวลา 10.43 น. ผู้พิพากษาเริ่มขานชื่อจำเลยทั้งสี่ทีละคน ก่อนจะถามบุคคลที่นั่งอยู่บริเวณที่นั่งฝ่ายโจทก์ว่าเป็นใคร ภายหลังทราบว่าเป็นเสมียนทนายความในคดีนี้มาเข้าฟังคำพิพากษาโดยไม่มีใบมอบฉันทะ ผู้พิพากษาแจ้งแก่บุคคลดังกล่าวให้ออกจากห้องพิจารณาไป แต่เมื่อเสมียนทนายความชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เป็นผู้อนุญาตให้นั่งที่นั่งฝ่ายโจทก์ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่นั่งประชาชนในห้องพิจารณาไม่เหลือพื้นที่ว่างเพียงพอให้นั่งแล้ว ผู้พิพากษาจึงกล่าวว่าเขาไม่ทราบเหตุผลดังกล่าวมาก่อน จึงแจ้งให้เสมียนทนายคนดังกล่าวย้ายไปนั่งบริเวณที่นั่งประชาชนแทน
ผู้พิพากษาสอบถามเกี่ยวกับนายประกันของคดีนี้ โดยวันนี้มีนายประกันของพลพล และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายประกันของวัชรพลและจตุพล โดยพบว่าในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปรากฏชื่อของประชาชนรายหนึ่งที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ ผู้พิพากษาจึงสอบถามกับประชาชนคนดังกล่าวต่อ
ในเวลาประมาณ 11.30 น. ศาลเริ่มเปิดซองคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ก่อนสรุปใจความสำคัญให้ฟังโดยคร่าวว่า ศาลอุทธรณ์เชื่อในพยานหลักฐานของทางฝั่งโจทก์ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น
ส่วนกรณีที่ศาลจะให้รอการลงโทษได้นั้น จำเลยจะต้องถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่แสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ผนวกกับที่ผ่านมาจำเลยได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีความสำนึก กรณีจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุกวัชรพล, จตุพล, ณัฐพล คนละ 3 ปี และให้จำคุกพลพล 1 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
.
ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จ ผู้พิพากษาแจ้งแก่จำเลยทั้งสี่ว่า อันที่จริงคดีนี้ถือเป็นอันสิ้นสุดแล้วคดีเข้ากรณีต้องห้ามฎีกา แต่จำเลยยังสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเข้ามาได้ จากนั้นจำเลยทั้งสี่จึงถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใส่กุญแจมือและถูกควบคุมตัวไปยังบริเวณห้องควบคุมตัวใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังผลการประกันตัวในระหว่างฎีกา
ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัววัชรพล, จตุพล และพลพล ในระหว่างฎีกา โดยให้วางหลักประกันคนละ 30,000 บาท และให้ติดอุปกรณ์กำไล EM ส่วนณัฐพล ซึ่งมีหมายขังในคดีอื่น ๆ ศาลได้ส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ยังต้องติดตามผลการประกันตัวต่อไป
.
สำหรับมูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากการชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้นให้ออกจากตำแหน่ง ภายหลังการชุมนุมยุติในเวลาประมาณ 18.00 น. ยังคงมีผู้ชุมนุมบางส่วนอยู่บริเวณแนวตำรวจที่แยกดินแดง และเกิดการปะทะกันโดยมีการใช้ประทัดและพลุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระสุนยางยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ส่งผลให้สถานการณ์ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางดึก รวมถึงเกิดเหตุรถยนต์ตำรวจ สน.ดินแดง ถูกเพลิงไหม้บริเวณตรงข้ามตลาดศรีวานิช
เหตุการณ์ดังกล่าวที่รถยนต์ถูกเพลิงไหม้ เป็นเหตุให้มีผู้ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 6 ราย โดยแบ่งออกเป็นสองคดี คือ คดีของเยาวชน 2 คน (ปัจจุบันคดีสิ้นสุดแล้ว) และคดีของ 4 คน ได้แก่ “อาร์ม” วัชรพล, “เก่ง” พลพล, “ต้อม” จตุพล และ “แบงค์” ณัฐพล
.
อ่านบทสัมภาษณ์จำเลยทั้งสี่คน
“ผมแค่อยากเห็นสังคมที่คนเท่ากัน” : คุยกับ “แบงค์ ณัฐพล” 4 พล (เมือง) ดินแดงก่อนฟังคำพิพากษา
“ผมยืนยันว่าผมบริสุทธิ์”: คุยกับ“อาร์ม วัชรพล” 4 พล (เมือง) ดินแดง ก่อนวันพิพากษา
