ตุลาคม 2569: ผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่ม 3 ราย ขณะที่คดีแอดมินเพจ Godd Dam ถูกคุมขังหลังศาลไม่ให้ประกันชั้นสอบสวน

สถานการณ์คดีจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองประจำเดือนตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญทั้งในส่วนของสถิติภาพรวม คดีใหม่ และคำพิพากษาของศาล โดยตั้งแต่เริ่มการชุมนุม “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 มีประชาชนถูกดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 2,004 คน ในจำนวน 1,353 คดี 

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีคดีเพิ่มขึ้นใหม่อย่างน้อย 4 คดี ซึ่งรวมไปถึงกรณีของเพจ “Godd Dam” เหตุเผยแพร่สลิปโอนเงิน โดย “ชัยรัตน์” ถูกจับกุมตามหมายจับและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “นิว” อิสริยะ ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร จากการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึก ซึ่งถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสระแก้วแล้ว

ด้านคำพิพากษาและสถานการณ์การคุมขัง ตลอดเดือนศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 5 คดี ส่งผลให้มีผู้ถูกคุมขังเพิ่มในเรือนจำ 3 ราย ได้แก่ “ไจโกะ” ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี ทำให้คดีถึงที่สุด, “บอย” พงศธรณ์ และ “ตี้” วรรณวลี ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB รวมถึงสถานการณ์กรณีที่ศาลอาญายกคำร้องขอเดินทางไปร่วมประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ของ “ตะวัน” โดยเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน 

ขณะเดียวกันยังมีคดีความที่สำคัญ เช่น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกับ iLaw ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เนื่องจากเห็นว่าออกโดยไม่มีฐานอำนาจ และขยายขอบเขตไปกว้างขวางกว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งกระทบต่อเสรีภาพประชาชน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีตัวแทนนักศึกษาที่ยื่นฟ้อง กกต. กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 2,004 คน ในจำนวน 1,353 คดี 

เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 คดี ในจำนวน 4 คน (นับเฉพาะคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่นักการเมืองฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ)

หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,084 ครั้ง

สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่

1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 294 คน ในจำนวน 324 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 173 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ในจำนวน 1 คน)

2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 158 คน ในจำนวน 58 คดี 

3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี 

4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 203 คน ในจำนวน 112 คดี (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ในจำนวน 1 คน)

5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 226 คน ในจำนวน 247 คดี (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2 คดี ในจำนวน 2 คน)

6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี

จากจำนวนคดี 1,349 คดีดังกล่าวมีจำนวน 860 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่ศาลจำหน่ายคดี) กล่าวคือมีอย่างน้อย 563 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ

.

ในเดือนตุลาคม 2569 มีคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นใหม่อย่างน้อย 4 คดี ประกอบด้วย ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์โพสต์เพจ KonThaiUK, กรณีของ “ทนายอั๋น” ซึ่งถูกดำเนินคดีไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ จากกิจกรรมไฮด์ปาร์ค “ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” ที่จังหวัดอำนาจเจริญ  เสียค่าปรับเป็นพินัย 1,000 บาท, กรณีการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี ซึ่ง เบญจพร สุขสว่าง ได้รับหมายเรียกเพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว อยู่ระหว่างการเข้ารับทราบข้อหาต่อไป

และสุดท้าย กรณีเพจ “Godd Dam” ที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน โดย “ชัยรัตน์” เดินทางเข้าพบตำรวจด้วยตนเองเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันว่าไม่ได้เป็นแอดมินหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจ ก่อนถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และเอกสารสิทธิปลอม 

ต่อมาวันที่ 30 ต.ค. 2569 ตำรวจนำตัวชัยรัตน์ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกจำนวน 12 วัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ทนายความยื่นคัดค้านการฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตฝากขังและยกคำร้องประกันตัว ส่งผลให้ชัยรัตน์ถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวจากตำรวจ สน.บางเขน และตำรวจสันติบาลในการดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป 

ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวมีคดีกรณีเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และคดีเพจ “Godd Dam” ที่อยู่ในความดูแลและติดตามสถานการณ์โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ “นิว” อิสริยะ ไชยมนตรี ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร จากการอารยะขัดขืนปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุว่าขัดต่อมโนธรรมสำนึก ซึ่งปัจจุบันคดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสระแก้ว และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป

.

ตลอดเดือนตุลาคม 2569 ศาลมีคำพิพากษาจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 5 คดี ทั้งหมดเป็นคดีมาตรา 112 พบว่าศาลพิพากษาลงโทษจำคุกในทุกคดี ส่งผลให้เดือนที่ผ่านมามีจำเลยคดีทางการเมืองถูกคุมขังเพิ่มในเรือนจำ 3 ราย ได้แก่ “ไจโกะ”, “บอย” พงศธรณ์ และ “ตี้” วรรณวลี สำหรับรายละเอียดสถานการณ์คำพิพากษาในเดือนที่ผ่านมา มีดังนี้

คดีของ ดิเรก (สงวนนามสกุล) ช่างภาพอิสระจากกาญจนบุรีวัย 46 ปี ข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีคอมเมนต์ข้อความลงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งต้นโพสต์มีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ทั้งนี้ ดิเรกเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพก่อนเริ่มสืบพยาน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2569 ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้รอลงอาญา 3 ปี โดยเห็นว่าสภาพความผิดไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

คดีของ “ไจโกะ” (สงวนชื่อสกุล) อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี ในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีทวีตรูปและพระราชดำรัส “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร แต่จำว่าฉันทำอะไรก็พอ” ของรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความแสดงความเห็น เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่า มาตรา 112 ต้องตีความมุ่งคุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งตัวบทไม่ได้ระบุว่ากษัตริย์ต้องเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แม้จะสวรรคตไปแล้วการกระทำของจำเลยก็กระทบต่อกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดและเธอถูกนำไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

คดีของณัฐชนน ไพโรจน์ และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหามาตรา 112 กรณีปราศรัยและปาอาหารหมาหน้า สภ.คลองหลวง เรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย เมื่อปี 2564 ภายหลังจากคดีมีการสืบพยานระยะเวลากว่า 2 ปี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่าณวรรษกล่าวปราศรัยใช้คำพูด พาดพิงและด้อยค่าพระมหากษัตริย์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันปาอาหารสุนัขท่ามกลางเสียงของผู้ชุมนุมที่ใช้ถ้อยคำหยาบโลน โดยปาไปยังทางพระบรมฉายาลักษณ์

ทั้งนี้ ศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ประกันตัวณัฐชนนระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน ส่วนณวรรษถูกคุมขังอยู่ด้วยคดีมาตรา 112 คดีอื่นอยู่ด้วย จึงยังไม่ได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้ 

คดีของนักกิจกรรม 5 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหามาตรา 112 จากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือ ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB 

หลังคดีมีการสืบพยานสู้คดีเกือบหนึ่งปี เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2569 ศาลอาญาพิพากษาว่า ทั้งห้าคนมีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี เห็นว่าทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี 8 เดือน 

ในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัววรรณวลีและพงศธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ทำให้ทั้งสองคนต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว น่าสังเกตว่าในช่วงหลังหลายคดีมาตรา 112 แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก แต่ยังได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ แต่ศาลกลับมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในคดีนี้

ส่วนอานนท์, พรหมศร และณวรรษ ถูกคุมขังอยู่ในคดีมาตรา 112 คดีอื่นอยู่ก่อนหน้าแล้ว จึงยังไม่ได้ยื่นประกันตัว

.

อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามความเคลื่อนไหวทางคดี คือ คดีมาตรา 112 ของ นิยม นพรัตน์ หรือ “เค สามถุยส์” กรณีแชร์โพสต์เฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกี่ยวกับการอุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ โดยทราบว่าเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาจำคุก 3 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2569 ยังมีคดีที่กำหนดนัดฟังคำพิพากษาต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องขอยุติคดีให้ศาลสูงพิจารณาและอยู่ระหว่างรอคำสั่ง สืบเนื่องจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ส่งผลให้คดีจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบางส่วน ศาลมีคำสั่งยุติคดีแล้วหรืออยู่ระหว่างพิจารณา 

คดีที่ถูกเลื่อนนัดดังกล่าวมีจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีของ “ไบค์” หัสวรรษ และ “ภูมิ” กัมพล จากกรณีชูป้าย “I HERE ตู่” ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564 และ คดีของนักกิจกรรมและประชาชน 16 ราย จากกรณีปราศรัยซ้อมต้านรัฐประหารที่ห้าแยกลาดพร้าว เมื่อปี 2563

อ่านสถานการณ์นิรโทษกรรม 2 เดือน หลัง พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ นิรโทษกรรมไม่รวม ม.112 ศาลชั้นต้นทยอยสั่งยุติคดี ขณะที่ศาลสูงยังพิจารณาล่าช้า รอคำสั่งอีกหลายคดี

.

หลังมาตรา 112 ถูกกลับมาบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมา ศาลทยอยมีคำพิพากษาออกมาเป็นระยะ เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลพบว่า ศาลมีคำพิพากษาแล้วอย่างน้อย 228 คดี จากจำนวนทั้งหมด 323 คดี แบ่งเป็น

1. คดีที่จำเลยต่อสู้คดี (124 คดี) ศาลลงโทษจำคุกไม่รอลงอาญา 78 คดี, ศาลยกฟ้อง 25 คดี, จำคุกรอลงอาญา 15 คดี, ยกฟ้อง ม.112 แต่ลงโทษข้อหาอื่น 3 คดี และยกฟ้องจำเลยบางราย แต่ลงโทษจำเลยอื่น 3 คดี

2. คดีที่จำเลยรับสารภาพ (104 คดี) ศาลลงโทษจำคุกโดยรอลงอาญา 58 คดี, ศาลลงโทษจำคุกไม่รอลงอาญา 43 คดี และรอกำหนดโทษ 3 คดี

ทั้งนี้ ผลของคดีเหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากหลายคดีมีการอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษา และยังมีนัดหมายฟังคำพิพากษาอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

อ่านเพิ่มเติม สถิติคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษา 

.

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ “คดีฟ้องปิดปาก” (SLAPP) ในรูปแบบของการฟ้องร้องหรือกล่าวหาประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยนักการเมืองที่มักเป็น “บ้านใหญ่” ในจังหวัดที่มีอิทธิพล ยังคงมีความเคลื่อนไหวในเดือนที่ผ่านมา ในคดีของ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี แม่ค้าวัย 35 ปี จากจังหวัดราชบุรี ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีโพสต์ข้อความวิจารณ์คุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บนเฟซบุ๊ก ซึ่งทางฝ่ายโจทก์ได้เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ภายหลังการเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นศาลเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยกล่าวขอโทษผู้รับมอบอำนาจของ ร.อ.ธรรมนัส ในศาล และลบข้อความที่เป็นมูลเหตุแห่งคดี ส่งผลให้ฝ่ายโจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์และถอนคำร้องเรียกค่าเสียหาย ศาลจังหวัดพะเยาจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทำให้คดีที่ใช้เวลาดำเนินการราว 1 ปี ซึ่งจำเลยต้องเดินทางข้ามจังหวัดจากราชบุรีไปยังพะเยา รวม 5 ครั้ง สิ้นสุดลง

ขณะเดียวกันมีกรณีของยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ซึ่งถูก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 และศาลมีหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธ.ค. 2569 นี้ 

.

เดือนที่ผ่านมา ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จำเลยในคดีมาตรา 112 ที่ขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนและเวทีประชาชนอาเซียน (ACSC/APF) ตามคำเชิญขององค์กรเสมสิกขาลัย โดยศาลให้เหตุผลว่าคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือพฤติการณ์พิเศษ แม้จำเลยจะไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีก็ตาม

สำหรับสถานการณ์ที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยที่มีเงื่อนไขประกันตัวว่า “ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาต” มีผู้ประสบปัญหาเป็นระยะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้มีสถานการณ์ของ “ใบปอ” จำเลยคดีมาตรา 112 ที่ศาลไม่อนุญาตให้เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมโครงการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ‘2026 May 18 Academy’ รวมถึงก่อนหน้านี้ก็พบว่ามีจำเลยคดีทางการเมืองอีกหลายรายที่พบปัญหาการทำหนังสือเดินทาง แม้ไม่มีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

.

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง “การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569” โดยเห็นว่าว่าประกาศฉบับดังกล่าวออกโดยไม่มีอำนาจ ขยายขอบเขตเกินกฎหมายแม่บท ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน และไม่ได้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมาย

สาระสำคัญของคำฟ้องแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ เป็นการออกประกาศโดยไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ขยายนิยาม “เหตุจำเป็นเร่งด่วน” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เกินขอบเขต, ให้อำนาจการระงับข้อมูลคอมพิวเตอร์กว้างขวางเกินไปจากขอบเขตของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและซ้ำซ้อน  เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจตามอัตวิสัยในการตีความและปิดกั้นข้อมูล โดยที่ผู้ถูกกระทบไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง และไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการออกกฎหมาย เนื่องจากกระบวนการออกประกาศไม่ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน

.

สุดท้าย เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีที่ตัวแทนนิสิตนักศึกษา 7 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการควบคุมดูแลการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 17 ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการลงคะแนนโดยลับแบบมีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม ศาลได้เสนอแนะให้ กกต. ปรับปรุงรูปแบบการพิมพ์บัตรเลือกตั้งในอนาคตโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งแก่ประชาชน 

X