ในเดือนกันยายน 2569 มีคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้น 1 คดี คือคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของ ทิวากร วิถีตน ซึ่งเพิ่งทราบว่าถูกแจ้งข้อหาคดีใหม่ในเรือนจำจากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 5 ข้อความ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 โดยมี สนธิญา สวัสดี เป็นผู้กล่าวหา ทำให้ยอดผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 เพิ่มเป็นอย่างน้อย 293 คน ในจำนวน 323 คดี
สำหรับสถานการณ์ในชั้นศาล เดือนที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษาอย่างน้อย 1 คดี คือคดีมาตรา 112 ของ “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล โดยศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 12 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ ทำให้คดีของทั้งคู่สิ้นสุดลงและกลายเป็นผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด
ในเดือนที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดได้รับการปล่อยตัวทั้งสิ้น 7 ราย แบ่งเป็นการถูกขังจนครบกำหนดโทษ 1 ราย คือ “อารีฟ” วีรภาพ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และได้รับการปล่อยตัวจากการนิรโทษกรรม 6 ราย ได้แก่ นิสิต สินธุไพร, นพพร นามเชียงใต้ (เต้ มดแดง) และ สมยศ พรมภา กลุ่มผู้ต้องขังคดีคนเสื้อแดงปี 2552, “บาส” ประวิตร, คเชนทร์ และขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) กลุ่มผู้ต้องขังคดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 ในขณะที่การยื่นขอประกันตัวผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 4 ราย ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด
สำหรับสถานการณ์นิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ศาลเริ่มทยอยมีคำสั่งยุติคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาแล้วอย่างน้อย 6 คดี และพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง 1 คดี ขณะที่การพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม พบว่าแต่ละศาลยังคงมีแนวปฏิบัติและคำสั่งที่แตกต่างกันออกไป และยังมีผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์และรอการปล่อยตัวอยู่อีกอย่างน้อย 6 ราย
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 2,000 คน ในจำนวน 1,349 คดี
เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 คดี (นับเฉพาะคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่นักการเมืองฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ)
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,079 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 293 คน ในจำนวน 323 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 173 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหามีจำนวนเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา)
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 158 คน ในจำนวน 58 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 202 คน ในจำนวน 111 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 224 คน ในจำนวน 245 คดี (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหามีจำนวนเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา)
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,349 คดีดังกล่าวมีจำนวน 846 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่ศาลจำหน่ายคดี) กล่าวคือมีอย่างน้อย 573 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ

.
“ทิวากร” ถูกแจ้งข้อหา ม.112 เพิ่มอีกคดีในเรือนจำ เหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 5 ข้อความ พบ ‘สนธิญา’ เป็นผู้กล่าวหา
ทิวากร วิถีตน ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดในข้อหามาตรา 112 หลังถูกศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี จากกรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร
ระหว่างทิวากรถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น ล่าสุดเพิ่งทราบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ทิวากรถูกตำรวจเข้าแจ้งข้อหามาตรา 112 ในเรือนจำเพิ่มอีกคดีหนึ่ง จากการโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 รวม 5 โพสต์ โดยมี สนธิญา สวัสดี เป็นผู้กล่าวหา
พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความระบุว่า ภายหลังจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เข้าแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมด้วยทนายความจากสภาทนายความ ทิวากรปฏิเสธให้การและปฏิเสธลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา และรู้สึก “รังเกียจ” และ “อยากอาเจียน” รวมถึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในลักษณะดังกล่าว ส่วนรายละเอียดของคดียังอยู่ระหว่างการติดตามเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

.
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน ครูใหญ่ 2 ปี เหตุปราศรัยที่ภูเขียว ตีความเห็นว่า ม.112 คุ้มครองครอบคลุมกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี
สำหรับสถานการณ์คดีในชั้นศาล ตลอดเดือนกันยายน 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 1 คดี คือคดีมาตรา 112 ของ “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล นอกจากนั้นสืบเนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ทำให้คดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบางส่วน ศาลมีคำสั่งยุติคดีแล้ว และบางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องขอยุติคดี จึงเป็นผลให้คดีที่มีนัดหมายฟังคำพิพากษาในเดือนที่ผ่านมาถูกเลื่อนนัดออกไป

สำหรับ คดีของ ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในข้อหามาตรา 112 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี โดยวินิจฉัยว่ามาตรา 112 คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี
กรณีดังกล่าวทำให้คดีถึงที่สุด หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 5 ปี ผ่านสามชั้นศาล และถือเป็นการวินิจฉัยในชั้นศาลสุดท้าย ทำให้ทั้งสองกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด แม้ก่อนหน้าทั้งสองคนจะได้รับสิทธิประกันตัวในชั้นฎีกาแล้ว แต่คดีอื่นที่พวกเขาถอนประกันและมีหมายขัง ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ทั้งคู่ยังต้องถูกคุมขังต่อเนื่องไป
อ่านเพิ่มเติม > สถิติคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษา
.
ผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการปล่อยตัว 6 รายจากนิรโทษกรรม และขังครบโทษ ขณะผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ศาลยังคงยกคำร้องประกันตัวต่อเนื่อง
เมื่อเดือนกันยายน 2569 มีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทั้งสิ้น 4 ราย พบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด ในขณะที่มีผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดได้รับการปล่อยตัวทั้งสิ้น 6 รายจากการได้รับนิรโทษกรรมและถูกขังครบกำหนดโทษ
สำหรับการยื่นประกันตัว แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 3 ราย คือ อรรถพล บัวพัฒน์, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา พบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวทั้งหมด แม้จะเป็นคดีที่ตนเองยื่นถอนประกันระหว่างถูกคุมขังในคดีหลัก และปัจจุบันคดีหลักของอรรถพลและจตุภัทร์ที่ถูกขังจะได้ประกันตัวแล้ว ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก จึงทำให้กลายเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดทันที ขณะที่ณวรรษยังคงถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ถอนประกันตัวเอง แม้ถูกขังครบกำหนดโทษในคดีหลักแล้วก็ตาม
นอกจากนั้นได้รับรายงานว่ามีการยื่นประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 โดยศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวจากการยื่นเป็นครั้งที่ 6
สำหรับกรณีที่ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดได้รับการปล่อยตัวทั้งสิ้น 7 ราย แบ่งออกเป็น ถูกขังครบกำหนดโทษ 1 ราย คือ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดงระหว่างการชุมนุมเมื่อปี 2564
ส่วนอีก 6 รายได้ปล่อยตัวจากการได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้แก่ นิสิต สินธุไพร, นพพร นามเชียงใต้ (เต้ มดแดง) และ สมยศ พรมภา กลุ่มผู้ต้องขังคดีคนเสื้อแดงปี 2552 และ “บาส” ประวิตร, คเชนทร์ และขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) กลุ่มผู้ต้องขังคดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564

ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมและรอปล่อยตัวอีกอย่างน้อย 6 คน ได้แก่ “วิจิตร” (นามสมมติ), “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, “มานี” เงินตา คำแสน, “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง, พิชัย (สงวนนามสกุล) และ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) อยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล โดยมีกรณีของจินนี่ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้รอหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
.
สำรวจสถานการณ์นิรโทษกรรม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ศาลเริ่มทยอยจำหน่ายคดีระหว่างพิจารณา
หลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 2569 โดยให้นิรโทษกรรมคดีการเมืองสำหรับการชุมนุมหรือแสดงออกอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองที่เกิดระหว่าง 1 ม.ค. 2548 – 16 ก.ค. 2568 แต่ยกเว้นคดีมาตรา 112 และคดีทำร้ายร่างกายสาหัส
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2569) พบว่า ศาลมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีแล้วอย่างน้อย 6 คดี ได้แก่ คดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564, คดีคาร์ม็อบ “ขบวนสะเดิด” ปี 2564, คดีชุมนุมพีมูฟหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2568, คดีชุมนุม #พีมูฟทวงสิทธิ์ บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2567, คดีชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
นอกจากนั้นยังมีคดีที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะข้อกล่าวหาบางส่วนที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม แต่ยกเว้นมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 3 คดี ได้แก่ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร, คดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB, คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ปี 2563 ส่วนคดีอื่น ๆ ที่เริ่มยื่นคำร้องไปแล้ว ยังอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล

เมื่อพิจารณาเป็นรายศาล ยังพบแนวปฏิบัติที่แตกต่างทั้งในด้านขั้นตอน ระยะเวลา และผลการดำเนินการ โดยส่วนใหญ่พบแนวโน้มว่าศาลมีการดำเนินการและมีคำสั่งไปในทิศทางเดียวกันคือ ศาลชั้นต้นมักสั่งจำหน่ายคดีที่เข้าเกณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่คดีที่อยู่ในศาลสูงหรือคดีที่สิ้นสุดแล้ว จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การส่งคำร้องสอบถามโจทก์ การนัดไต่สวน หรือการส่งสำนวนให้ศาลสูงพิจารณาสั่ง
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญากรุงเทพใต้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ในช่วงแรกมีแนวปฏิบัติให้ส่งคำร้องคดีทั้งหมดไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้อยู่วินิจฉัย ไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นศาลใด ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาสั่งยุติคดีทันทีภายหลังจากมีหนังสือกำหนดแนวทางปฏิบัติจากศาลฎีกา คือ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นพบว่าคดีของ “จินนี่” ศาลยังคงมีคำสั่งให้รอหนังสือจากคณะกรรมการเช่นเดิม
นอกจากนี้ ในส่วนของศาลในภูมิภาค เช่น ศาลจังหวัดปัตตานี ก็พบความแตกต่างเฉพาะตัวในบางคดี เช่น คดีกิจกรรมทำประชามติจำลอง ซึ่งสืบพยานเสร็จสิ้นก่อน พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่วัน ศาลให้รอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ หรือคดีมลายูรายา พบกรณีที่โจทก์คัดค้านการขอจำหน่ายคดี ศาลจึงมีคำสั่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัยก่อน
นอกจากนั้น สำหรับคดีชั้นอัยการ เริ่มมีคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งยุติคดีแล้วจำนวน 1 คดี คือ กรณีชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน เมื่อปี 2563 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 38 คน ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนคดีอื่น ๆ ที่ยื่นคำร้องไปแล้วยังอยู่ระหว่างรอคำสั่ง
.
อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี ม.116 กรณีทหารกล่าวหา 4 นักกิจกรรมเชียงใหม่ อ่าน “ประกาศคณะราษฎร” ในกิจกรรมแห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย
เมื่อเดือนกันยายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับคำสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีของ 4 นักศึกษาและนักกิจกรรม ได้แก่ ชาติชาย ธรรมโม, วัชรภัทร ธรรมจักร, ธีราภรณ์ พุดทะสี และ เบญจภัทร ธงนันตา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาในข้อหาหลักตามมาตรา 116 จากกรณีทำกิจกรรม “แห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย ปักหมุดกระจายอำนาจ” ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 โดยอัยการเห็นว่ากิจกรรมเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนการอ่านประกาศของคณะราษฎร ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตเชิงประวัติศาสตร์ เป็นที่เผยแพร่ทางสาธารณะ ประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ไม่ต้องห้ามหรือเป็นความผิดทางกฎหมาย และไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากข้อความในประกาศ

.
ชวนอ่านรายงานการศึกษา “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดตัวรายงาน “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”
งานศึกษาชิ้นนี้พบว่า แนวคำพิพากษาแสดงให้เห็นการเคลื่อนตัวของการตีความมาตรา 112 อย่างมีนัยสำคัญ ในบางคดีศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยในทิศทางที่จำกัดขอบเขตของมาตรา 112 โดยเห็นว่า บทบัญญัติไม่ได้คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แนววินิจฉัยกลับเคลื่อนไปสู่การยอมรับว่ามาตรา 112 สามารถคุ้มครองถึงอดีตพระมหากษัตริย์ได้ โดยอาศัยเหตุผลเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ ความต่อเนื่องของราชวงศ์ การสืบราชสันตติวงศ์ พระราชกรณียกิจ และผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน
การตีความขยายขอบเขตในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา โดยเฉพาะหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด และหลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย เนื่องจากทำให้ขอบเขตของความผิดไม่ชัดเจนและคาดเดาไม่ได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนบทบาทของกฎหมายอาญาจากการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไปสู่การเป็นเครื่องมือขยายอำนาจรัฐในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนเข้ามากำหนดและตีความประวัติศาสตร์
เปิดรายงานการศึกษา “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”

