27 ก.ย. เตรียมปล่อยตัว “อารีฟ” คดี ม.112 หลังถูกคุมขังครบ 3 ปี

ในช่วงเช้าวันที่ 27 ก.ย. 2569  “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 23 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จากกรณีพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดงระหว่างการชุมนุมเมื่อปี 2564 จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษสามปีเต็ม

วีรภาพถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ มาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2566 เขาถูกคุมขังเรื่อยมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี โดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เขาจึงตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์เพื่อยุติการต่อสู้คดีของตัวเองจากในเรือนจำ ตั้งแต่เมื่อช่วง ต.ค. 2568 เนื่องจากเห็นว่าการถูกคุมขังโดยคดียังไม่สิ้นสุดเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียโอกาสทั้งการเข้าเกณฑ์อภัยโทษ การพักโทษ หรือการลดวันต้องโทษต่าง ๆ 

หลังรอคอยเป็นเวลา 10 เดือน เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำตัวอารีฟไปวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับศาล เพื่อฟังคำสั่งถอนอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว ทำให้คดีของเขาสิ้นสุดลง โดยย้อนไปนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอถอนอุทธรณ์จากในเรือนจำ

จากการตรวจสอบล่าสุด วีรภาพมีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 27 ก.ย. 2569 นี้ โดยเป็นการถูกคุมขังจนครบ 3 ปีเต็มตามกำหนดโทษของศาล

_________________

พื้นเพของวีรภาพ เป็นชาวกรุงเทพฯ เติบโตมาในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางศาสนา พ่อของเขาเป็นมุสลิม ส่วนแม่เป็นพุทธ เขาเลือกศาสนาตามแม่ เคยประกอบอาชีพขายเสื้อผ้ามือสอง แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และการบริหารล้มเหลวของรัฐบาล จนต้องปิดร้าน ทำให้เริ่มเกิดความสนใจทางการเมือง และเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 

อารีฟมีภรรยาและลูกชายที่เกิดก่อนเขาถูกจองจำปีเศษ ๆ โดยวันที่ 28 ก.ย. 2566 คือวันแรกที่วีรภาพต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

วีรภาพเคยเล่าว่าการถูกจองจำ ทำให้ชีวิตค่อนข้างลำบาก เขาต้องต่อสู้กับอาการซึมเศร้าและมีภาวะวิตกกังวล (Panic) โดยในตอนแรกยังไม่ได้รับยารักษา ทำให้ในช่วงเวลากลางคืนเขามีอาการนอนไม่หลับ มักจะสะดุ้งตื่นตอนตีหนึ่งถึงตีสองเสมอ บางทีก็ร้องไห้ และรู้สึกดาวน์จนถึงเช้า

“อยู่ในนี้ก็คิดถึงลูกมาก ๆ คิดถึงลูกตลอด อยากรู้ลูกกับแฟนเป็นยังไงบ้าง อยู่กันได้มั้ย” อารีฟเคยสะท้อนถึงความรู้สึกถึงการห่างไกลครอบครัว

ขณะที่ “นุ๊ค” ภรรยาของอารีฟเอง ก็กลายเป็นคนต้องแบกรับสถานการณ์ของครอบครัวหลังจากอารีฟถูกคุมขัง ทั้งการหารายได้ และดูแลลูกที่ยังเล็ก เธอเคยสะท้อนให้ฟังว่าหลังจากอารีฟถูกคุมขังแล้ว “เปลี่ยนทุกอย่างเลย จริง ๆ จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้ เพราะว่าตัวเราเองไม่สามารถไปไหนได้เลย ต้องทำงาน กลับมาอยู่บ้านกับลูก จะพาลูกไปไหนมันลำบาก ชีวิตนุ๊คเหมือนมันติดไปกับเขา เหมือนเวลาของหนูที่จะได้ใช้จริง ๆ โดนขังไปด้วยกับเขา” 

ต่อมา เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2568 ในสถานการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พยายามปรับปรุงสำหรับรองรับและควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ทำให้อารีฟและเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองอย่าง “ก้อง อุกฤษณ์” และ “บุ๊ค ธนายุทธ” ต้องถูกย้ายเรือนจำกะทันหันไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ทั้งที่คดีของพวกเขาขณะนั้นก็ยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาในศาลสูง

อารีฟเล่าภายหลังจากนั้น ถึงการต้องปรับตัวกับเรือนจำใหม่ “ตอนแรกกังวลมากครับ แต่ละคนโดนคดีฆ่า คดีแรง ๆ ทั้งนั้นเลย แดนผมมีแต่คนโทษสูง ๆ อย่างประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตทั้งนั้นเลย” 

“พอมาอยู่ที่นี่ผมเข้าใจคนที่โทษสูง ๆ ขึ้นเยอะ ตอนเราอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เห็นคนนู้นคนนี้ปล่อยตัว ก็จะคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงตาเรา แต่ที่บางขวางนาน ๆ จะปล่อยที บางคนอยู่มา 20 ปี จนข้างนอกไม่เหลืออะไรสำหรับเขาแล้ว” 

แต่ภายหลัง 1 ปีเศษ ที่เรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 อารีฟถูกย้ายตัวกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับผู้ต้องขังคดี ม.112 อีกสามคน เขาเล่าว่าที่ถูกย้ายมาครั้งนี้เท่าที่ทราบมีเฉพาะผู้ต้องขังคดี ม.112 เท่านั้น ผู้ต้องขังคดีการเมืองในคดีอื่น ๆ อย่างคเชนทร์ที่เคยอยู่แดนเดียวกันที่บางขวางก็ยังไม่ได้ถูกย้ายมา 

การย้ายผู้ต้องขังดังกล่าว น่าจะเกิดจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเห็นว่ากรณีย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวาง เป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังและไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ

.

บันทึกเยี่ยมในหลาย ๆ ครั้ง ของวีรภาพ เขามักเล่าถึงชีวิตข้างนอกที่เคยทำให้ฟัง ตลอดจนความฝันที่หลากหลายของตัวเอง ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ เขาใช้เวลาว่างไปกับการศึกษา ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ เท่าที่ระบบนิเวศจะอำนวยได้ 

ในช่วงปลายปีที่แล้ว (2568) อารีฟศึกษาการเพาะปลูกแคคตัสกับไม้อวบน้ำ “ในแดนจะมีแคคตัสต้นหนึ่ง ถูกปลูกในดิน แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ควรเลี้ยงอย่างนี้ เลยเอาใส่แก้วไว้ดูแล แต่มันหายไปแล้ว”  

ก่อนหน้านี้ เขายังศึกษาเรื่องการทำสเต็กกับเบอร์เกอร์ หาสูตรอะไรจดไว้เต็มไปหมด  “ผมก็มีความฝันอยากมีร้านนั่งชิลเป็นของตัวเอง จะว่าไปผมเป็นคนที่มีความฝันเยอะเลยนะ ทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้ทำแล้ว” 

ปัญหาใหญ่ของเขาในช่วงปีหลังของการถูกคุมขัง คือการรอคอยให้คดีสิ้นสุด เพราะหลังจากตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์ไป ศาลก็ไม่มีคำสั่งมาเสียที ทำให้คดีก็เหมือนยังค้างคาอยู่ สถานะผู้ต้องขังของอารีฟก็ยังไม่ถึงที่สุดเสียที จนผ่านไป 10 เดือนการรอคอยจึงสิ้นสุดลง โดยที่เขาก็ต้องถูกจองจำจนครบโทษเต็ม 3 ปี ไม่ได้ลดหย่อนโทษใด ๆ จากสถานการณ์การคุมขังที่ผ่านมาเลย

สำหรับสิ่งแรกที่อยากออกไปทำ อารีฟเคยบอกว่า เขาอยากไปพักผ่อน และไปเที่ยวกับครอบครัว ทั้งพ่อแม่ แฟนและลูก เขานึกถึงการขึ้นดอยอย่างการไปเชียงใหม่ รวมทั้งอยากออกมาบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในช่วงสามปีที่ผ่านมา  

“ผมตั้งใจว่าออกไปแล้วจะพาพ่อแม่ ครอบครัวและลูกไปเที่ยวก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะทำอะไร ช่วงก่อนหน้านี้เคยเครียดว่าถ้าออกไปจะทำยังไง แต่ก็พยายามยอมรับความจริงและอยู่กับความจริง จะได้ไม่ทุกข์และอยู่กับมันได้ดี ผมก็เลยผ่านมันมาได้และคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตอนนี้ก็แค่ดูแลตัวเองดี ๆ” อารีฟบรรยายความรู้สึกของการรอคอยวันพ้นโทษ 

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้”: เวลา 2 ปีที่หยุดนิ่ง คนรักของ “อารีฟ” กับการรอคอยคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

ต้นทุนของความยุติธรรมที่แพงเกินจะจ่าย: เมื่อความล่าช้าในศาลสูงกระทบสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้ต้องขัง

X