ณัชชา วนวนากร
.
ข้อมูลจากรายงานการประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองปี 2568 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ปัจจุบันคดีทางการเมืองจำนวนมากค้างอยู่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ในขณะที่ผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดีจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว จนต้องถูก “ขังยาว” ระหว่างรอคำพิพากษาของศาลสูง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้ต้องขังทางการเมืองตัดสินใจ “ถอนอุทธรณ์/ฎีกา” และ “ไม่ต่อสู้คดีต่อ” ในศาลสูงอย่างน้อย 11 กรณี[1]
หนึ่งในปัจจัยหลักของการตัดสินใจเช่นนั้นมาจากการถูกคุมขังเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และการรอโดยไม่รู้ว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเมื่อใด ห้วงเวลาในเรือนจำที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวันจึงกลายเป็น “ต้นทุน” ที่หนักหนาสำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองบางคนและครอบครัว ผู้ต้องขังหลายคนจึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ฎีกาหรือตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ฎีกาต่อเพื่อให้คดีถึงที่สุด และเมื่อคดีถึงที่สุด ผู้ต้องขังจึงจะมีโอกาสที่จะได้รับอิสรภาพเร็วขึ้นผ่านกลไกการอภัยโทษหรือการลดหย่อนโทษต่าง ๆ
ยกตัวอย่างเช่น กรณี “อัฐสิษฎ” ศิลปิน ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์มากว่า 2 ปีแล้ว หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน แต่จนถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2569) ก็ยังไม่มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์แต่อย่างใด โดยหากพิจารณาระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ประกอบกับประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมฯ ศาลอุทธรณ์ควรจะต้องพิพากษาคดีนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่รับสำนวน[2]
หรือกรณี “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี จนเวลาผ่านพ้นไปกว่า 2 ปี ด้วยความทรมานทางด้านจิตใจจากการรอคอยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างยาวนาน ประกอบกับภาระทางครอบครัวที่ภรรยาต้องทำงานหาเลี้ยงบุตรวัยแบเบาะเพียงผู้เดียว อารีฟจึงตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีโดยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ออกไปจากเรือนจำ[3] แต่จนถึงปัจจุบันแม้เวลาล่วงเลยไปจนเกือบครบกำหนดโทษในเดือนกันยายนปีนี้ ศาลก็ยังคงไม่มีคำสั่งให้ถอนอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ประกอบกับประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมฯ กำหนดให้ “คำสั่ง คำร้องทั่วไป” มีกรอบเวลาในการพิจารณาภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนจากศาลชั้นต้น
นอกจากวีรภาพ ในอดีตยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกหลายคนที่ไม่อาจทนรอคำพิพากษาศาลสูงที่ไม่มีวี่แววว่าจะลงมาถึงเสียที จนตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีโดยการถอนอุทธรณ์/ฎีกาอีกหลายคน เช่น “น้ำ” วารุณี, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง และทีปกร แต่การตัดสินใจเช่นนี้ในบางกรณีก็ไม่ได้ทำให้คดีสิ้นสุดลงเร็วขึ้น เพราะบางครั้งคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์/ฎีกา ก็เดินทางมาถึงช้าพอ ๆ กับการรอคอยคำพิพากษาของศาลสูงเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า ความล่าช้าส่งผลต่อการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผู้ต้องขังทางการเมืองบางคนจะต่อสู้คดีมาโดยตลอดตั้งแต่ศาลชั้นต้นและยืนยันว่าตนไม่มีความผิด แต่เมื่อการต่อสู้คดีต้องใช้ต้นทุนทางเวลาที่เสียอิสรภาพสูงเกินไป ในขณะที่การทำให้คดียุติลงและดำเนินการให้เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับอภัยโทษ อาจทำให้ระยะเวลาที่ต้องถูกคุมขังลดน้อยลงไปกว่าเดิม กลายเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจที่ส่งผลให้สิทธิในการต่อสู้คดีถูกจำกัดลงไปโดยปริยาย จึงเกิดการตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในภายหลัง
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังทางการเมือง เนื่องจากความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกอยู่ในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แต่บทความนี้เพียงหยิบยกกรณีตัวอย่างจากผู้ต้องขังทางการเมืองซึ่งศูนย์ทนายฯ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้
.
สถานการณ์ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมของไทย
ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied) – เป็นภาษิตกฎหมายที่สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ ความยุติธรรมมิใช่เพียงเรื่องของผลลัพธ์เท่านั้น แต่ยังวัดจาก “ความรวดเร็ว” ของกระบวนการด้วย หากการตัดสินหรือการเยียวยามาช้าเกินไป แม้ผลจะถูกต้องเพียงใด ก็อาจไม่สามารถคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหายได้อย่างแท้จริง[4] ในอีกทางหนึ่ง จำเลยเองก็มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมย่อมส่งผลต่อสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของจำเลย ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักประกันของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม (Right to a Fair Trial) อันเป็นหลักนิติธรรม (Rule of Law)
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยผ่าน ‘ดัชนีหลักนิติธรรม (World Justice Project Rule of Law Index)’[5] ประจำปี 2025 ในด้านระบบการพิพากษาคดีอาชญากรรมมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเวลา (Criminal adjudication system is timely and effective)[6] จะพบว่าประเทศไทยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิค ซึ่งหมายความว่าประสิทธิภาพและความรวดเร็วในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยยังค่อนข้างต่ำและน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม รัฐไทยก็มีความพยายามวางรากฐานในเรื่องนี้ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก รวดเร็ว[7] และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังกำหนดให้จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม[8] สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ที่ประเทศไทยได้มีการภาคยานุวัติร่วมเป็นภาคี ซึ่งรับรองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้าเกินความจำเป็นของจำเลยในคดีอาญาไว้เป็นหลักสากล[9]
เพื่อตอบสนองต่อสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ให้เป็นไปตามหลักการที่กฎหมายภายในและระหว่างประเทศกำหนดไว้ ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลหลักที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั่วไปของประชาชน ได้พยายามวางหลักเกณฑ์ในการกำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมและการบริหารจัดการคดีเพื่อให้สามารถพิจารณาพิพากษาคดีต่าง ๆ แล้วเสร็จภายในเวลาที่เหมาะสมไว้ โดยการออกระเบียบและประกาศต่าง ๆ เพื่อกระชับระยะเวลาในการพิจารณาพิพากษาคดี ได้แก่ ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2568 และยังมีกฎหมายลำดับรอง คือ ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดในรายละเอียดของประเภทคดี และประมาณการเวลาพิจารณาพิพากษาคดีประเภทต่าง ๆ ในศาลแต่ละชั้น
แต่ในทางข้อเท็จจริงและในทางปฏิบัติ กฎหมายที่ออกมากำหนดกรอบเวลาดังกล่าวกลับยังไม่อาจแก้ไขปัญหาความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมได้ถึงต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากร ขั้นตอนทางกฎหมายและระบบระเบียบภายในที่ซับซ้อน และอีกหนึ่งปัจจัยหลัก คือ ปัญหา “คดีล้นศาล” เมื่อประเทศไทยมีคดีเข้าสู่ศาลจำนวนมากหลักแสนถึงล้านต่อปี โดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่เป็นผลจากการใช้กฎหมายอาญาอย่างกว้างขวาง หรือที่เรียกว่า “อาญาเฟ้อ” ทำให้รัฐไทยต้องทุ่มทรัพยากรไปกับระบบยุติธรรมทางอาญาที่มีต้นทุนสูง ทั้งงบประมาณและบุคลากร[10] เกิดปัญหาความเทอะทะและล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อีกทั้ง กรอบเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบและประกาศข้างต้นฯ มิได้ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดในทางปฏิบัติ และขาดการตรวจสอบหรือความรับผิดชอบใด ๆ หากเกิดความล่าช้าในการพิจารณาพิพากษาคดีเกินสมควร กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยจึงยังมีข้อท้าทายมากมาย ซึ่งต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดการปฏิรูปและพัฒนาให้เข้าใกล้หลักนิติธรรมมากยิ่งขึ้น
.
ความล่าช้าชั้นอุทธรณ์/ฎีกาในคดีของผู้ต้องขังทางการเมือง
จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2569 มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 61 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) โดยเป็นผู้ต้องขังคดียังไม่ถึงที่สุดจำนวนอย่างน้อย 25 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 14 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)[11] โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาสูงถึง 22 คน เนื่องจากผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนมากไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก
สำหรับคดีที่ยังคงค้างคาอยู่ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา มีผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนถูกคุมขังเป็นระยะเวลายาวนานจนแทบจะเรียกได้ว่า “ขังลืม” กว่าจะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือฎีกาลงมา เช่น “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและถูกคุมขังในชั้นอุทธรณ์หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และศาลอุทธรณ์เพิ่งมีคำพิพากษาในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หรือกว่า 2 ปี 8 เดือน[12] ซึ่งระยะเวลาพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์นี้เกินกว่ากรอบเวลา 1 ปี ที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมฯ ไว้มาก โดยไม่เคยได้รับแจ้งเหตุแห่งความล่าช้าแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น คดีของผู้ต้องขังทางการเมืองบางคนสามารถจัดอยู่ในประเภท “คดีเร่งพิเศษ” คือ “คดีที่มีปัญหาเฉพาะดุลยพินิจในการลงโทษ และคดีที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนและสามารถพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยเร็ว” หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพและอุทธรณ์ขอให้ลดโทษหรือรอลงอาญา ซึ่งตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมฯ ประมาณการระยะเวลาพิจารณาพิพากษาจะอยู่ใน 6 เดือน เช่น คดีของอัฐสิษฎดังข้างต้น, คดีของ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดี 112 ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ มาตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567, คดีของ “ขุนแผน” เชน ขีวอบัญชา – “มานี” เงินตา คำแสน ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ มาตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 เป็นต้น แต่จนถึงปัจจุบันศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด
สถานการณ์เดียวกันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างอุทธรณ์/ฎีกา อย่างน้อย 22 คนกำลังเผชิญหน้าอยู่โดยพร้อมเพรียงกัน โดยในบริบทที่จำเลยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างพิจารณา หรือระหว่างอุทธรณ์/ฎีกา ซึ่งโดยหลักยังคงต้องสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ความรุนแรงของปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมยิ่งทวีขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเวลาที่อิสรภาพถูกพรากไปจะกลายเป็นต้นทุนที่จำเลยต้องจ่ายเพื่อซื้อความบริสุทธิ์ของตนเอง ซึ่งต้นทุนที่มีราคาสูงเกินกว่าที่ผู้ต้องขังบางคนจะจ่ายได้นี้ ทำให้กลายเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี เพื่อความหวังที่จะได้รับอิสรภาพเร็วขึ้นและปลดเปลื้องภาระในการต่อสู้คดีออกไป และเมื่อสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมถูกบั่นทอนไป หลักประกันในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
.
แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างกลไกการตรวจสอบ
สำหรับช่องทางในการแก้ไขปัญหา ภาครัฐและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรให้เพียงพอต่อปริมาณคดี รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามและบริหารสำนวนคดี เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ควรมีกลไกการติดตามและตรวจสอบคดีที่พิจารณาพิพากษาล่าช้าเกินกว่ากรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยมิได้ระบุเหตุแห่งความล่าช้าลงระบบติดตามสำนวนคดีศาลยุติธรรม (Tracking System) พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ การกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้และการติดตามผลอย่างจริงจัง มิใช่เป็นเพียงเป้าหมายเชิงนโยบายที่ขาดกลไกการตรวจสอบและกำกับดูแล
ท้ายที่สุด เป้าหมายของรัฐไทยในการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความล่าช้ากลายเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลต้องยุติการใช้สิทธิในการต่อสู้คดีเพื่อแลกกับอิสรภาพที่อาจจะได้มาเร็วขึ้น สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ และในระยะยาว การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญายังคงต้องเป็นหมุดหมายสำคัญของรัฐไทยในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
.
.
อ้างอิงท้ายบทความ
[1] ตลอดปี 2568 ศาลปฏิเสธสิทธิประกันตัว ‘ผู้ต้องขังทางการเมือง’ กว่า 90% พบ 212 คำสั่งที่ ‘ยกคำร้อง’ หลายคนถูกคุมขังยาว. (6 กุมภาพันธ์ 2569). ใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. https://tlhr2014.com/archives/81562
[2] “ต้องอยู่แบบนี้อีกแล้ว”: “อัฐสิษฎ” ศิลปินคดี ม.112 ผู้รอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในเรือนจำมาแล้ว 2 ปี โดยยังไร้กำหนดนัด. (28 กุมภาพันธ์ 2569). ใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. https://tlhr2014.com/archives/82091
[3] “ผมไม่ยอมแพ้หรอก”: บทเรียนจากเรือนจำ ของ “อารีฟ” ในวันอายุครบ 23 ปี ผู้รอวันกลับบ้าน. (16 ธันวาคม 2568). ใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. https://tlhr2014.com/archives/80639
[4] สมภูมิ หล้ารัศมี, และรศ.ดร.ยุภาพร ยุภาศ. (2560). ศาลยุติธรรม : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียมได้?. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 4(2). https://share.google/JVTuKQULsoSJIX1Of
[5] WJP Rule of Law Index. (2025). In World Justice Project. https://worldjusticeproject.org/rule-of-law-index/country/2025/Thailand/Criminal%20Justice/
[6] WJP Rule of Law Index 2025 สถานการณ์หลักนิติธรรมโลก-ไทยเป็นอย่างไรในยุคยุติธรรมถดถอย. (16 พฤศจิกายน 2568). ใน The 101.World. https://www.the101.world/wjp-rule-of-law-index-2025/
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560, มาตรา 68.
[8] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 8 (1).
[9] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ 14 (3).
[10] สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย. (2558). สัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “คดีล้นศาล นักโทษล้นคุก ปัญหาจุกอกกระบวนการยุติธรรมไทย”. โรงแรม เดอะแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ. https://www.tijthailand.org/uploads/publication/file/20190513/th-dgkmstuxy014.pdf
[11] รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2569. (12 มกราคม 2569). ใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. https://tlhr2014.com/archives/80639
[12] ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดี ม.112 ‘เก็ท’ โสภณ เหตุปราศรัย #ทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง จำคุก 6 เดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด. (28 พฤษภาคม 2569). ใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. https://tlhr2014.com/archives/83804
.
