28 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565
สำหรับคดีนี้ ในศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือลงโทษจำคุกถึง 6 เดือน ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ในฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นการลงโทษเกินเลยไปกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 ปี และปรับพินัย 200 บาท โดยยังเห็นว่ามีความผิดในข้อหามาตรา 112
.
คดีนี้มีอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ โดยกลุ่ม “มังกรปฏิวัติ” ได้จัดกิจกรรมทริปเที่ยวหนึ่งวันตามสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ (ฝ่ายซ้าย) และไหว้พระ ทำบุญ ขอพร ขอผัว ขอเมีย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ภายหลังคดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญา มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยในระหว่างวันที่ 4-7 ก.ค. 2566 โสภณยืนยันต่อสู้ว่าการกระทำของตนไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งข้อความที่ปราศรัยไม่ได้กล่าวถึงพระราชินี แต่เป็นการว่ากล่าวตำรวจ
ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานในคดีนี้ >> บันทึกการต่อสู้คดี 112 ของ “เก็ท โสภณ” กรณีปราศรัยด่าตำรวจในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว พาดพิงถึงพระราชินี
24 ส.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคำปราศรัยมีบันทึกเสียงมีการเอ่ยพระนามของพระราชินีสุทิดาฯ แปลเจตนาได้ว่า จำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี และข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นยังไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินีทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง จำเลยทำกิจกรรมและปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ อีกกระทง
ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ตามมาตรา 112 และจำคุก 6 เดือน ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นเหตุให้โสภณถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 นั้น มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 9 ซึ่งระวางโทษไว้เพียงโทษปรับไม่เกิน 200 บาท แต่ศาลกลับลงโทษจำคุกจำเลยถึง 6 เดือน
ต่อมาในวันที่ 24 ต.ค. 2566 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยระบุสาระสำคัญว่า คำปราศรัยของจำเลยเป็นการด่าทอตำรวจ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์หรือพระราชินี อีกทั้งผู้กล่าวหาในคดีนี้ไม่ชอบและมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยและบุคคลที่เห็นต่างตลอดมา นอกจากนี้ คำเบิกความของผู้กล่าวหาก็มีพิรุธอยู่หลายประการ เนื่องจากผู้กล่าวหาทราบดีว่าเห็นจำเลยใช้โทรโข่งปราศรัยด่าทอไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นคำเบิกความตอบอัยการโจทก์เอง
นอกจากนี้ โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ เนื่องจากจำเลยใช้เพียงโทรโข่งซึ่งไม่ได้เป็นของจำเลย และการลงโทษจำคุก 6 เดือน เป็นการลงโทษเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ปรับ 200 บาทฐานใช้เครื่องขยายเสียง – ความผิด ม.112 เห็นว่าแม้จะมีข้อความปราศรัยด่าทอตำรวจจริง แต่ในส่วนอื่นก็ยังมีเจตนาหมิ่นกษัตริย์-ราชินี
วันนี้ (28 พ.ค. 2569) ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ของศาลอาญา มีประชาชนรวมถึงญาติของ “เก็ท” โสภณ มารวมให้กำลังใจจนเต็มห้อง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสถานทูตต่างประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ในคดีด้วย
ด้าน “เก็ท” โสภณ ที่ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี และทักทายกับประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจ ผู้พิพากษาจึงได้ทักขึ้นถึงสองครั้ง ก่อนที่จะเตรียมเอกสารและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ต่อไป
ในระหว่างนั้น โสภณได้มีการพูดคุยกับทนายความอยู่บริเวณที่นั่งจำเลย จากนั้นผู้พิพากษาจึงพูดอย่างเสียงดังว่าให้เบาเสียงลง โสภณจึงแจ้งว่าตนกำลังพูดคุยกับทนายความ แต่ผู้พิพากษาได้บอกว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นการรบกวนศาล โสภณจึงตอบว่าตนได้พูดจาอย่างสุภาพชนต่อศาล และขอให้ทำงานต่อไป
จากนั้นศาลเตรียมอ่านคำพิพากษา โดยขอให้โสภณยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษา แต่เขาปฏิเสธที่จะยืนขึ้น เมื่อถูกถามถึงเหตุผล เขาได้ให้เหตุผลว่าการยืนไม่ใช่สาระสำคัญของการฟังคำพิพากษา ศาลจึงตอบกลับมาว่า “จะเอาอย่างนั้นใช่ไหม?” โสภณจึงได้ถามต่อผู้พิพากษาว่าประโยคดังกล่าวเป็นการข่มขู่ตนหรือไม่ ก่อนที่ทนายจำเลยแจ้งต่อศาลว่าจำเลยได้เคยปฏิเสธที่จะลุกขึ้นฟังคำพิพากษามาแล้วในนัดพิจารณาคดีอื่น ๆ โดยการกระทำดังกล่าวมีเจตนาที่จะประท้วงซึ่งความอยุติธรรมของศาล ขณะเดียวกันพ่อของจำเลย ก็ได้ยืนขึ้นฟังคำพิพากษาแทนตัวจำเลยที่ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม
จากนั้นศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการปราศรัยของตนเป็นการปราศรัยด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เห็นว่าแม้เนื้อหาการปราศรัยของจำเลยจะเป็นการด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง แต่ข้อความที่ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อความที่มีการด่าทอพระมหากษัตริย์และพระราชินี จึง ไม่ทำให้ข้อความที่จำเลยมีเจตนาด่าทอพระมหากษัตริย์และพระราชินีนั้น กลายเป็นเพียงข้อความที่ด่าทอพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนความผิดใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 9 เห็นว่าโทษที่จะลงแก่จำเลยทำได้เพียงปรับไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเกินเลยไปกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย จึงเห็นควรปรับพินัย 200 บาทในความผิดดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลง ศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัย ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 3 ปี ตามมาตรา 112 ปรับเป็นพินัย 200 บาท ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
หลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสร็จสิ้น โสภณปฏิเสธที่จะลงชื่อในคำพิพากษา โดยยังคงมีประชาชนและเพื่อน ๆ ทยอยเข้ามาร่วมให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609
ในวันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 814 ศาลอาญา ได้มีนัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังศาลพิพากษายกฟ้อง ธนาธร พร้อมกับ ชัยธวัช ตุลาธน และ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จึงเดินทางมาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 เพื่อเข้าพบและพูดคุยกับโสภณ โดยธนาธรได้ให้กำลังใจและขอให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าผู้ที่ต้องโทษจากคดีการเมืองนั้นไม่ใช่อาชญากร
.
ปัจจุบัน “เก็ท” โสภณ ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 8 เดือนเศษ โดยเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 4 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 3 ปี (คดีนี้), คดีปราศรัยในกิจกรรมใครฆ่าพระเจ้าตาก ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี (คดีสิ้นสุดแล้ว), คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี (คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์), คดีอ่านแถลงการณ์ใน APEC2022 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี (คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์) หากนับโทษรวมจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษในคดีล่าสุดนี้ เขาจะถูกพิพากษาจำคุกรวม 10 ปี โดยในคดีหลัง ๆ ศาลให้นับโทษต่อกันจากคดีแรกทั้งหมด
