เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่า “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล และ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน สองผู้ต้องขังคดี ม.112 ถูกย้ายตัวจากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
การย้ายเรือนจำครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองของผู้ต้องขังทั้งสองคน นับตั้งแต่ที่ถูกย้ายเรือนจำครั้งแรก เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2568 จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง และในครั้งนี้พวกเขาก็ได้ถูกย้ายกลับไปอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อีกครั้ง
ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ก้อง” ในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นภาพของนักศึกษาที่อยู่ในเรือนจำมาแล้วกว่า 2 ปีครึ่ง และยังคงพยายามสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในขณะที่อารีฟสะท้อนภาพวันคืนที่กำลังนับถอยหลังสู่การพ้นโทษ ท่ามกลางความอึดอัดจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด แม้ยื่นขอถอนอุทธรณ์มาเกือบ 10 เดือนแล้ว
_________________
.
ก้อง, เดือน มิ.ย. – ก.ค. เรือนจำกลางบางขวาง
วันที่ 26 มิ.ย. ก้องเล่าข่าวดีเรื่องโครงการซ่อมหนังสือ หลังเจ้าหน้าที่อนุมัติโครงการแล้ว เหลือเพียงรอเพื่อน ๆ ส่งอุปกรณ์ซ่อมหนังสือมาเท่านั้น ด้วยความที่โครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาจึงมีเวลาพักน้อยลง ถึงขนาดที่การออกมาพบทนายถือว่าเป็นการพักไปในตัวเลยทีเดียว
“ได้ข่าวว่าเรือนจำมีงบในการซื้อหนังสือใหม่แต่ละปี 20,000 บาท ผู้บริหารคนก่อนจะซื้อพวกนิตยสารใหม่ ๆ แต่ตอนนี้ไม่ซื้อเลย ผมอยากให้มีหนังสือดี ๆ ประจำแต่ละแดนเลย ไม่ต้องเวียนแดนอีก ทุกคนจะได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน”
ในช่วงนั้นข้างนอกกำลังอินกับซีรีส์ทนายปีศาจ คนข้างในก็มีโอกาสได้ดูเหมือนกัน ในฐานะนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ที่ฝันอยากเป็นทนายความ ซีรี่ย์เรื่องนี้ส่งแรงบันดาลใจให้ก้องอย่างมาก “โคตรมันส์เลย เป็นแรงบันดาลใจให้อยากออกมาเป็นทนายความ อยู่ข้างในผมก็พยายามเรียนรู้รัฐศาสตร์ ตอนนี้ก็ชอบภาษาจีน ทั้งยังคัดลอกหนังสือภาษาอังกฤษไว้ศึกษาต่อ เพื่อจะได้ครอบคลุมโครงสร้างการเมือง ประวัติศาสตร์การเมือง”
ก้องยังพูดถึงสิ่งที่ได้รับชมจากข้างในเรือนจำอีกว่า อย่างน้อยก็มีไฟในการเคลื่อนไหวต่อ แม้จะมีสักคนสองคนก็พอจะช่วยผลักดันอะไรได้เหมือนกัน เขามีข้อค้นพบว่ายังเห็นทนายหลายคนที่ยังสู้ในระบอบที่ไม่เป็นธรรมนี้อยู่ ทำให้ตัวเขาเองมีแรงบันดาลใจที่จะทำอย่างนั้น
ก้องยังกล่าวถึงเพื่อนผู้ต้องขังร่วมกันอีกว่า “มีพี่ในคุกที่เรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสุขโขทัยธรรมาธิราช ในเรือนจำอยู่ เขาบอกว่าพอเขาออกไป มีแผนจะเรียน ป.โท ต่อด้วย แล้วเขาจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องสิทธิประกันตัวด้วย”
ก่อนจบบทสนทนา ก้องพูดคุยถึงเรื่องทุจริตสอบเข้าราชการท้องถิ่นที่เป็นกระแสในช่วงเดือน มิ.ย.69 เขามีความเห็นว่าการยัดใต้โต๊ะและระบบเส้นสายถือเป็นการฝังรากลึกไปสู่การคอร์รัปชั่น “ตราบใดที่ยังมีระบบอุปถัมภ์ ต่อให้คุณเป็นคนดี แต่ถ้าก้าวเข้าสู่วงการคอร์รัปชั่น คุณก็จะเป็นแบบนั้นไปเลย” ก้องแสดงความคิดเห็น
.
ในวันที่ 27 ก.ค. ทนายความได้นำโปสการ์ดหลายแผ่นจากเชียงใหม่ที่มีประชาชนฝากมาให้ก้องดู แม้ระยะห่างของห้องเยี่ยมทำให้ก้องไม่สามารถอ่านตัวอักษรบนโปสการ์ดได้ จึงต้องอ่านให้ฟังทีละแผ่น แววตาเขาสดใสขึ้น แม้เพิ่งผ่าฟันคุดมา ก้องบอกว่าโปสการ์ดเหล่านั้นช่วยเติมพลังใจให้ได้จริง ๆ
ในครั้งนี้ เขาเล่าถึงชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมงที่วนลูปอยู่กับการทำหน้าที่ผู้ช่วยห้องสมุด ออกกำลังกาย ดูทีวี อ่านหนังสือ และฟังเพลง เมื่อถามถึงวันเกิดวันที่ 6 ส.ค. ว่าอยากขอพรอะไร ก้องตอบว่า “คาดหวังอย่างเดียวคืออิสรภาพ และความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่ถูกกระทำโดยรัฐบาล”
ส่วนการมองสถานการณ์การเมืองข้างนอก ก้องให้ทัศนะว่าแม้ข่าวสารจะเข้าถึงได้จำกัด แต่ผู้ต้องขังก็สัมผัสได้ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ดี “ของข้างนอกแพงเท่าไหร่ ข้างในก็แพงตาม ต่อให้ข่าวสารจะเข้ามาไม่ได้ คนข้างในก็สัมผัสได้อยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะสถานการณ์ข้างนอกส่งผลกับคนข้างในแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้ต้องขังจะรับรู้ข่าวสารข้างนอกเหมือนกันนะ”
เมื่อถามถึงการสูญเสียยายไป ซึ่งเป็นครั้งที่สามที่คนใกล้ชิดจากไปขณะอยู่ในเรือนจำ ก้องตอบว่า ทำใจและเดินหน้าสู้ต่อไป อาจจะมีบางช่วงที่แอบร้องไห้ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ ไม่ให้เจ็บปวดจนทำร้ายผู้อื่น “การที่ออกมาเคลื่อนไหว เราต้องเสียอะไรไปเยอะมาก บางคนเสียครอบครัว บางคนเสียความรัก ตัวผมก็เสียการเรียน แต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้” ก้องสะท้อนความรู้สึกไว้อีกตอนหนึ่ง
ก้องยังเล่าถึงหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ว่าเป็นเล่มนวนิยาย 1984 ซึ่งอ่านเป็นรอบที่สองแล้ว “ในนั้นเป็นโลกดิสโทเปีย ยังจำได้เลยที่บอกว่าพี่เบิ้มจงพินาศ แค่พูดออกมาก็เป็นภัยต่อตัวเองได้ที่เราไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เหมือนที่ผมต้องติดคุกตอนนี้ก็เพราะการแสดงออก ทุกระบอบถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สิ่งที่ได้คือความเจ็บปวดของผู้ที่ออกมาต่อสู้ พอมองย้อนกลับมาตัวเองก็รู้สึกเศร้าใจ แต่มันคือความจริงที่หนีไม่พ้น เราต้องยอมรับมัน และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”
ก่อนจากกัน เมื่อถามว่าถ้าวันหนึ่งได้ออกไป อยากทำอะไรเป็นพิเศษ ก้องตอบว่า “อยากทำงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อ เรามีประสบการณ์การถูกจำกัดเสรีภาพ ก็อยากหาทุนเพื่อตั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อยากให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เพราะแม้แต่ในคุกก็ต้องมีสิทธิมนุษยชน”
.
ก้องและอารีฟ, วันที่ 7 ส.ค. 2569 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ทนายความเข้าเยี่ยมก้องและอารีฟ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งสองคนเพิ่งถูกย้ายมาจากเรือนจำกลางบางขวางเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ทั้งคู่ปรากฏตัวพร้อมกันในชุดนักโทษสีฟ้า นั่งลงข้าง ๆ กัน
อารีฟเล่าว่าที่ถูกย้ายมาครั้งนี้เท่าที่ทราบมีเฉพาะผู้ต้องขังคดี ม.112 เท่านั้น ผู้ต้องขังคดีการเมืองในคดีอื่น ๆ อย่างคเชนทร์ที่เคยอยู่แดนเดียวกันที่บางขวางก็ยังไม่ได้ถูกย้ายมา และก็ไม่เห็นว่ามีผู้ต้องขังคดีทั่วไปถูกย้ายมาด้วย ขณะนี้ทั้งคู่ยังอยู่ในช่วงกักโรค อีก 5-7 วัน
แม้จะดีใจที่ได้กลับมา แต่ก้องก็ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องการปรับตัว เพราะอยู่บางขวางมาเกือบ 1 ปี นานมากจนรู้วิธีการใช้ชีวิตแล้ว ส่วนเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็เป็นอีกแบบ มีวิธีการใช้ชีวิตและกฎเกณฑ์ที่ต่างกัน “ผมสู้มาตลอดเพื่อให้ได้กลับพิเศษกรุงเทพฯ” เขากล่าว
ก้องยังฝากข้อความอีกว่า อยากให้ช่วยผลักดันให้ผู้ต้องขังทางการเมืองได้มาอยู่รวมกัน “ผมรู้สึกว่ายังไงก็ต้องกลับมาพิเศษกรุงเทพฯ ให้ได้ ถึงไม่ใช่คดี ม.112 คดีการเมืองก็ต้องมาอยู่รวมกัน มันปลอดภัยกว่าอยู่แยกกัน เป็นสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นได้จริง” พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นของเขา แต่เป็นเสียงจากคนด้านใน
ทั้งนี้ก่อนจากกัน ก้องยังฝากให้แจ้งแม่ พ่อเลี้ยง และเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ว่าตัวเขาถูกย้ายมาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว
.
ในสถานการณ์โยกย้ายเรือนจำ เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความฯ ยังทราบข้อมูลว่ามีผู้ต้องขังคดี ม.112 อีก 2 ราย ได้แก่ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา และ “อัฐสิษฎ” ถูกย้ายตัวกลับมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันมีการย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองจากเรือนจำกลางบางขวางมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว 4 คน ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เผยแพร่การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวาง โดยเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังและไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และได้เสนอแนะให้เร่งแก้ไขย้ายกลับ
กสม. เห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” ทำให้ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจำนวนหนึ่งถูกนำไปควบคุมในเรือนจำเดียวกับนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษสูง ถือเป็นการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขังที่คดีชั้นฎีกาถึงที่สุดแล้ว อันไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศให้ความคุ้มครองไว้
.
สำหรับ ก้อง อุกฤษฎ์ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 รวมระยะเวลา 2 ปี 5 เดือน 25 วัน โดยเขาถูกดำเนินคดีมาตรา 112 สองคดีจากการโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก โดยศาลอาญาและศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาถึงชั้นฎีกาลงโทษจำคุก 5 ปี 30 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ
ส่วนอารีฟถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2566 หรือ 2 ปี 10 เดือน เขาตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบ 10 เดือน ศาลอาญาเพิ่งมีนัดฟังคำสั่งถอนอุทธรณ์ในวันที่ 7 ก.ย. 2569 และช่วงปลายเดือนนั้น เขาจะถูกคุมขังครบ 3 ปี ตามกำหนดโทษ
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
