“เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา จนถึงที่สุด” : “อารีฟ” ผู้ต้องขัง ม.112 ศาลนัดฟังคำสั่ง 7 ก.ย. หลังขอถอนอุทธรณ์คดีมา 10 เดือน ก่อนครบกำหนดโทษ 3 ปี

ช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน พ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 23 ปี ผู้ถูกจำคุกในคดีมาตรา 112 จากการพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บริเวณแยกดินแดงระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564

สำหรับอารีฟ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2566 หลังถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ เขาถูกคุมขังเรื่อยมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เขาจึงตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์เพื่อยุติการต่อสู้คดีของตัวเองจากในเรือนจำ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา 

การพบในช่วง 2 เดือนนี้ อารีฟสะท้อนภาพวันคืนที่กำลังนับถอยหลังสู่การพ้นโทษ ท่ามกลางความอึดอัดจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด แม้ยื่นขอถอนอุทธรณ์มาเกือบ 10 เดือนแล้ว แต่ล่าสุดทราบว่าศาลนัดฟังคำสั่งเป็นวันที่ 7 ก.ย. 2569 ซึ่งห่างจากวันก่อนครบกำหนดโทษเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น

ความล่าช้าดังกล่าว ไม่เพียงสร้างความทุกข์ทางใจ ทว่ายังทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นการพักโทษ ลดโทษ หรืออภัยโทษ เพราะสถานะของเขายังคงเป็น ‘นักโทษระหว่าง’ ตลอดเวลา

ท่ามกลางทุกอย่างที่กดทับอยู่ อารีฟบอกว่าสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้มากที่สุดในช่วงนี้คือครอบครัว ยิ่งเวลาเล่นดนตรี ได้ยินเพลงไหนที่มันโดน ๆ ก็จะพุ่งเข้ามาถึงหัวใจเลย เขาอยากเจอแฟน เจอลูก เจอครอบครัวทุกวัน

“การที่พวกเขามาหา มันเติมกำลังใจผมได้มาก เขาเก่งมากจริง ๆ ที่ดูแลตัวเอง ดูแลลูก ระหว่างที่ผมติดคุกตั้ง 3 ปีได้” อารีฟย้ำเตือนในสิ่งที่เขาอยากออกไปพบในเร็ววัน

_________________

วันที่ 19 มิ.ย. 2569

อารีฟเสียงแหบเพราะเป็นหวัด จากการที่กลางวันร้อนมากส่วนกลางคืนหนาว แต่เจ้าตัวบอกว่าดีขึ้นแล้ว เหลือแค่อาการคันคอและมีเสมหะ ในส่วนของการติดตามคำสั่งถอนอุทธรณ์จากศาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าศาลยังไม่มีคำสั่งออกมา ส่วนชั้นนักโทษที่เขาสอบเลื่อนไปนั้นเป็นชั้นของคดีละเมิดอำนาจศาลที่มีโทษกักขัง 40 วัน ไม่ใช่ในคดี 112 เรื่องนี้ทำให้อารีฟงงมาก ไม่แน่ใจว่านับชั้นแยกคดีแบบนี้จริงหรือไม่ (ผู้ต้องขังจะมีชั้นต่าง ๆ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว)

อย่างไรก็ตาม อารีฟยังอยากให้คดีเด็ดขาด เพราะหากวันหนึ่งถูกปล่อยตัวออกไป เขาไม่อยากต้องกลับมาขึ้นศาลอีก ก่อนย้ำว่าเพิ่งเขียนคำร้องไปที่ศาลขอติดตามคำสั่งถอนอุทธรณ์ด้วยตนเอง แต่ยังไม่ได้คำตอบ เขาคิดว่าอาจจะเขียนไปอีก โดยก่อนหน้านี้ทนายความก็ได้ยื่นคำร้องติดตามคำสั่งของศาลไปก่อนแล้ว

ในส่วนของสภาพจิตใจที่ก่อนหน้านี้เคยเครียด อารีฟบอกว่าสัปดาห์นี้เริ่มฟื้นฟู พูดคุยกับเพื่อนได้ กลับมากินข้าวได้นิดหน่อย “จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนได้ปลดล็อกอะไรสักอย่าง รู้สึกโล่ง เหมือนมีอะไรสักอย่างหลุดไปจากตัว พอนอนได้ดีขึ้น ก็เริ่มกินข้าวได้ แต่เรื่องเข้าสังคมยังไม่เหมือนเดิม” 

นอกจากนี้ อารีฟยังคิดจะกลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง แต่ยังกังวลเรื่องเข่าที่มีปัญหา “อยากกลับไปเตะบอล แต่ไม่รู้ว่าขาจะหายหรือเปล่า รู้สึกว่าเวลายืนผิดท่า หรือเหยียดขา ก็จะเจ็บแปล๊บ ได้ยินเสียงก็อกแก๊กจากเข่า ถ้าออกไปได้ ผมคิดว่าจะไปตรวจเข่าดี ๆ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะลำบาก ก็เลยไม่ค่อยอยากเล่นกีฬากลางแจ้งเพราะเหตุนี้ด้วย”

.

วันที่ 25 มิ.ย. 2569

อารีฟยังวุ่นวายกับเอกสารขอติดตามคำสั่งถอนอุทธรณ์ไม่หาย หลังส่งจดหมายไปสอบถามความคืบหน้าที่ศาลแล้วยังไม่ได้รับการตอบกลับ 

“มันอีก 3 วัน ก็จะครบ 9 เดือนที่เขียนขอถอนอุทธรณ์ไป ขณะที่อีก 2 เดือน 28 วัน เราก็จะพ้นโทษแล้ว ทั้งที่เจตนาเรามันเด็ดขาดไปตั้งแต่ปีก่อน คนข้างในรอถอนอุทธรณ์นานสุดก็ไม่ถึง 5 เดือน ทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งผู้ต้องขังพูดเหมือนกันว่านานไปแล้ว ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับเรา ผมเสียมาเยอะแล้ว ผมแค่อยากกลับบ้านไปเจอหน้าลูกให้เร็วที่สุด” อารีฟสะท้อนความรู้สึก

วันนี้ อารีฟเสียงแหบนิดหน่อยและมีอาการไอบ้าง แต่บอกว่าหายจากหวัดแล้ว สภาพร่างกายโอเค เว้นแต่เข่าที่หลุดตั้งแต่ก่อนปีใหม่ที่ยังมีอาการเจ็บอยู่ เวลากดเข่าตรงเอ็นไขว้หน้า หรือนอนทับขาขวามาก ๆ ก็เจ็บระบมไปหมด วิ่งก็วิ่งได้ไม่เหมือนเดิม พอเจ็บก็ต้องเดินแทน

อย่างไรก็ตามอาการเจ็บป่วยทางใจของอารีฟดีขึ้นมาก ทุกวิธีที่นักจิตบำบัดจาก Freedom Bridge ส่งมาให้ เขาเอาไปลองใช้ทุกวิธีแล้ว “รู้สึกว่าการหายใจแบบ box breathing เห็นผลมากกว่าการกอดตัวเอง ทุกคืนก็ยังกังวลเรื่องการใช้ชีวิตข้างนอก พยายามข่มความคิด ให้สมองมันโล่ง ร่างกายจะได้รีแลกซ์ขึ้น แต่ตอนนี้มองว่ามันปกติแล้ว”

ก่อนจากกัน อารีฟฝากกำลังใจเพื่อน ๆ และทนายความว่า “ถ้าไปเจออะไรที่มัน toxic ก็อย่าเก็บมาทำร้ายตัวเอง Don’t forget to love yourself”

.

วันที่ 23 ก.ค. 2569

ทนายความแจ้งเรื่องคำสั่งถอนอุทธรณ์เป็นอย่างแรก อารีฟบ่นถึงความยาวนานของการรอคำสั่ง เพราะผู้ต้องขังคนอื่นเพิ่งเขียนขอถอนอุทธรณ์ไปเดือนเดียว ศาลก็ออกคำสั่งมาแล้ว  

“อาทิตย์ก่อนเพิ่งได้จดหมายตอบกลับจากศาลมา บอกว่าอยู่ในช่วงพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จนเราคิดว่าเขาทำเอกสารเราหายหรือเปล่า พอตามมาก ๆ ถึงค่อยทำ และให้รอฟังคำสั่งอีก 2 เดือนข้างหน้า ใกล้วันปล่อยตัวพอดีเนี่ยนะ เหมือนแกล้งกัน”

อารีฟอธิบายว่า ในฐานะผู้ต้องขัง ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์หลาย ๆ ด้าน ไม่ได้พักโทษ ลดโทษ หรืออภัยโทษ เพราะสิทธิของผู้ต้องขังส่วนมากผูกกับคำว่าชั้นนักโทษ ซึ่งจะได้มาเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว กลายเป็นว่าสถานะ “นักโทษระหว่าง” อันยาวนานส่งผลในทางลบมากกว่า

“ผมคิดมาตลอดว่าถ้าเด็ดขาดแล้วอยากทำนู่นทำนี่ให้ได้กลับบ้านเร็วขึ้น แต่ศาลจะมีคำสั่งในเดือนที่ผมจะถูกปล่อยตัวอยู่แล้ว สำหรับผม มันเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นธรรม ถ้าผมได้ออกไป ผมก็อยากออกไปสื่อสารเรื่องนี้”

เมื่อถามถึงชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมงในเรือนจำว่าเป็นอย่างไรบ้าง อารีฟตอบตามความรู้สึกว่า จะบอกว่าสบายดีก็ไม่ได้จริง ๆ คนข้างนอกอาจจะมองว่าอยู่ข้างในไม่ต้องทำอะไร แต่จะเอาอิสระมาแลกกับการไม่ต้องทำอะไร ถ้าเลือกได้เขาคงไม่อยากแลก สำหรับกิจวัตรวนลูป หันไปทางไหนก็เจอแต่กำแพง ไม่ว่าจะจิตแข็งขนาดไหนมาเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็จิตตกได้ “เราต้องต่อสู้กับความคิดตัวเอง กว่าจะผ่านช่วงแย่ ๆ มาได้โคตรยาก โคตรเหนื่อย ทุกวันนี้ก็ยังกังวลว่าจะปรับตัวเข้ากับชีวิตข้างนอกไม่ได้”

ท่ามกลางวันที่หนักหน่วง อารีฟเล่าถึงสิ่งเล็ก ๆ ที่ยังทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ “เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง อ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในนี้มีถึงเล่ม 4 เพอร์ซี่ แจ็คสัน เพชรพระอุมา ถ้ามีมังงะให้อ่านคงมีความสุขกว่านี้ แล้วก็เตะตะกร้อ เสียดายที่เจ็บขาก่อนเลยไม่ได้เตะอีก เป็นผู้ช่วยงานร้านค้า ได้ขายของ ก็เป็นความสุขเล็ก ๆ ในใจเราเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าช่วงเวลานี้ถ้าเปรียบเป็นเพลงสักเพลงจะนึกถึงเพลงอะไร อารีฟนิ่งคิดสักครู่ก่อนตอบว่า “มันมีเพลงหนึ่งนะ น่าจะเพลงทนได้ทุกที เวอร์ชั่นไททศมิตร เราชอบพี่จ๋ายไททศอยู่แล้วไง ท่อนฮุกมันร้องว่า หากจะตายก็ตายไปแล้ว ก็มาคิดว่าการติดคุกครั้งแรกของเรา อยู่เต็ม 3 ปีไปเลย แต่ก็ยังอดทนอยู่มาได้ ไม่ตาย เราก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย” เขาพูดพลางหัวเราะ

ส่วนอะไรช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด อารีฟตอบทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย “ครอบครัว เวลาเล่นดนตรี ได้ยินเพลงไหนที่มันโดน ๆ มันก็จะพุ่งเข้ามาถึงหัวใจเลย เราอยากเจอแฟน เจอลูก เจอครอบครัวทุกวันอยู่แล้ว การที่แฟนยิ้มให้ผมตลอด การที่ลูกมาหา แล้วก็แม่ มันเติมกำลังใจผมได้มาก เขาเก่งมากจริง ๆ ที่ดูแลตัวเอง ดูแลลูก ระหว่างที่ผมติดคุกตั้ง 3 ปีได้ แล้วยังหาเวลามาเยี่ยมผมอีก”

ก่อนจากกัน เมื่อถามว่าถ้าวันหนึ่งได้ออกไป สิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร อารีฟกล่าวอย่างมีความหวังว่า “ผมอยากไปเที่ยว อยากขึ้นดอย อยากไปเที่ยวเชียงใหม่กับแฟน ลูก และคนที่รัก” 

เขาฝากบอกคนข้างนอกว่าอยากบอกเล่าประสบการณ์ตัวเองที่ต้องมาอยู่ข้างในนี้ บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้มา ว่าทำไมคุกนี่เป็นสถานที่ที่ไม่น่าเข้าที่สุดแล้ว 

“ผมเคยคิดนะว่าติดคุก 2-3 ปีสบาย แต่พอมาอยู่จริง แย่จัด สภาพจิตใจเอย ร่างกายเอย คิดว่าประสบการณ์ชีวิตของเราจะทำให้คนข้างนอกเซฟตัวเองมากขึ้น”

.

จนถึงปัจจุบัน (25 ก.ค. 2569) อารีฟถูกคุมขังมาแล้ว 1,031 วัน หรือ 2 ปี 10 เดือน 6 วัน  เขาตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบ 10 เดือน ศาลอาญาเพิ่งมีนัดฟังคำสั่งถอนอุทธรณ์ในวันที่ 7 ก.ย. 2569 และช่วงปลายเดือนนั้น เขาจะถูกคุมขังครบ 3 ปี ตามกำหนดโทษ

.

สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอารีฟ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“อารีฟ” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ยังรอคอยคดีสิ้นสุด ก่อนครบกำหนดโทษสามปี เดือน ก.ย. นี้

X